
งานเข้า ธปท. หลังญี่ปุ่นอัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ
ถือเป็นการสร้างความตื่นเต้นและประหลาดใจให้กับตลาดเงินตลาดทุนโลก เมื่อธนาคารกลางของญี่ปุ่น (บีโอเจ)
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ถือเป็นการสร้างความตื่นเต้นและประหลาดใจให้กับตลาดเงินตลาดทุนโลก เมื่อธนาคารกลางของญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยเหตุผลว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาก่อนหน้าไม่สามารถบรรลุเป้าเงินเฟ้อที่ 2% เงินเฟ้อของญี่ปุ่นขยายตัวเพียง 1% ยอดการใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังหดตัว 5.6% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว
ภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นในขณะนี้คล้ายคลึงกับเศรษฐกิจไทย และเชื่อว่าหากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ธนาคารกลางญี่ปุ่นพร้อมจะออกมาตรการเพิ่มเติม จากนี้ไปโลกอาจจะต้องจับตาความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพราะการดำเนินนโยบายจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก
นโยบายใหม่ของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ประกาศออกมาในสัปดาห์ก่อนว่าจะมีการอัดฉีดเงินเยนเข้าสู่ระบบการเงินโลกมากขึ้น โดยเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์จากเดิมในอัตราปีละ 60-70 ล้านล้านเยน ไปอยู่ที่ 80 ล้านล้านเยน
ทันทีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศอัดฉีดเศรษฐกิจเพิ่ม ตลาดหุ้นในเอเชียต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นถ้วนหน้า นำโดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นเมื่อปิดตลาด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.8% ไปปิดที่ 16,413.76 จุด ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 7 ปี ขณะที่ค่าเงินเยนก็ปรับตัวอ่อนค่าลงทันที ถึง 1.9% ที่ 111.37 เยน/เหรียญสหรัฐ ทำให้ค่าเงินทั่วโลกแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน รวมถึงค่าเงินบาทด้วย
มาตรการดังกล่าวได้ทำให้ภาพตลาดเงินในภูมิภาคนี้เปลี่ยนแปลงไป โดยนักวิเคราะห์ต่างพากันประเมินว่าจะมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีความกังวลว่าเงินจะไหลกลับไปยังฝั่งอเมริกาและยุโรป แต่หลังจากบีโอเจตัดสินใจอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบ อาจจะทำให้กลายเป็นเงินไม่ไหลออกและอาจจะไหลเข้ามาเพิ่มเติม
ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจการเงิน ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า การอัดฉีดเงินเยนเข้าสู่ระบบการเงินโลกมากขึ้นถือเป็นปัจจัยบวกต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ซึ่งอาจหมายความว่าจะมีการเข้ามาเก็งกำไรหาผลตอบแทนในสินทรัพย์ของประเทศกำลังพัฒนา (แครี่เทรด) มากขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงดอกเบี้ยต่ำ
โดยนักลงทุนต่างชาติสามารถกู้เงินเยนในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อมาลงทุนในสินทรัพย์ของประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งจะทำให้ได้รับผลตอบแทนทั้งจากดอกเบี้ยที่สูงกว่าและผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อแลกเงินกลับเป็นเงินเยนอีกด้วย
ทั้งนี้ แครี่เทรดในรอบนี้ นักลงทุนต่างชาติอาจเข้าเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ของไทยมากกว่าในตลาดหุ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูง ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ผลตอบแทนของบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มลดลง ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากภาวะเศรษฐกิจ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้สะท้อนออกมาให้เห็นได้ชัดเจนเมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแรงซื้อเข้ามาที่ตลาดพันธบัตรกว่า 6,000 ล้านบาท และจะต้องจับตาดูต่อไปว่าปริมาณการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติจะมีมากขึ้นหรือไม่
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า ตลาดโลกกำลังเผชิญสงครามค่าเงินตั้งแต่ปลายปีนี้ไปจนถึงปีหน้า หลังจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มอัดฉีดเงินเข้าระบบ 80 ล้านล้านเยน ต่อเนื่องจากการที่สหรัฐยุติคิวอี นอกจากนี้ยังต้องติดตามทิศทางกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรปด้วย ซึ่งคาดว่าจะใช้วิธีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเช่นกัน ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีความผันผวน ทั้งไหลเข้าและออกในประเทศตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย
อย่างไรก็ดี เม็ดเงินคิวอีของญี่ป่นและยุโรปยังมีขนาดเล็กเทียบกับสหรัฐไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นผลดีกับไทย การไหลเข้าของเม็ดเงินใหม่ช่วยพยุงค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าแรงจากเงินทุนสหรัฐที่ไหลกลับไป ทำให้ธนาคารยังคงคาดการณ์ว่า แม้ทุนเคลื่อนย้ายผันผวน แต่เงินบาทจะยังไม่อ่อนค่าลงไปมากกว่า 34 บาท/เหรียญสหรัฐ
“คิวอีของญี่ปุ่นรอบใหม่ที่ออกมา แม้จะมีการคาดการณ์ว่า ญี่ปุ่นจะเน้นให้หมุนเวียนในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไงก็ต้องไหลออกมานอกประเทศด้วย เพราะญี่ปุ่นยังต้องการลงทุนข้างนอกเพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า และไทยยังมีความน่าสนใจที่เป็นเป้าหมายของญี่ปุ่นอยู่” อมรเทพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม มี 3 ปัจจัยที่ต้องติดตามและอาจมีผลให้เงินบาทอ่อนค่าแรงกว่าคาด คือ เศรษฐกิจจีนชะลอมากกว่าที่คิดไว้ การเกิดสงครามระหว่างประเทศ และสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยที่อาจเป็นแรงช็อกต่อตลาดเงิน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการเร่งนำเข้าที่มีผลต่อค่าเงินบาทด้วย
นายแบงก์แนะนำผู้ส่งออกและนำเข้าว่า ยังจำเป็นต้องทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน เพราะเงินบาทไม่ได้มีทิศทางอ่อนค่าในทางเดียว เพราะปีหน้ายังมีแรงสู้กระแสเงินระหว่างสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป จากทิศทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน คือ สหรัฐฟื้น แต่ญี่ปุ่นและยุโรปฝืดเคือง ส่งผลให้ตลาดเงินในปีหน้าผันผวนรุนแรงกว่าปีนี้แน่นอน
ด้านผู้ดำเนินนโยบายการเงินอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือว่างานเข้าเพราะหลังจากนี้ไปจะต้องติดตามภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะในช่วงที่การส่งออกขยายตัว 0% และอาจเลวร้ายถึงขั้นติดลบ ค่าเงินบาทยังเป็นสิ่งสำคัญที่ ธปท.จะต้องประคองไว้ให้เหมาะสม
ค่าเงินที่อาจจะผันผวนไปในทางแข็งค่า อาจจะทำให้แรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.มากขึ้น ภายใต้แรงกดดันอาจจะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายไปอีกนาน







