posttoday
"ปฏิรูปสุดซอย" พลังงานแยกพ้นการเมือง

"ปฏิรูปสุดซอย" พลังงานแยกพ้นการเมือง

02 พฤศจิกายน 2557

เรื่องพลังงานเรื่องความมั่นคงของชาติ การตัดสินใจต้องไม่ตัดสินใจด้วยเหตุผลบนผลประโยชน์ทางการเมือง

โดย...ธนพล บางยี่ขัน, เจษฎา จี้สละ

จากลูกหม้อ “ประชาธิปัตย์” ที่ไต่เต้ามาจนถึงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค สุดท้ายเพราะปมปัญหาเรื่องการปฏิรูปทำให้เขาถูกตีตรากลายเป็น “แกะดำ” แถมบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ รอบนี้ เขาเดิมพันอนาคตการเมืองอีกครั้งด้วยการฝืนมติพรรคกระโดดลงมานั่งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน

อลงกรณ์ พลบุตร เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงภารกิจภายใต้หมวกใบใหม่ที่ยืนยันว่า ปฏิรูปครั้งนี้ซึ่งไม่ใช่เฉพาะด้านพลังงานต้อง “เดินสุดซอย” ไม่สามารถทำแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะไม่มีเวลาเหลือสำหรับประเทศอีกต่อไปแล้ว เมื่อเรากำลังจมปลักอยู่กับกับดักความขัดแย้งแตกแยก จมปลักอยู่กับกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)

การปฏิรูปพลังงานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยจะต้องปฏิรูป 3 เสาหลัก คือ 1.ความมั่นคง 2.การอนุรักษ์ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.พลังงานทดแทน
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความเสี่ยงด้านพลังงานสูงเพราะ 1.นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง 85% นำเข้าก๊าซธรรมชาติถึง 1 ใน 4 ขณะที่เรามีปริมาณน้ำมันและก๊าซสำรองอยู่ในแหล่งขนาดเล็ก ทั้งบนดินและในทะเล 2.เสี่ยงเรื่องของพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากใช้พลังงานเชื้อเพลิงเชิงเดี่ยวในการผลิตไฟฟ้า คือก๊าซธรรมชาติ ถึง 70% และมีอัตราเพิ่มอย่างรวดเร็ว แต่ก๊าซกำลังจะหมดไป ขณะที่การผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงอื่นๆ เกือบทุกด้านได้รับการต่อต้าน

3.เราเป็นสังคมไม่ประหยัดไม่รู้คุณค่าพลังงาน ถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองสูงสุดลำดับต้นๆ ของประเทศของโลก สวนทางกับที่เราต้องพึ่งพาการนำเข้า แสดงว่ามีความผิดปกติในโครงสร้างและระบบ และ 4.ส่งเสริมด้านพลังงานทดแทนน้อยเกินไป ขณะนี้มีพลังงานทดแทน 11% ของสัดส่วนพลังงานทั้งประเทศ แม้ตามแผนพลังงานทดแทนและแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ 20 ปี ระบุว่าจะต้องมีสัดส่วนพลังงานทดแทน 25% ในปี ค.ศ. 2021 แต่เหลืออีกเพียงแค่ 7 ปี ยังอยู่ที่ 11% การที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมาย ต้องปฏิรูปโครงสร้างด้านการส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาพลังงานงานทดแทนแบบยกเครื่องใหญ่ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คาดหวังว่าแผนปฏิรูปพลังงานจะเปลี่ยนโครงสร้างและระบบโดยยึดหลักพึ่งพาตนเองมากที่สุด ใช้พลังงานอย่างมีคุณค่ามากสุด มีประสิทธิภาพมากสุด และสร้างความมั่นคง ลดความเสี่ยง ตรงนี้เป็นหลักสำคัญในกรอบของพิมพ์เขียวการปฏิรูปพลังงาน ภายใต้ความรับผิดชอบของ สปช. รวมไปถึงปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องโครงสร้างราคาพลังงาน หรือขุดค้นแหล่งพลังงานใหม่ๆ บนบก ทางทะเลหรือต่างประเทศ ตลอดจนการบริหารจัดการกิจการพลังงาน เป็นต้น

“เรามีความเห็นที่แตกต่างกันค่อนข้างมากในประเด็นเรื่องพลังงาน จำเป็นที่จะต้องให้ สปช.เป็นเวทีกลางของการหาข้อยุติ เพื่อวางแนวทิศทางของพลังงานของชาติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และขจัดความขัดแย้งแตกแยกในเรื่องประเด็นพลังงาน นั่นคือความตั้งใจและเป็นบทบาทหน้าที่ของ สปช. โดยเฉพาะสาขาพลังงาน ซึ่งต่อไปจะดำเนินการในรูปของคณะกรรมาธิการพลังงานต่อไป”

สำหรับประเด็นที่เป็นที่จับตาอย่างแหล่งก๊าซโดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนนั้น อลงกรณ์เห็นว่าต้องตัดสินเลยเพราะความมั่นคงด้านพลังงานมีความล่อแหลม ดังนั้นการค้นหาแหล่งพลังงานของเราเองต้องรีบดำเนินการ เพราะพม่าต่อไปต้องลดการขายก๊าซให้เราในระยะยาวเพราะเขาต้องใช้ของเขา ดังนั้นจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานมาทดแทนและต้องตัดสินใจเรื่องนี้บรรจุอยู่ในแผน

นอกจากนี้ แหล่งน้ำมันแหล่งก๊าซของไทยนั้นเปรียบเทียบแล้วเป็นเพียงแค่กระเปาะเล็กๆ ไม่ใช่กระเปาะใหญ่อย่างอ่าวไทย จะเห็นว่าหากการขุดเจาะก๊าซให้ได้ 20 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ไทยจะต้องใช้ 200 แท่น แต่พม่าใช้เพียงแค่ 20 แท่นเท่านั้น

อลงกรณ์ กล่าวว่า การเปิดสัมปทานรอบที่ 21 นั้น เป็นการแปลงสัมปทานเดิมมาเปิดใหม่ จากรอบ 20 เปิดไป 28 แปลง ค้นเจอหนึ่งแปลงมีความเสี่ยงสูงมาก รอบนี้นำมาเปิดใหม่ ต้องถามว่าหากเปิดขายของที่คนไม่สนใจ เปิดไป 20 แปลง เจอแค่ 1-2 แปลง แล้วคุณจะเล่นตัวตั้งราคาสูงใครจะมาสนใจ การลงทุนด้านนี้จะเอาประเทศเอาเงินภาษีคนไทยไปลงทุนความเสี่ยงนี้หรือ เพราะเจาะบ่อหนึ่ง 100-1,000 ล้านบาท

อีกประเด็นคือ ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ต้องดูว่าจะใช้แบบเดิมปรับปรุงใหม่ หรือใช้โปรดักชั่นแชริ่ง ตรงนี้เป็นเรื่องคณิตศาสตร์ รัฐบาลมีหน้าที่โดยตรง ต้องทำตารางเปรียบเทียบให้ข้อมูล ที่เป็นจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ หลังจากนั้นก็ใช้ดุลพินิจว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรในสองระบบนี้

โจทย์ใหญ่อย่างเรื่อง “นิวเคลียร์” อลงกรณ์ มองว่า มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าและยอมรับได้มากกว่า เพราะเป็นเรื่องยากที่สังคมไทยจะยอมรับโดยเฉพาะหลังเกิดเหตุการณ์ที่เชอร์โนบิล รัสเซีย และ ญี่ปุ่น ดังนั้นควรวางไว้เป็นแผนสำรองมากกว่า ส่วนแผนหลักจะต้องเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ทำได้จริง

แม้แต่โรงไฟฟ้าถ่านหิน ชีวมวล ยังมีคนคัดค้านนั้นทางออกคือ หนึ่ง จะต้องให้ความรู้ต่อชุมชนและสังคม สอง ต้องใช้พื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่กระทบกับชุมชนและประชาชน เพราะทุกคนไม่ประสงค์ที่จะมีโรงไฟฟ้าหรือกองขยะอยู่หน้าบ้านหรือหลังบ้านตัวเอง ดังนั้นควรใช้พื้นที่ความมั่นคง พื้นที่ทหาร เช่น สัตหีบมีหลายหมื่นไร่สามารถตั้งโรงไฟฟ้าได้

“ด้วยเทคโนโลยีสะอาดที่สามารถใช้ถ่านหินสะอาด มีระบบกำกับดูแล และทหารมีวินัยอยู่แล้ว ในการดูแลสิ่งแวดล้อมผลกระทบ หรือในพื้นที่กาญจนบุรี ซึ่งมีชายแดนติดกับพม่า มีแหล่งเชื้อเพลิงไม่ว่าจะเป็นแก๊สถ่านหิน ชีวมวล จำนวนมาก แม้แต่ไบโอดีเซลหรืออื่นๆ ก็สามารถใช้พื้นที่ทหาร ซึ่งมีเป็นล้านไร่ ไม่ได้อยู่ใกล้กับชุมชน เป็นเรื่องการบริหารจัดการที่รอไม่ได้”

อลงกรณ์ อธิบายว่า ประเด็นโครงสร้างราคาพลังงานจะต้องยึดหลักที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้น้ำมันถูกมาตลอด เพราะเรามีการอุดหนุน ยิ่งระยะ 10 ปีหลัง มีนโยบายประชานิยมเอาใจสังคม ทั้งเรื่องไฟฟ้าและพลังงาน จนกระทั่งทำให้โครงสร้างพลังงานบิดเบี้ยว

“ต้องยึดหลักโปร่งใสดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ผู้มีรายได้น้อย หรือกิจการที่เป็นสาธารณะ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร รถโดยสารสาธารณะ ไม่เช่นนั้นร่างกายด้านพลังงานของเราจะพิกลพิการ เอาเงินคนจนไปจ่ายให้คนรวย เราใช้น้ำมันดีเซลมากกว่าเบนซินหนึ่งเท่าตัว ผู้ผลิตรถยนต์เมอร์เซเดส บีเอ็มดับเบิลยู ออดี้ ใช้เครื่องดีเซลทั้งนั้น เพราะเทรนด์มันออกมาดีเซลถูกกว่าเบนซิน และดีเซลเป็นตัวก่อมลภาวะมาก มีรายจ่ายด้านสุขภาพ คนไม่คำนึงถึงต้นทุนด้านโกลบอลวอร์มมิ่ง นำมาซึ่งภัยพิบัติที่รุนแรง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ซ่อนอยู่ต้องทำให้สังคมได้รับรู้”

กลไกที่จะควบคุมราคาให้สอดคล้องความเป็นจริงคือ เรกูเลเตอร์ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานซึ่งปัจจุบันไม่มี มีแต่กรรมการกำกับกิจการไฟฟ้า โดยจะต้องเป็นองค์กรอิสระเต็มรูปแบบ ดูแลให้เกิดการแข่งขันเป็นธรรม ดูแลประชาชนผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้า สอง ควรมีกลไกด้านกฎหมาย อย่าง พ.ร.บ.พลังงานทดแทนเพื่อให้เกิดการสนับสนุนส่งเสริมอย่างจริงจัง

“เรามีแสงแดดมากกว่า เรามีแร่ควอตซ์ ที่นำไปผลิตเป็นซิลิคอนนำมาผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ถึง 200 ล้านตัน สามารถแปลงเป็นพลังงานได้ถึง 5 แสนเมกะวัตต์ ใช้อีก 100 ปีไม่มีวันหมด แต่เรากลับไม่มีโรงงานแปรรูปต้นน้ำ ทั้งที่เรามีเทคโนโลยี เนคเทคพัฒนามาแล้ว 10 ปี ปัญหาอีกประการคือ ความไม่โปร่งใส การขายใบอนุญาตต้องมีจ่ายใต้โต๊ะ ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น

...เรามีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ แต่เรายังรอนำเข้าจากจีน ญี่ปุ่น ไม่ทำเอง ทั้งที่สามารถทำคู่ขนานกันไปได้ ร่วมกันลงทุนถ่ายทอดเทคโนโลยี เพราะตลาดในประเทศ 67 ล้านคนถือเป็นตลาดใหญ่ และปีหน้าเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จะเป็นตลาด 600 ล้านคน ถึงเวลาที่ประเทศต้องคิดวิถีใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่ มีความกล้าหาญยืนบนขาตัวเอง ใช้การบริหารจัดการแบบใหม่ ไม่ใช่รถหวานเย็นถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง วันนี้เราพูดถึงไฮสปีดเทรน”

สำหรับสถานะของ ปตท.ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันมากนั้น อลงกรณ์เห็นว่า ยังคงความเป็นรัฐวิสาหกิจ ในรูปของบริษัทมหาชน ในกำกับของรัฐ เพราะฉะนั้นการที่สวมหมวกสองใบ สองสถานะ ส่วนหนึ่งต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ส่วนหนึ่งต้องรับผิดชอบในฐานะการเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ในมุมมองผม ปตท.ยังต้องคงสถานะความเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ หรือความเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อดูแลประชาชน ดูแลประเทศชาติในยามที่เกิดวิกฤตการน้ำมันหรือก๊าซ ซึ่งมีโอกาสเกิดได้ตลอด ยังต้องเป็นกลไกเครื่องมือของรัฐ ดูแลด้านความมั่นคง สร้างความพอดีของระดับน้ำมันราคาเชื้อเพลิง ผ่านการอุดหนุนของรัฐ ต่อผู้ได้รับการผลกระทบ

“สิ่งที่สำคัญคือเรื่องพลังงานเรื่องความมั่นคงของชาติ การตัดสินใจต้องไม่ตัดสินใจด้วยเหตุผลบนผลประโยชน์ทางการเมือง ในอดีตเคยพูดเมื่อ 20-30 ปีก่อนว่า 3 น้ำ การเมืองต้องแยกออกมา ได้แก่ น้ำเหล้า น้ำตาล และน้ำมัน เพราะมีการแสวงประโยชน์ มีส่วนได้ส่วนเสียสูงมาก แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สำเร็จ”อลงกรณ์สรุป

จุดเริ่มต้น ต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน 

กรอบเวลา 2 เดือน ที่สปช.ด้านพลังงานได้รับมอบหมายให้ไปตกผลึกในประเด็นต่างๆ นั้น  อลงกรณ์เห็นว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอ แม้จะมีเรื่องที่เห็นแตกต่างกันอยู่มาก แต่ก็สามารถจะเร่งดำเนินการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาเสนอความเห็นประกอบสร้างข้อสรุปที่เป็นพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ และไม่ใช่เวลานานเกินไป

ยิ่งในภาวะที่หลายฝ่ายห่วงกันว่าบุคลากรที่เข้ามาเป็นสปช.ด้านพลังงานมาจากหลายขั้ว จะยิ่งทำให้การปฏิรูปยากหาข้อสรุปได้นั้น อลงกรณ์ เห็นต่างว่า เป็นโอกาสที่ดีด้วยซ้ำไป เพราะการที่มีสมาชิก สปช. ที่มาจากหลายฝ่ายครบทุกด้านภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคการเมือง ภาคเอกชน  และ อื่นๆ ทำให้เรามีความหลากหลายให้หันหน้าเข้ามาคุยกัน หาตัวเลขที่เป็นหนึ่งเดียว 

“วันนี้ปัญหาคือต่างฝ่ายต่างยึดกุมข้อมูลตัวเลขที่ต่างกัน  แต่ทิศทางของประเทศต้องมีทางเดียว และ ธงการปฏิรูปจะต้องเหลือแต่ธงชาติไทยเท่านั้น  ดังนั้น เราจะต้องหาข้อสรุป เป็นหนึ่งเดียวเหลือพิมพ์เขียวเดียว  มีแผนเดียวที่เป็นที่ยอมรับแต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับการเห็นพ้อง100%” 

นายอลงกรณ์ อธิบายว่า การจะหาแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้นั้น ประการแรกต้องมีการรับรองข้อมูลที่เป็นจริง  สองทุกฝ่ายจะต้องโปร่งใสนำข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยมาสู่การเปิดเผย  สามดำเนินการด้วยหลักการไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

อลงกรณ์ ยืนยันว่า แนวทางการปฏิรูปที่ออกมาจะเป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ไม่ใช่เป็นข้อเสนอหรือทางเลือกกว้างๆ และไม่ใช่เป็นตัวเลือกหนึ่ง สอง สาม ให้กรรมาธิการไปเลือกเอง แม้จะมีความเห็นขัดแย้งกันมาก แต่ต้องหาข้อสรุปใช้เสียงข้างมาก หรือ คอนเซนซัส  แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องโหวตใช้เสียงข้างมากเพื่อหาข้อยุติ   

“เหมือนรัฐธรรมนูญ มีความหลากหลายในมุมคิด แต่ท้ายที่สุดก็ต้องมีรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวที่ผ่านความเห็นพ้องต้องกัน  การจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปพลังงาน หรือ  การจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเป็นฉบับเดียว  และถือเป็นแผนแม่บท ในก้าวเดินสู่อนาคตของประเทศ” 

อลงกรณ์ กล่าวว่า ต้องใช้มิติใหม่ในการจัดทำ เหมือนรัฐธรรมนูญ ในอดีตมีมา19 ฉบับ ส่วนใหญ่เราใช้ผู้เชี่ยวชาญ ด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์บางส่วน ด้านความมั่นคงมาเขียนรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว มีอนาคต ยังวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์  อยู่ในปลักตรมของความขัดแย้ง  มิติใหม่ต้องเอาบุคลาการด้านอื่นๆ มาร่วมเขียนรัฐธรรมนูญ  

“เหมือนแต่ก่อนออกแบบ เราจะใช้สถาปนิกคนนั้นคนนี้  ออกแบบมากี่ครั้ง จนบ้านโทรมก็ใช้สถาปนิกคนนี้ไม่เคยเปลี่ยน  วันนี้อาจจะต้องใช้สถาปนิก ที่มีผู้เชี่ยวชาญเป็นมือาชีพ   มีความสามารถหลากหลายแง่มุม  มาช่วยกันเขียนเราอาจจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความทันสมัย  เราจะได้พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศที่ทันสมัย”    

สปช. ด้านพลังงาน กล่าวว่า   การทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน จะต้องบอกวิธีการหรือฮาวทู ลงไปให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่กำหนดเป้าหมาย แต่ต้องบอกวิธีการลงไปด้วยไม่เช่นนนั้นจะเป็นเหมือนในอดีตนอกจากนี้ยังต้องเขียนกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ นำสารัตถะสำคัญแต่ละสาขาบรรจุไว้ ทั้งเรื่องคณะกรรมการหรือองค์กรกำกับ เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อไปต้องปฏิบัติตาม ไม่บิดพลิ้ว หรือเดินออกนอกกรอบเหล่านี้   รวมทั้งตัดเรื่องการเมืองออกไป

“ต้องทำเรื่องถูกต้องมากกว่าเรื่องถูกใจ เพราะเรื่องพลังงานยืนอยู่บนความถูกใจไม่ได้ ทุกคนต้องการของถูก  ได้ฟรียิ่งดี ได้ประโยชน์ข้างตัวอยิ่งดี ผูกขาดยิ่งดี  เพราะฉะนั้นจะให้เป็นประเด็นไปอยู่อยู่ในการตัดสินใจไม่ได้  การตัดสินใจคนคุมกฎจะต้องเป็น องค์กร และอยู่ในรัฐธรรมนูญ สองจะต้อง มีพ.ร.บ.เป็นตัวกำหนดรายละเอียด ว่าจะทำอย่างไร เป้าหมายเป็นอย่างไร ลงในรายละเอียดทุกรัฐบาลต้องปฏิบัติ ตามนั้นไม่ใช่เขียนแผน กำหนดเป้ามหายเสรีใครเป็นรัฐบาล ใครทำก็ไม่ได้ไม่ทำก็ได้ ซึ่งไม่ใช่แนวทางการบริหารประเทศที่ถูกต้อง”  

อลงกรณ์ กล่าวว่า หากทำได้ดังนี้ เชื่อว่า ประเทศจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น กลับมาบนเส้นทางทีทำให้ประเทศเข้มแข็ง ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โยงต่อการวิจัยพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ 

"ปฏิรูปสุดซอย" พลังงานแยกพ้นการเมือง

ปชป.ไม่ปฏิรูป...ยากที่กลับมา

อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เลขานุการวิป สปช. อดีตนักการเมืองผู้ผ่านสนามเลือกตั้งมานับครั้งไม่ถ้วน ภาพจำของอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ท่านนี้ คือ “แกะดำ” ที่มีแนวคิดสวนทางกับสมาชิกส่วนใหญ่ในทัพนั้น โดยเฉพาะแง่ของการอภิวัฒน์

“ผมไม่คิดว่าตัวเองคิดนอกกรอบหรือแตกต่าง จริงๆ แล้วผมคิดบนแนวทางอุดมการณ์ของพรรคโดยแท้จริง ข้อเสนอปฏิรูปพรรคหรือประเทศไทย เมื่อเกือบ 2 ปี ยืนอยู่บนหลักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหลักของนักการเมือง ไม่ใช่ของพรรคการเมือง ดังนั้นควรยึดระบบรัฐสภา แต่ก็ยอมรับการเมืองภาคพลเมือง ผมไม่เห็นว่าผมอยู่นอกแนวทางของพรรค แต่กลับคิดว่าอยู่ในทางของพรรคโดยตลอด ผมไม่เคยเรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติ ไม่เคยต่อสู้นอกระบบรัฐสภา”

อลงกรณ์กล่าวเปิดบทสนทนา พร้อมอธิบายว่า การเป็นเสียงส่วนน้อยไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอาจกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ในวันหน้า กรณีพรรคประชาธิปัตย์เองก็เช่นกัน ส่วนตัวเชื่อว่าขณะนี้สมาชิกพรรคและสาขาพรรคมีความเห็นสอดคล้องกับตนเอง แม้กระทั่ง สส.รุ่นใหม่หรือผู้อาวุโสในพรรคก็ตาม เริ่มมีแนวคิดของการปฏิรูป ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ปฏิรูปสู่การเป็นสถาบันทางการเมือง ก็ยากที่จะกลับมาเป็นหลักของประเทศ ในที่สุดวันหนึ่งก็จะถูกท้าทายจากพรรคการเมืองใหม่ๆมองอนาคตตนเองหลังปฏิรูปอย่างไร

“ผมต้องการทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะ สปช.เป็นความท้าทายที่จะทำให้สำเร็จได้ยากและเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งผมไม่ได้หวังจะทำด้านพลังงานอย่างเดียว แต่จะปฏิรูปด้านเศรษฐกิจด้วย จะทำภารกิจนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งสุดท้ายหากประเทศสามารถเดินหน้าได้ กลับเข้าสู่กติกา ผมมีทางเลือก 2 ทาง คือ 1.กลับไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนมหาวิทยาลัย สร้างศูนย์อบรมผู้นำ หรือทำโครงการอุทยานดอกไม้ และ 2.กลับลง สส. จะต้องรอดูกติกาอีกครั้ง”

เมื่อต้นสังกัดยืนยันว่าจะไม่ส่งสมาชิกที่ฝืนมติพรรค อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตอบชัดเจนว่า “ทางเลือกของผม พรรคประชาธิปัตย์เป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ผมอยู่มา 23 ปี เพิ่งเห็นต่างกับหัวหน้าพรรค 2 เรื่องเท่านั้นเอง คือเรื่องปฏิรูปพรรค กับปฏิรูปประเทศ ฉะนั้นคิดว่าพูดคุยกันได้ จะส่งหรือไม่ส่ง ผมยินดีรับโทษอยู่แล้ว เพราะผมคิดว่าวินัยพรรคสำคัญ”

อลงกรณ์ ยอมรับว่า พร้อมที่จะละทิ้งอนาคตทางการเมือง เพราะทราบดีถึงมติพรรคที่จะไม่ส่งสมาชิกที่เข้าร่วม สปช.ลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งก่อนการตัดสินใจครั้งนั้น มีการหารือกับหัวหน้าพรรคให้มีการทบทวนใหม่แล้ว แต่ในเมื่อหัวหน้าพรรคไม่ยอมทบทวน จึงขอตัดสินใจด้วยตนเอง ในฐานะอดีต สส. และ รมว. ต้องแสดงความรับผิดชอบต่ออดีตที่นักการเมืองอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ซึ่งหากรู้ปัญหาดี แต่ไม่ยอมทำอะไร นักการเมืองก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาต่อไป ไม่อย่างนั้นประเทศไม่เดินไปข้างหน้า

“ไตร่ตรองอยู่นานว่าจะลงสมัคร สปช.หรือไม่ แต่สุดท้ายคิดว่ามันคุ้มค่า เพราะมีโอกาสสร้างจุดเปลี่ยนให้กับประเทศ เราเผชิญกับวิกฤตการณ์การเมืองและรัฐประหารหลายครั้ง ไม่ว่าคนจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่วันนี้จะต้องมาช่วยการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประเทศไทย พิมพ์เขียวนี้ไม่ใช่ของ คสช. ครม. สนช. หรือ สปช. แต่คือของคนไทยทุกคน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สุดท้ายจะต้องไม่ใช่รัฐธรรมนูญของผู้ชนะ หรือพิมพ์เขียวที่นำไปสู่การสืบทอดอำนาจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าเห็นตรงกันอย่างนี้ รัฐธรรมนูญที่เป็นทางออกของประเทศจะเกิดขึ้น”

บาดแผลล่าสุดกับความพยายามผลักดันสูตร สปช. 15 คน คนนอก 5 คนมานั่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของ สปช.ที่สามารถผลักดันในวิปได้สำเร็จ แต่ต้องมาถูกที่ประชุมใหญ่หักกลับให้เป็น สปช.ทั้ง 20 คนนั้น อลงกรณ์มองว่าสาเหตุไม่ได้มาจากความใจแคบหรือต้องการกีดกันคนนอก

ทว่า มีมูลเหตุสำคัญ คือ 1.กระบวนการสรรหากรรมาธิการยกร่างฯ จากคนนอก มีความยุ่งยากพอสมควร เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่อยู่จำกัด ไม่เกิน 7 วัน นับแต่วันลงมติเห็นชอบวิธีการคัดเลือกกรรมาธิการยกร่างฯ 2.บางพรรคการเมืองแสดงเจตนาที่จะไม่เข้าร่วมตั้งแต่แรก จึงทำให้สมาชิก สปช.บางส่วนเห็นว่าเป็นการเสียเวลาที่จะพยายามดึงเข้ามามีส่วนร่วม และ 3.การตีความเจตนาของรัฐธรรมนูญ ซึ่งสมาชิก สปช.บางส่วนเห็นว่าควรจะมาจากคนในทั้งหมด

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญ คือ การยอมรับจากประชาชน เพราะไม่ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญที่มีประสิทธิภาพอย่างไร แต่หากไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนย่อมสูญเปล่า เพราะเมื่อกลับเข้าสู่ระบบเลือกตั้งตามปกติ มีความเสี่ยงสูงมากที่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองจะปฏิเสธรัฐธรรมนูญดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นผลไม้พิษหรือผลพวงจากการรัฐประหาร

ดังนั้น สปช.จึงต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมและเปิดกว้างให้มากที่สุด โดยเฉพาะคู่ขัดแย้งในช่วงวิกฤตการเมืองรอบ 10 ปีที่ผ่านมา หลักสำคัญจะต้องยึดความปรองดองสมานฉันท์ แล้วใช้ระยะเวลาราว 1 ปีนี้ให้เกิดคุณค่า

“เรายังจำวันที่ ผบ.ทบ.เชิญรัฐบาล ฝ่ายค้าน กลุ่มการเมืองไปพบได้ไหม จนนาทีสุดท้ายก็ยังไม่ยอมคุยกัน สุดท้ายเราก็รักษาประชาธิปไตยไว้ไม่ได้ เกิดการยึดอำนาจ เพราะประเทศถึงทางตัน วันนี้เราจะต้องหาทางออกให้ประเทศ ไม่ใช่หาทางตัน ความพยายามต่อไปคือการสร้างการมีส่วนร่วมในรูปคณะกรรมการวิสามัญ สปช.ที่จะตั้งขึ้น ควบคู่กับเวทีสาธารณะในการระดมความคิดเห็น กระทั่งเชิญคู่ขัดแย้งมาพูดคุยในลักษณะการอภิปรายร่วม (Focus Group)

ฝ่ายการเมืองจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อวิกฤตการณ์ของประเทศ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ทำให้ประเทศวนเวียนอยู่ในความขัดแย้ง ดังนั้นจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น ประสบการณ์ กระทั่งบุคลากร โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่มีอดีตนายกฯ มีอดีตรัฐมนตรีอยู่ไม่น้อย กระทั่งสุดท้ายจะต้องตระหนักร่วมกันว่าการปฏิรูปในด้านต่างๆ จะดำเนินไปไม่ได้ หากปมความขัดแย้งในด้านการเมืองไม่ได้รับการแก้ไข ขณะนี้พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และกลุ่มการเมือง มีปฏิกิริยาที่จะเข้าร่วมแล้ว สปช.ยินดีที่จะเปิดรับความคิดเห็น

อลงกรณ์มองว่าตราบใดที่ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ประเทศไม่สามารถเดินหน้าได้ ถ้าไม่สามารถขจัดปมขัดแย้งได้ การปฏิรูปต่างๆ ไม่สามารถดำเนินได้ ประเทศไทยมีการเติบโตเศรษฐกิจต่ำสุดในอาเซียน มีศักยภาพอยู่ที่โหล่ เราต้องมาตระหนักว่าปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการเมือง

“ผมคิดว่าการแสดงความคิดเห็น ทุกพรรคให้ความร่วมมืออยู่แล้ว ไม่เว้นพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมอยากให้มีความเข้มข้น ใกล้ชิดมากกว่านั้น โดยจะต้องจัดเวทีให้กลุ่มการเมืองและคู่กรณีได้มานั่งคุยกัน ซึ่งเราหวังว่าจะสามารถทำให้เกิดโอกาสเช่นนั้นได้ อีกทางหนึ่งสังคมอาจจะต้องช่วยกันเรียกร้อง เพราะประเทศไทยก้าวช้ามากแล้ว ในขณะที่ประเทศอื่นเดินไปข้างหน้า”

ปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้จะผลักดันให้หลุดพ้นวังวนเดิมหรือไม่ เลขานุการวิป สปช. กล่าวว่า “การมีส่วนร่วมและการยอมรับจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูไปสู่ก้าวใหม่ของประเทศนี้ ผมเชื่อว่าทุกพรรคและทุกกลุ่มการเมืองมีเจตนาดีต่อประเทศชาติ ขอให้แสดงเจตนานั้นในทางปฏิบัติด้วย แต่ละพรรคที่สนับสนุนการปฏิรูป ก็ขอให้ปฏิบัติตามคำพูด เพียงเท่านี้ก็เริ่มต้นก้าวแรกได้”

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม