
ความทรงจำยามลมหนาว
ทุกคนต่างมีความทรงจำดีๆ ยามได้เที่ยวช่วงหน้าหนาว สำหรับผมประทับใจกับการเดินทางไปเที่ยว อ.ปาย
ทุกคนต่างมีความทรงจำดีๆ ยามได้เที่ยวช่วงหน้าหนาว
สำหรับผมประทับใจกับการเดินทางไปเที่ยว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อ 10 ปีก่อน
ปายสมัยก่อนเริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวไทย ผู้คนไม่จอแจมาก ในช่วงเทศกาลคึกคักตามสมควร ยังไม่ถึงขั้น ต้องกดบัตรคิว แย่งกันกิน แย่งกันเที่ยวในปัจจุบัน
การเดินทางที่ยาวนานกว่าจะถึงเมืองเล็กๆ ในหุบเขาอย่างปาย ต้องนั่งรถจากกรุงเทพฯ ลงสถานีขนส่งอาเขต จ.เชียงใหม่ สมัยก่อนต้องต่อรถมินิบัสแดง นั่งเบียดขาลีบอีก 5 ชั่วโมง ผ่านนับร้อยๆ โค้ง แม้จะมึนเมารถอยู่หลายครั้ง แต่พอได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ไอหมอกปะหน้า เห็นป่าเขียวครึ้ม กับเป้าหมายที่ได้จินตนาการความสุขในเบื้องหน้าก็ช่วยให้ความมึนหายเป็นปลิดทิ้ง
เมืองในขุนเขา สำหรับผม พักผ่อนได้หลายแบบ เดินดูตลาดปาย เสน่ห์เมืองคละเคล้าด้วยร้านรวงที่แข่งกันตกแต่งสร้างสีสัน ชวนให้ถ่ายรูป แม่น้ำปายเย็นฉ่ำไหลเอื่อยๆ ช่วยชะลอ “เวลา” ให้เดินช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบใช้ชีวิตแข่งกับงานในเมืองกรุง
ปายเวลานั้นกำลังบูม คนค้าขาย เจ้าของร้าน รีสอร์ทที่เริ่มผุดขึ้น หาใช่คนปายไม่ ส่วนใหญ่เป็นคนกรุง คนภาคเหนือจากจังหวัดต่างๆ บ้างก็มีฝรั่งที่เป็นเจ้าของกิจการโดยอาศัยภรรยาเป็นคนไทย สำหรับผมปายในวันนั้นยังดูเป็นสาววัย 30 กว่า ยังมีเสน่ห์ชวนให้ค้นหาอยู่
ผมชอบไปเที่ยวปายนับแล้วก็ 6 ครั้งสิ่งที่มักไม่พลาด คือ การทิ้งเวลาไปกับการขับมอเตอร์ไซค์ในโอบล้อมขุนเขา ผมเช่าจากร้านในปายวันละ 250 บาท พาแฟนซ้อนท้ายตะลุยไปตามเส้นทางคดเคี้ยว ข้ามเทือกเขาลูกโน้น เลาะไปเทือกเขาลูกนี้ สัมผัสบรรยากาศเงียบสงบ 2 ข้างทาง หลายครั้งขณะผมขับจะตะโกนด้วยความสะใจ เพราะสุขที่ได้เปลือยชีวิตปลดปล่อยอยู่กับธรรมชาติ นัยว่าเหมือนเจ้านกนางนวลบินอิสระโฉบเหนือท้องทะเลกว้างใหญ่ยังไงยังงั้น
เส้นทางที่ผมขับมอเตอร์ไซค์โดยยึดปายเป็นศูนย์กลาง ไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป จะมี 2 เส้นหลัก ไปทางขวาเป้าหมายอยู่ที่อุทยานห้วยน้ำดัง ถ้าไปทางซ้ายก็จะไปเส้นแม่ฮ่องสอน ดูถ้ำลอด ปางอุ๋ง ไกลหน่อยปลายทางก็อยู่ที่เมืองแม่ฮ่องสอน
ที่ห้วยน้ำดัง จุดเด่นคือทะเลหมอกขาวโพรน ระยะทาง 4050 กม. จากปาย ต้องตื่นตีสี่กว่าเพื่อบิดให้ทันพระอาทิตย์ขึ้นก่อนหกโมง
ห้วงเวลาที่ขับรถเครื่องสองล้อนั้น มันช่างหนาวจับจิตเสียจริงทั้งที่สวมเสื้อกันหนาวหลายชั้น ผ้าคลุมหน้า ถุงมือ ถุงเท้าแน่นหนา เพราะต้องปะทะกับลมเย็น 10 กว่าองศาร่วมชั่วโมง กระทั่งแว่นตาผมเต็มไปด้วยฝ้า พลางนึกขำๆ ถ้ามีไม้ปัดฝนที่แว่นตาจะดีมาก ขณะที่เบื้องหน้าหมอกลงจัดมืดมองไม่เห็น ถนน สองข้างทางที่เป็นป่าก็ดูอันตราย แต่ด้วยความบ้าบิ่น ไม่มีอะไรมาหยุดได้ แฟนก็ต้องจำทนกอดหลังผมแน่นเพราะความหนาวนี่แหละ
มีครั้งหนึ่งที่ขึ้นไปห้วยน้ำดัง เจออุบัติเหตุเกือบร่วงไปตีนเขา คิดแล้วยังเสียวไม่หาย
ระหว่างทางขึ้นเป็นดินลูกรัง ทางก็แคบ โค้งนั้นผมกดเบรกหน้านิดนึง รถเสียหลักล้ม ผมก้นจ้ำเบ้า ส่วนแฟนก็กระเด็นหล่นตุ้บ ดีไม่เป็นอะไรมาก พอลุกขึ้นมาดู อีกนิดมอเตอร์ไซค์ก็หล่นไปตีนเขาข้างล่างแล้ว...เดชะบุญจริงๆ
หลายปีผ่านไป ผมขับมอเตอร์ไซค์อีกครั้งบึ่งจากปายไปบ้านวัดจันทร์ที่กำลังเริ่มนิยม ระยะทางน่าจะเกือบ 50 กม. ตอนนั้นเส้นทางบางช่วงขรุขระ ขณะกำลังบิดขึ้นเนิน ใจก็ลังเลที่จะไปต่อดีไหมเพราะดูอันตราย แต่ก็มาไกลแล้วเกือบ 20 กม. เหลืออีกครึ่งก็ถึงวัดจันทร์ที่เขาว่าบรรยากาศดีนักหนา จึงตัดสินใจลุยต่อ สุดท้ายเกือบเสียหลักเพราะสะดุดก้อนหิน พอมองไปข้างหลัง รถที่ตามมาเป็นรถบรรทุก คิดไปถ้าล้มจริงขึ้นมา ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น
อีกเส้นทางที่สนุกในดงธรรมชาติ คือ จากปายไปยังแม่ฮ่องสอน ระยะทาง 110 กม. ใช้เวลา 2 ชั่วโมง เรียกว่านั่งจนก้นแข็ง ยังไม่นับขากลับอีก ที่พลาดไม่ได้ คือ ปางอุ๋ง ก่อนถึงแม่ฮ่องสอนจะมีทางแยกเข้าไป ถนนค่อนข้างแคบ เมื่อไปถึงความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง ภาพอ่างเก็บน้ำบนยอดเขาสูง เขียวครึ้มตัดกับแสงอาทิตย์อ่อนๆ กระทบแอ่งน้ำเป็นสีทอง ปนด้วยทิวสนสูงเรียงราย อลังการกว่าที่เห็นในภาพ
คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่หลงใหลการพักผ่อนกับความท้าทายแบบนี้ ระหว่างเส้นทางพันโค้งเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอน ได้เห็นแก๊งนักบิดหลายพันธุ์ ทั้งกลุ่มเวสป้า กลุ่มรถ 4 สูบ มาเป็นระยะ บ้างก็ขับไกลมาจากกรุงเทพฯ
จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านไป 5 ปี ผมยังไม่ได้ไปปายอีก คิดว่า บางอย่างควรเก็บไว้เป็นภาพแห่งความทรงจำ มากกว่าไปแล้วเจอกับสิ่งที่ชวนหงุดหงิดจากการพัฒนาจนทำลายความรู้สึกดีๆ ไป
การได้สูดอากาศบริสุทธิ์ กลิ่นป่า ไอหมอก ให้ขุนเขามาห่มตัวเราช่างสุขใจจริง ยิ่งอยู่บนภูสูงมองทะเลหมอกผืนใหญ่ในเบื้องล่าง ทำให้รู้ว่า เราตัวเล็กมากในธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาลเสียจริง







