
"บรรยง" ชี้ทางรอดเศรษฐกิจต้องลดขนาดภาครัฐ
บรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน และคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการประจำปี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ “รัฐไทยกับการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ” ว่า ปัญหาหลักๆ ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ควรแก้ไขเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าดีขึ้น คือ การลดขนาด บทบาท และอำนาจของรัฐไทยที่ใหญ่เกินไป โดยช่วง 15 ปีที่ผ่านมาหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ขนาด บทบาท และอำนาจรัฐ ถือเป็นปัจจัยและรากฐานของปัญหาต่างๆ ที่ทำให้ไทยมีข้อจำกัดในแง่ศักยภาพการแข่งขัน มีข้อจำกัดในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการกระจายอำนาจ และสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่สำคัญยังทำให้เกิดการกระจายตัวของการคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร
บรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน และคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการประจำปี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ “รัฐไทยกับการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ” ว่า ปัญหาหลักๆ ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ควรแก้ไขเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าดีขึ้น คือ การลดขนาด บทบาท และอำนาจของรัฐไทยที่ใหญ่เกินไป โดยช่วง 15 ปีที่ผ่านมาหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ขนาด บทบาท และอำนาจรัฐ ถือเป็นปัจจัยและรากฐานของปัญหาต่างๆ ที่ทำให้ไทยมีข้อจำกัดในแง่ศักยภาพการแข่งขัน มีข้อจำกัดในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการกระจายอำนาจ และสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่สำคัญยังทำให้เกิดการกระจายตัวของการคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร
ทั้งนี้ หากเทียบงบประมาณกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะพบว่าก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ จะอยู่ที่ 20% แต่ช่วงหลังเพิ่มเป็น 22-23% หากดูตรงนี้คนจะบอกว่ารัฐไทยเล็ก เพราะประเทศที่เจริญแล้วอยู่ที่ 35-40% แต่หากดูรายละเอียดแล้วจะพบว่า รัฐที่พัฒนาแล้วงบส่วนใหญ่จะเป็นการส่งทรัพยากรระหว่างภาคการคลัง แต่ของไทยพบว่าในงบประมาณ 2.575 ล้านล้านบาท พบว่า 78.7% เป็นงบรายจ่ายประจำ หรือ 17% ของจีดีพีจะเป็นงบโอเปอเรชั่น ถือว่าสูงเมื่อเทียบประสิทธิภาพ และยังมีรัฐวิสาหกิจไทยที่มีค่าใช้จ่ายปีที่แล้ว 4.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42% ของจีดีพี และยังมีส่วนใน 17% ของงบโอเปอเรชั่นภาครัฐด้วย
“ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐวิสาหกิจไทยใหญ่ไปหรือไม่ มีประสิทธิภาพหรือไม่ และมีการโกงหรือไม่” บรรยง ระบุ
สำหรับการแก้ปัญหามีหลายทาง แต่เท่าที่คิดว่าทำได้ คือ ทำให้รัฐวิสาหกิจ 5-6 แห่งเล็กลง เพื่อให้การโกง กิน คอร์รัปชั่นเล็กลง แต่ผู้มีอำนาจต้องเลือก เพราะหากการปฏิรูปทำได้จริง การเติบโตต้องลดลงด้วย แต่การคอร์รัปชั่นก็ลดลงตาม
ผาสุก พงษ์ไพจิตร ศาสตราภิชาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวทางหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างและช่วยลดขนาดของรัฐลงได้ คือ การกระจายอำนาจ หลายฝ่ายจะมองว่าทำให้ท้องถิ่นคอร์รัปชั่นมากขึ้น คงไม่ใช่ เพราะหากทยอยกระจายอำนาจ จะช่วยลดการคอร์รัปชั่นลงได้ในระยะยาว เนื่องจากคนท้องถิ่นจะสนใจปัญหาและมีการตรวจสอบเรื่องที่ใกล้ตัวในระยะยาว จึงช่วยลดคอร์รัปชั่นได้
นอกจากนี้ การปฏิรูปรอบนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำอะไร หรือจะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้หรือไม่ เพราะการปฏิรูปจริงๆ ต้องมีคนร่วมจากหลายภาคส่วน แต่การที่แยกฝ่ายคู่ขัดแย้งออกไปไม่ให้ร่วมนั้น ทำให้กังวลอยู่ว่าการปฏิรูปรอบนี้จะนำไปสู่แนวโน้มความขัดแย้งเพิ่มขึ้นหรือไม่
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แผนพัฒนาหรือบิซิเนสโมเดลของประเทศไทยตอนนี้เดินมาถึงทางตันแล้ว ถ้ายังเดินตามแนวทางเดิมคงไปต่อไม่ได้แล้ว จะโตต่ำลงเรื่อยๆ จึงต้องปรับโครงสร้างใหม่ ทั้งการศึกษา การปรับปรุงคุณภาพแรงงาน เพราะถ้าการศึกษาดี คนมีคุณภาพก็จะช่วยลดต้นทุนและจัดการขนาดของภาครัฐได้ดีขึ้น นอกจากนี้ควรส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันประเทศ







