
ข้อพิพากษทสิทธิบัตรภายใต้ WTO
ในฉบับนี้ลองมาดูกรณีพิพาทเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้องค์การการค้าโลกกันบ้าง เพื่อเว้นวรรคให้เวลากับบ้านเมืองและผู้มีหน้าที่เขาปฏิรูปกันไปก่อน เป็นรูปเป็นร่างแล้วจึงค่อยกลับมาวิพากษ์วิจารณ์กันใหม่ เดี๋ยวจะหาว่าติเรือทั้งโกลน ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะเป็นห่วงมากๆ อย่างที่ท่านผู้อ่านหลายท่านเป็นห่วงกันว่าการปฏิวัติครั้งนี้ชักทำท่าจะเสียของ
ในฉบับนี้ลองมาดูกรณีพิพาทเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้องค์การการค้าโลกกันบ้าง เพื่อเว้นวรรคให้เวลากับบ้านเมืองและผู้มีหน้าที่เขาปฏิรูปกันไปก่อน เป็นรูปเป็นร่างแล้วจึงค่อยกลับมาวิพากษ์วิจารณ์กันใหม่ เดี๋ยวจะหาว่าติเรือทั้งโกลน ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะเป็นห่วงมากๆ อย่างที่ท่านผู้อ่านหลายท่านเป็นห่วงกันว่าการปฏิวัติครั้งนี้ชักทำท่าจะเสียของ
เรื่องที่จะเขียนถึงวันนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างสหภาพยุโรปกับแคนาดาในเรื่องยา ภายใต้องค์การการค้าโลก หรือ World Trade Organization (WTO) ซึ่งผู้อ่านหลายท่านก็คงจะรู้จักกันดี ที่จริงเรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2540 แล้ว และมีการพิจารณาตัดสินกันขั้นสุดท้ายเมื่อปี 2543 แต่เรื่องก็ยังมีประเด็นที่ทันกับเหตุการณ์ในปัจจุบันอยู่ ประเทศไทยเองก็ได้เข้าเป็น Third Parties ในกรณีพิพาทเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม การเข้าเป็น Third Parties นั้นไม่ใช่เข้าไปตะลุมบอนอะไรกับคู่กรณีเขา เพียงแต่เมื่อประเทศสมาชิก WTO เห็นว่าตัวเองอาจจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับกรณีที่มีการฟ้องร้องกันใน WTO ก็สามารถขอเป็น Third Party ได้ เพื่อขอเข้าไปฟังคู่กรณีเขาโต้เถียงกันในแง่กฎหมาย ซึ่งในที่นี้คือความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPS : Trade Related Intellectual Property Rights) ซึ่งเป็นความตกลงหนึ่งภายใต้องค์การการค้าโลก
ประเทศที่เข้าเป็น Third Parties ในกรณีข้อพิพาทระหว่างสหภาพยุโรปกับแคนาดาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญานี้ อันที่จริงแล้วไม่ได้มีแต่ประเทศไทยประเทศเดียว แต่มีทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ ไทย ออสเตรเลีย บราซิล โคลอมเบีย คิวบา อินเดีย อิสราเอล ญี่ปุ่น โปแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา
ประเด็นที่สำคัญของข้อพิพาทก็คือ ตามกฎหมายสิทธิบัตรของแคนาดาได้อนุญาตให้บริษัทในประเทศสามารถผลิตยาที่ใกล้หมดอายุการคุ้มครองเก็บไว้ก่อน (Stock Piling) ได้ เมื่อยาขนานนั้นหมดอายุการคุ้มครองกลายเป็นยาสามัญจะได้นำออกจำหน่ายได้ทันที เนื่องจากว่ากระบวนการที่จะผลิตยาสามัญออกจำหน่ายก็มีขั้นตอนและใช้เวลาเหมือนกันแม้ไม่เท่ายาใหม่ จึงให้เริ่มกระบวนการเตรียมการต่างๆ ก่อนที่สิทธิบัตรยาชนิดนั้นจะหมดอายุลง และยาขนานดังกล่าวกลายเป็นยาสามัญ เช่น การขอ Marketing Approval ในการผลิตยาขนานนั้น เป็นต้น สหภาพยุโรปจึงฟ้องแคนาดาว่า กฎหมายสิทธิบัตรมาตราที่อนุญาตให้ดำเนินการนั้น ขัดต่อมาตรา 27.1 และมาตรา 28.1 ของความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า หรือ TRIPS
มาตรา 27.1 พูดถึงหลักการสำคัญของสิทธิบัตร กล่าวคือ สินค้าหรือกระบวนการผลิตที่ใหม่ มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และใช้ในอุตสาหกรรมได้ สามารถจดสิทธิบัตรได้ และการจดสิทธิบัตรต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะประดิษฐ์ที่ใด ใช้เทคโนโลยีแบบใด นำเข้ามาหรือผลิตในประเทศ ยกเว้นจะเป็น
Dianostic, Therapeutie และวิธีการผ่าตัดสำหรับรักษาคนหรือสัตว์
พืชและสัตว์ที่ไม่ใช่ MicroOrganism และกระบวนการผลิตชีวภาพที่สำคัญ (Biological Process) เพื่อผลิตพืชหรือสัตว์ ฯลฯ
ที่ไม่ต้องจดสิทธิบัตรก็ได้ ทั้งนี้ข้อยกเว้นมีรายละเอียดในมาตรา 27 วรรค 3 ของความตกลง TRIPS แต่ผู้เขียนไม่ขอลงรายละเอียดให้สับสนกันมากนัก
ส่วนมาตรา 28.1 เป็นเรื่องของการให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวกับเจ้าของสิทธิบัตร (Exclusive Rights) ในการผลิต ใช้ ขาย ส่งออก หรือนำเข้า
และสหภาพยุโรปยังฟ้องต่อว่า การกระทำของแคนาดายังขัดกับข้อยกเว้นใน TRIPS มาตรา 30 ที่ยอมให้มีข้อยกเว้นได้ แต่ก็เป็นข้อยกเว้นที่จำกัดมากๆ ในเรื่องสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของสิทธิบัตร (Limited exceptions to the exclusive rights conferred by a patent) กล่าวคือ การยกเว้นนั้นจะต้องไม่ทำให้เจ้าของสิทธิบัตรเสียเปรียบอย่างไม่มีเหตุผล (Unreasonably Prejudice) ดังนั้นสหภาพยุโรปจึงเห็นว่าการที่คู่แข่งทางการค้าของสหภาพยุโรปสามารถนำยาขนานที่จะหมดอายุการคุ้มครองออกสู่ตลาดได้ก่อนที่อายุการคุ้มครองจะหมดลงจริง เป็นการขัดกับมาตรา 30 และต้องการให้แคนาดาต่ออายุการคุ้มครองสิทธิบัตรของสหภาพยุโรปออกไป
ในการต่อสู้แคนาดาก็ใช้มาตรา 30 ของ TRIPS ที่เป็นข้อยกเว้นนี้ เป็นข้ออ้างเช่นกัน
ประเด็นที่คณะผู้พิจารณา (Panel) พิจารณากันอย่างละเอียด จึงมี 3 ประเด็นในมาตรา 30 นี้ คือ การตีความคำว่า
ข้อยกเว้นที่จำกัด (Limited Exceptions)
กระทบกับการใช้สิทธิของเจ้าของสิทธิบัตรอย่างไม่มีเหตุผล (Unreasonable Interference with Normal Patent Exploitation)
ทำให้เจ้าของสิทธิบัตรเสียเปรียบอย่างไม่มีเหตุผล (Unreasonable Prejudice to the Patent Holder)
ซึ่งปรากฏว่า ในที่สุด Panel ได้ตัดสินว่าแคนาดาผิดตรงที่มีการเก็บสต๊อกไว้ก่อนที่สิทธิบัตรจะหมดอายุ (Stock Piling) เพราะถือว่าไม่เป็นการ “จำกัด” อย่างเพียงพอ เนื่องจากแคนาดาอนุญาตให้มีการผลิตยาดังกล่าวในปริมาณที่ไม่จำกัดก่อนที่สิทธิบัตรยาขนานนั้นจะหมดอายุลง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ Panel เห็นว่าประเด็นการกระทบต่อเจ้าของสิทธิ และประเด็นความเสียเปรียบอย่างไม่มีเหตุผลนั้นไม่มากพอ และไม่สมควรที่จะต้องให้แคนาดาต่ออายุการคุ้มครองสิทธิบัตรยาขนานนั้นออกไป
อย่างไรก็ตาม แคนาดาก็ยังอิดเอื้อนอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ยังไม่มีการปฏิบัติตามคำตัดสิน โดยขอเวลาที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินระยะหนึ่ง ซึ่งภายใต้กระบวนการยุติข้อพิพาทของ WTO อนุญาตให้สมาชิกมีเวลาในการปฏิบัติตามคำตัดสินระยะหนึ่งเรียกว่า “Reasonable Period of Time” แต่ก็ไม่ควรจะนานเกินไป ในที่สุดสหภาพยุโรปจึงต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติข้อพิพาท และอนุญาโตตุลาการของ WTO และอนุญาโตตุลาการได้ตัดสินให้
“Reasonable Period of Time” มีอายุ 6 เดือน เมื่อปี 2543 แคนาดาจึงได้รายงานต่อที่ประชุมว่าได้ปฏิบัติตามคำตัดสินแล้ว







