posttoday
"นิธิ เอียวศรีวงศ์" ปฏิรูปการศึกษาส่อแววล่ม

"นิธิ เอียวศรีวงศ์" ปฏิรูปการศึกษาส่อแววล่ม

27 ตุลาคม 2557

นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่มีรัฐบาลชั่วคราวเข้ามาบริหาร

โดย...เจษฎา จี้สละ

นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่มีรัฐบาลชั่วคราวเข้ามาบริหาร โดยมีวาระเร่งด่วนสร้างความปรองดองและปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปการศึกษา เป็นประเด็นอันดับต้นๆ ถูกให้ความสำคัญ โดยคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาไว้ 7 เรื่อง อาทิ ปรับโครงสร้างการบริหาร เปิดให้ประชาชนมีส่วนกำหนดนโยบาย ปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน ครูและบุคลากร ตลอดจนกระจายโอกาสทางการศึกษา เป็นต้น

ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ แสดงมุมมองต่อการปฏิรูปการศึกษาผ่านโพสต์ทูเดย์ โดยเริ่มที่ข้อเสนอการเพิ่มอำนาจให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลเพื่อบริหารจัดการตัวเอง ซึ่ง ศ.นิธิ มองว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่ควรทำ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือควรเพิ่มอำนาจการตัดสินอนาคตของสถานศึกษาให้แก่ผู้ปกครองประมาณ 50% ควบคู่ไปกับผู้เชี่ยวชาญด้วย ไม่ว่าจะมาจากส่วนกลางหรือจังหวัดก็ตาม ซึ่งการกระตุ้นในลักษณะนี้เป็นการปฏิรูประบบบริหาร จากเดิมที่ผูกขาดอยู่กับส่วนกลางและผู้บริหารโรงเรียนเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ข้อเสนอให้มีการใช้คูปองการศึกษา หากนำมาเชื่อมโยงกับการให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล จะเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มอำนาจการตัดสินของผู้ปกครอง เพราะโรงเรียนต้องยอมต่อความต้องการของผู้ปกครองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้จะออกมาในลักษณะธุรกิจและไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะพ่อแม่ที่มีฐานะดีย่อมนำคูปองไปซื้อโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ซึ่งไม่มีทางรับลูกของคนระดับล่าง การจัดการด้วยธุรกิจจึงมีปัญหาไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้

“ระบบธุรกิจนำมาซึ่งการแข่งขัน แต่ขณะนี้โรงเรียนมีการแข่งขันกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะโรงเรียนรัฐบาล ถามว่ามีมากพอต่อความต้องการของเด็กหรือไม่ คำตอบคือไม่ ในชนบทอาจพอแต่ในเขตเมืองยังไม่เพียงพอ เนื่องจากสังคมไทยกลายเป็นเมืองไปแล้ว ดังนั้นโรงเรียนจำเป็นต้องแข่งขันเพื่อหานักเรียนเพิ่มไหม ไม่ต้อง เพราะอย่างไรก็มีผู้มารับบริการ แต่จะไปแข่งกันที่จำนวนผู้ใช้บริการที่มีฐานะดี ซึ่งมีจำนวนน้อย” ศ.นิธิ กล่าว

ศ.นิธิ ชี้ว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต้องทำให้โรงเรียนถูกควบคุมและกดดันจากผู้ปกครอง แต่ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องมีอำนาจจากส่วนกลางช่วยกำกับ ช่วยกดดันให้โรงเรียนต้องแข่งขัน ตัวอย่างเช่น ประเทศอังกฤษมีคณะกรรมการการอุดมศึกษาคล้ายกับทบวงของไทยให้เงินอุดหนุนมหาวิทยาลัยรัฐ โดยวัดจากเกณฑ์การประเมินต่างๆ เป็นการบีบสถาบันการศึกษาสองทาง เพราะไม่ใช่แข่งกับมหาวิทยาลัยด้วยกันเอง แต่แข่งกับรัฐบาลด้วย

นักวิชาการอิสระผู้นี้เสนอว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มจากการบริหารทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น จัดสรรอำนาจไปยังโรงเรียน แต่ต้องไม่ตอบสนองต่อส่วนกลางหรืออธิบดีกรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างเดียว นอกจากนี้ จะต้องปรับหลักสูตรให้ทันกับโลกสมัยใหม่ โดยเน้นให้มีการคิดแก้ปัญหาคล้ายกับหลักการของโรงเรียนสาธิตที่ต้องการทดลองวิธีการใหม่ๆ แล้วนำไปขยายต่อโรงเรียนอื่นๆ แต่โรงเรียนสาธิตทุกวันนี้ไม่ใช่เช่นนั้น เป็นแค่โรงเรียนสำหรับอภิสิทธิ์ชน

ขณะเดียวกัน ยังต้องปรับการศึกษาครูใหม่เพื่อพัฒนาศักยภาพของครู ตัวอย่างเช่น ประเทศนิวซีแลนด์ปฏิรูปการศึกษาโดยการเปลี่ยนหลักสูตรที่ใช้สอนครู ทั้งครูที่ปฏิบัติการและนักศึกษาที่จะเป็นครูในอนาคต แม้จะทำงานไปแล้วก็จะต้องจัดอบรมใหม่ตลอด เปลี่ยนวิธีการให้รางวัลใหม่ โดยชี้วัดจากผลการเรียนของนักเรียน

ศ.นิธิ กล่าวต่อไปว่า กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ไม่อาจปฏิรูปโดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เท่านั้น เนื่องจากการฝึกหัดครูหลุดจาก ศธ.ไปสังกัดกับราชภัฏนานแล้ว โรงเรียนฝึกหัดครูจริงๆ แทบไม่เหลือแล้ว ประเด็นที่ต้องคิดต่อมาคือควรหรือไม่ที่มหาวิทยาลัยต่างๆ จะเป็นผู้นำ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่พ้นกลุ่มคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์

“คุณต้องปรับวิธี มหาวิทยาลัยก็ต้องหาวิธีคิดให้มันแข่งกันเองได้ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นไปได้จะต้องมีเจตจำนงที่กล้าพอที่จะทำ หรือ Political Will แต่สังคมไทยไม่มีเจตจำนงนี้ มันจะเกิดขึ้นได้ต้องมองเห็นความฉิบหายของการศึกษาไทย และมีความคับข้องใจว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างจึงทำให้คณะรัฐประหารชุดนี้หยิบประเด็นการศึกษามาตั้งแต่ต้นๆ เพราะรู้ว่าคนทั่วไปคิดว่าไปไม่รอดแล้ว” ศ.นิธิ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงโอกาสที่การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้จะไปรอดหรือไม่ ศ.นิธิ ชี้ชัดว่าไม่ เพราะคิดว่าคณะรัฐประหารเหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่กล้าแข็งพอที่จะเผชิญกับปัญหาเหล่านั้น ยิ่งนักการเมืองมีความสามารถหนึ่งที่ทหารไม่มี คือการโน้มน้าวคนได้เก่งกว่า ขณะที่รัฐประหารไม่มีทักษะในการโน้มน้าวคน

“ถ้าดูจากที่เขาพูดตลอดมา ตั้งแต่ 22 พ.ค. จนถึงทุกวันนี้ มีแต่การพูดเพื่อสร้างศัตรูให้กับตนเองมากขึ้นๆ ซึ่ง Political Will จะเกิดขึ้นได้มันจะต้องมีเสียงหนุนหลังมากพอ” ศ.นิธิ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69