
มหากาพย์โกงข้าว
แทบไม่น่าเชื่อว่า คณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวที่มี รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และเคยอาสาตัวในฐานะนักบัญชีจะปิดบัญชีข้าวที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างหนักจากการใช้เงินไปกว่า 9 แสนล้านบาท ใน 2 ปีที่ผ่านมา จะปิดบัญชีไม่ได้ทั้งๆ ที่ลั่นปากไว้ว่าจะเสร็จเดือน ก.ย. ก่อนจะเลื่อนมาเป็นเดือน ต.ค. 2557
แทบไม่น่าเชื่อว่า คณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวที่มี รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และเคยอาสาตัวในฐานะนักบัญชีจะปิดบัญชีข้าวที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างหนักจากการใช้เงินไปกว่า 9 แสนล้านบาท ใน 2 ปีที่ผ่านมา จะปิดบัญชีไม่ได้ทั้งๆ ที่ลั่นปากไว้ว่าจะเสร็จเดือน ก.ย. ก่อนจะเลื่อนมาเป็นเดือน ต.ค. 2557
ถ้าพิจารณาโครงสร้างของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้ง จะพบว่าองค์ประกอบครบครัน
ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาของรัฐบาล มนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นรองประธานอนุกรรมการ
อนุกรรมการประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทนสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ อดุลย์ กาญจนวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนโยบายรัฐ ธ.ก.ส. เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ถือเป็นครั้งแรกที่เชิญตัวแทนจากวิชาชีพบัญชีมาร่วมเป็นอนุกรรมการด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการปิดบัญชีครั้งนี้เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีอย่างแน่นอน
แต่ไม่สามารถสั่งการให้ อคส. และ อ.ต.ก.ส่งข้อมูลการรับจำนำข้าวให้ครบ จนอาจกระทบกับภาระของรัฐบาล และคดีความการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว
ทั้งนี้ หากตรวจสอบดูข้อมูลคณะอนุกรรมการตรวจสต๊อกข้าวในอดีตจากการตรวจสต๊อกข้าว 18 ล้านตัน ปรากฏว่าเป็นของ อคส. 14 ล้านตัน และ อ.ต.ก. 4 ล้านตัน ที่ดำเนินการไปแล้ว 90% พบว่ามีข้าวเสื่อมคุณภาพถึง 3 ล้านตัน ซึ่งจะขายได้ในราคาต่ำมาก
ขณะที่วงการค้าข้าวประเมินว่า ข้าวเสื่อมคุณภาพดังกล่าวจะขายได้ตันละไม่เกิน 5,000 บาท จากต้นทุนที่รัฐบาลรับจำนำและค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมตันละ 2.8-2.9 หมื่นบาท นั่นเท่ากับว่าจะทำให้รัฐบาลขาดทุนข้าวในส่วนนี้ 6.9-7.2 หมื่นล้านบาท
ข้าวที่เหลืออีก 15 ล้านตัน หากดูราคาที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระบายขายข้าวไปแล้วร่วม 1415 ล้านตัน ปรากฏว่าได้เงินมา 1.82 แสนล้านบาท
เฉลี่ยแล้วขายข้าวได้แค่ตันละ 1.2 หมื่นบาท หากคิดต้นทุนจำนำข้าวที่ 2.8-2.9 หมื่นบาท เท่ากับว่าขาดทุนตันละ 1.61.7 หมื่นบาท
หากข้าวที่รอการระบาย 15 ล้านตันที่เหลือ จะต้องขายขาดทุนตันละ 1.6-1.7 หมื่นบาทเหมือนที่ผ่านมา เท่ากับว่ามีผลขาดทุนจากการระบายข้าวอีก 2.4-2.5 แสนล้านบาท
ดังนั้น หากยึดผลขาดทุน ณ เดือน พ.ค. 2556 อยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาท รวมกับขาดทุนข้าวเสื่อมคุณภาพอีก 3 ล้านตัน อีก 6.97.2 หมื่นล้านบาท จะทำให้ผลขาดทุนข้าวเพิ่มเป็น 4 แสนล้านบาท
เมื่อรวมกับผลการระบายข้าวที่เหลือ 15 ล้านตัน อีก 2.4-2.5 แสนล้านบาท เท่ากับโครงการรับจำนำข้าวมีขาดทุนรวม 6.46.5 แสนล้านบาททันที
ผลขาดทุนที่ประเมินได้ดังกล่าว ยังไม่ได้คิดกรณีข้าวหายไปประมาณ 3 ล้านตัน ที่จนบัดนี้ยังหาใบเสร็จและเมล็ดข้าวไม่เจอ จะทำให้ผลขาดทุนข้าวเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท
เท่ากับว่าผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าว จะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท
ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ในแง่ทางการเมือง อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ที่ปล่อยให้มีการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหายให้กับประเทศ
นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังอยู่ระหว่างดำเนินการเอาผิดอาญากับ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกอีกหลายรายที่สร้างความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว
แต่ในแง่ของเม็ดเงินความเสียหายที่เกิดขึ้น 6.46.5 แสนล้านบาท ใครจะรับผิดชอบ
สมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา มีปัญหาดำเนินการไม่ถูกต้องจำนวนมาก มีปัญหาแม้กระทั่งหาเงินมาจ่ายชาวนาที่เข้าโครงการไม่ได้ จนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามา ทำให้หาเงินที่ถูกกฎหมายมาจ่ายให้ชาวนาจำนวน 9.2 หมื่นล้านบาท
ปัญหาจำนำข้าวที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ ข้าวสารที่ยังค้างอยู่ในสต๊อกที่หากทิ้งไว้นานๆ จะทำให้เสียหายเสื่อมคุณภาพ ขายไม่ได้ราคา โดยคาดว่าตอนนี้มีข้าวดีเหลืออยู่ไม่ถึง 10 ล้านตันเท่านั้น
นี่คือความเสียหายที่ยังหาตัวคนรับผิดชอบไม่ได้







