
บุญหรือเงินกฐิน
ไหนๆ เพิ่งไปงานบุญกฐินที่บ้านเกิดที่ต่างจังหวัดมา วันนี้จึงขอคุยเรื่องบุญกฐินกับท่านผู้อ่าน
ไหนๆ เพิ่งไปงานบุญกฐินที่บ้านเกิดที่ต่างจังหวัดมา วันนี้จึงขอคุยเรื่องบุญกฐินกับท่านผู้อ่าน อ่านแล้วท่านจะว่าผมบ่นก็ตามอัธยาศัยนะครับ ความจริง บุญกฐิน เนี่ย เริ่มมาตั้งแต่หลังวันออกพรรษา 1 วันแล้วนะครับ (วันที่ 9 ต.ค. หรือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11) และจะไปสิ้นสุด หมายถึงหมดเขตกฐิน วันที่ 6 พ.ย. 2557 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 วันลอยกระทงพอดี รวมระยะเวลา 1 เดือนครับ บุญกฐินจะต้องทำในช่วงเวลานี้เท่านั้น ทำก่อนหรือหลังจากนี้ไป กลายเป็นบุญอย่างอื่น ไม่จัดว่าเป็นบุญกฐินแต่อย่างใด
เหตุนี้บุญกฐินจึงจัดเป็น “กาลทานถวายตามกาลสมัย” นั่นหมายความว่า ปีหนึ่งสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวคราวเดียวเท่านั้น จะเบิ้ลสองไม่ได้
คำว่า ทำได้เพียงครั้งเดียว เบิ้ลสองไม่ได้ ไม่ได้หมายถึง เจ้าภาพกฐิน นะครับ แต่หมายถึง วัดหนึ่งๆ มีกฐินได้ครั้งเดียวเท่านั้น
ไม่เกี่ยวกับเจ้าภาพกฐินที่จะนำกฐินไปทอด เพราะเจ้าภาพกฐินถ้ามีศรัทธามีความพร้อมจะนำกฐินไปทอดหลายวัดก็ได้ แต่ว่าวัดนั้นๆ จะต้องไม่เคยมีใครนำกฐินมาทอดก่อน หรือไม่มีใครจองกฐินไว้
ทีนี้มาทำความเข้าใจกับคำว่า “กฐิน” กัน ค่อนข้างจะมีแง่มุมให้เล่าหลายประเด็น ขอยกมาเล่าเท่าที่เนื้อที่อำนวย
1.กฐิน เป็นคำบาลี แปลตามศัพท์ว่า ไม้สะดึง คือ “กรอบไม้” หรือ “ไม้แบบ” สำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรในสมัยโบราณ ซึ่งผ้าที่เย็บสำเร็จจากกฐินหรือไม้สะดึงแบบนี้เรียกว่า ผ้ากฐิน (ผ้าเย็บจากไม้แบบ)
ทำไมต้องใช้ไม้สะดึง เนื่องจากในครั้งพุทธกาล การทำจีวรให้มีรูปลักษณะตามที่กำหนดกระทำได้โดยยาก จึงต้องทำกรอบไม้สำเร็จรูปไว้เพื่อเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำไม่ว่าจะผ้านุ่ง (อันตรวาสก) ผ้าห่ม (อุตราสงค์) ผ้าห่มซ้อน (สังฆาฏิ) ผืนใดผืนหนึ่งก็ได้
การทำผ้าโดยอาศัยไม้สะดึงเช่นนี้ คือการทาบผ้าลงไปกับแม่แบบแล้วตัดเย็บย้อม ทำให้เสร็จในวันนั้นด้วยความสามัคคีของสงฆ์ (พระในวัด) เป็นการร่วมใจกันทำกิจที่เกิดขึ้น
และเมื่อทำเสร็จหรือพ้นกำหนดกาลแล้ว แม่แบบหรือกฐินนั้นก็รื้อเก็บไว้ใช้ในการทำผ้าเช่นนั้นในปีต่อๆ ไป ซึ่งการรื้อแบบไม้นี้เรียกว่า เดาะ ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ยินคำว่า กฐินเดาะ หรือ เดาะกฐิน จึงหมายถึงการรื้อไม้แม่แบบเพื่อเก็บไว้ใช้ในโอกาสหน้า
2.กฐินที่เป็นชื่อของผ้า หมายถึง ผ้าที่ถวายให้เป็นกฐินภายในกำหนดกาล 1 เดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 โดยผ้าที่จะถวายนั้น เป็นผ้าใหม่ หรือผ้าเทียมใหม่ เช่น ผ้าฟอกสะอาด หรือผ้าเก่า หรือผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว และเป็นผ้าเปื้อนฝุ่นหรือผ้าตกตามร้านก็ได้ ผู้ถวายจะเป็นคฤหัสถ์ก็ได้ เป็นภิกษุสามเณรก็ได้ ถวายแก่สงฆ์ก็เป็นอันใช้ได้
3.กฐินเป็นชื่อของบุญกิริยา คือการถวายผ้ากฐินเป็นทานแก่พระสงฆ์ผู้จำพรรษาอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งครบ 3 เดือน เพื่อสงเคราะห์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบให้มีผ้านุ่งหรือผ้าห่มใหม่ จะได้ใช้ผลัดเปลี่ยนของเก่าที่จะขาดหรือชำรุด
ทั้งนี้ การทำบุญถวายผ้ากฐิน หรือที่เรียกว่า ทอดกฐิน นั้นคือ การทอดหรือวางผ้าลงไปแล้วกล่าวคำถวายในท่ามกลางสงฆ์
4.กฐินที่เป็นชื่อของสังฆกรรม หมายถึงสงฆ์ก็จะต้องมีการสวดประกาศขอรับความเห็นชอบจากที่ประชุมสงฆ์ ในการมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่จำพรรษาครบ 3 เดือนไม่ขาดในวัดนั้นๆ
เมื่อทำจีวรสำเร็จแล้วด้วยความร่วมมือของเหล่าภิกษุในวัดก็จะได้เป็นโอกาสให้ได้ช่วยกันทำจีวรของภิกษุรูปอื่นขยายเวลาทำจีวรได้อีก 4 เดือน เพราะในสมัยพุทธกาล การหาผ้าทำจีวรทำได้โดยยาก ไม่ทรงอนุญาตให้เก็บสะสมผ้าไว้เกิน 10 วัน แต่เมื่อได้รับกฐินแล้วอนุญาตให้แสวงหาผ้าและเก็บไว้ทำเป็นจีวรได้จนตลอดฤดูหนาว คือจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4
เมื่อสงฆ์ทำสังฆกรรมเรื่องกฐินเสร็จแล้ว และประชุมกันอนุโมทนากฐิน คือแสดงความพอใจว่าได้กรานกฐินเสร็จแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี (คำว่า กรานกฐิน คือ การลาดผ้า หรือทาบผ้าลงไปกับกรอบไม้แม่แบบเพื่อตัดเย็บ ย้อม ทำเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่ง)
ในปัจจุบัน มีผู้ถวายผ้ามากขึ้น มีผู้สามารถตัดเย็บย้อมผ้าที่จะทำเป็นจีวรได้แพร่หลายขึ้น การใช้ไม้สะดึงอย่างเก่าจึงเลิกไป เพียงแต่รักษาชื่อและประเพณีไว้โดยไม่ต้องใช้ไม้สะดึงเป็นแม่แบบ เพียงถวายผ้าขาวให้ตัดเย็บย้อมให้เสร็จในวันนั้น หรือนำผ้าสำเร็จรูปมาถวายก็เรียกว่าถวายผ้ากฐินเหมือนกัน
ทุกวันนี้จะเห็นว่า แม้ว่าพระจะเทศน์เรื่องกฐินว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในกฐินและขาดไม่ได้ คือ ต้องมีผ้ากฐิน แต่เท่าที่หูได้ยินตลอดผู้คนต่างให้ความสนใจไปที่เงิน งานกฐินนั้นๆ ได้เงินเท่าไหร่ ได้กี่แสน ได้กี่ล้าน อะไรประมาณนี้
สารพัดวจี บุญกฐินแทนที่จะมีความขลังในตัว เป็นบุญที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ทั้งแก่คนทำและผู้รับ เหมือนเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาลที่คนยากเข็ญทำบุญได้เห็นผลทันตา กลายเป็นว่ายุคไอทีดิจิทัลต้องมาแข่งกันว่าใครจะได้เงินเยอะกว่ากัน จนทำให้คนที่คิดจะเป็นเจ้าภาพบุญกฐินบางคนกลัวการทำบุญไปเสียงั้น กลัวว่าเงินจะน้อยกว่าคนอื่น จนไม่คิดอยากทำบุญ พูดแล้วก็ต้องขออุทานดังๆ เฮ่อ! อะไรๆ ก็เงิน







