
สุสานคนดัง
มีคนชอบเรื่องแต่ง เพราะไม่ต้องจริงจังมาก อย่างเรื่อง “สหัปมงคล” ของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
มีคนชอบเรื่องแต่ง เพราะไม่ต้องจริงจังมาก
อย่างเรื่อง “สหัปมงคล” ของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็มีคนชอบกันมาก ตอนนั้นราวปี 2511 ซึ่งตอนนั้นประเทศไทยก็มีการปกครองแบบเผด็จการคล้ายๆ กับในทุกวันนี้ และในปีนั้นก็มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้เวลาร่างนานที่สุดในโลก เพราะร่างกันมาตั้งแต่ปี 2502 ในยุคเผด็จการสฤษดิ์ มาเสร็จเอายุคเผด็จการถนอมใช้เวลาร่างกว่า 9 ปี
มีรัฐธรรมนูญแล้วก็ต้องมีการเลือกตั้ง ทหารก็อยากสืบทอดอำนาจ (บอกแล้วอำนาจคือยาเสพติด ไอ้ที่บอกพอๆๆ ไม่เอาอีกแล้ว ไม่เคยมีใครแน่สักราย) จึงตั้งพรรคการเมืองขึ้นพรรคหนึ่งเพื่อร่วมลงเลือกตั้ง ชื่อว่าพรรคสหประชาไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่างนายทหารกับนักการเมือง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงจับจุดเด่นตรงนี้มาสร้างเป็นเรื่อง “สหัปมงคล” ดังกล่าว
เริ่มเรื่องว่า น้าหนอมเป็นคนอารมณ์เย็น ชาวบ้านเลยนึกว่าแกมีมนตร์ เป็นคนขลัง ขับไล่เสนียดจัญไรต่างๆ ได้ ส่วนมากก็จะให้ไปไล่เหี้ยและแร้งที่มีมากในหมู่บ้านนั้น นานเข้าน้าหนอมก็จับเหี้ยกับแร้งมาขังรวมกัน จนวันหนึ่งก็ออกไข่แล้วฟักลูกออกมา 2 ตัว แกตั้งชื่อว่าไอ้เชยกับอีชม
“เมื่อแรกเกิดไอ้เชยกับอีชมตัวยาวประมาณห้านิ้ว มีหัวเป็นแร้ง ปากเป็นแร้ง แต่แลบลิ้นอยู่ตลอดเวลาอย่างเหี้ย ที่หัวไหล่นั้นมีปีกเล็กๆ โผล่ขึ้นมา แต่ขนยังไม่ขึ้น ตัวนั้นเป็นเกล็ด มีหางเป็นเหี้ย ส่วนขานั้นมีสี่ขา ขาคู่หน้าเป็นขาแร้ง ขาหลังเป็นขาเหี้ย
น้าหนอมแกรักใคร่ไอ้เชยกับอีชมเหมือนลูก มีความภูมิใจว่าได้สร้างสัตว์ใหม่ขึ้นในโลก แกเรียกของแกว่าตัวสหัปมงคล เอาสหกับอัปมงคลบวกกันเข้าไป แล้วก็นึกว่า เมื่อลบกับลบบวกกันเข้าไปยังเป็นบวก ซวยกับซวยบวกกันเข้าไปก็จะต้องไม่ซวย มีแต่มงคล มีแต่ความเจริญ”
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บรรเลงต่อไปว่า
“จะเป็นเหี้ยหรือแร้งก็ช่างมันขอให้รวมกันได้ก็เป็นดีแล้ว เพราะน้าหนอมแกยึดเอาความสามัคคีเป็นที่ตั้ง เมื่อเหี้ยกับแร้งสามัคคีกันได้ก็เป็นการดี...
ขนของไอ้เชยอีชมงอกขึ้นมาแล้ว... มันบินออกไปไกลทุกทีและบินได้ไกลๆ เหมือนอีแร้งแม่มัน เลื้อยก็คล่องแคล่วว่องไว และลงน้ำลงท่าได้เหมือนไอ้เหี้ยพ่อมัน
ตอนนั้นมันเริ่มร้องได้ ทีแรกมันก็ทำเสียงดังซู่ๆ ออกจากปาก แต่อีกไม่นานมันก็ร้องชัดถ้อยชัดคำว่า ซวย ... พอมันโตขึ้นมันก็เริ่มจะเข้าควบคุมความประพฤติของแก
ตอนเย็นๆ จะกินเหล้าสักก๊งมันก็บินเข้ามาจิกตีเอาถ้วยเหล้าตกไปจากมือ แล้วมันก็ร้องว่า ซวย ซวย จะตกปลาดักปลามันก็มาจิกตี คอยขัดขวางแล้วร้องว่าซวย ซวย ซวย
ที่ร้ายที่สุด เวลาน้าหนอมเดินเข้าไปในหมู่บ้าน มันก็บินตามไปด้วย คนวิ่งหนีจ้าละหวั่น น้าหนอมเห็นท่าไม่ได้การ วันหนึ่งแกก็เลยจับไอ้เชยกับอีชมบิดคอเสียให้ตายไปทั้งคู่”
เรื่องจบลงที่ชะตากรรมของน้าหนอมที่ตกอับสุดขีด “ตั้งแต่วันนั้นมา น้าหนอมก็เลยขึ้นเรือนใครไม่ได้ ถึงจะขึ้นพอลงมาแล้วเขาก็จะเอาน้ำราดหัวกระได แล้วพูดด่าไล่หลังว่า คนอะไรก็ไม่รู้เอาเหี้ยกับแร้งมาผสมกันจนออกลูก”
ลองคิดลึกๆ ว่าใครมีพฤติกรรมแบบนี้บ้าง?
แต่เรื่องแต่งต่อไปนี้เป็นเรื่องเศร้า เว้ากันซื่อๆ เทียบเคียงเพียงตื้นๆ ไม่ลึกซึ้งเสียดแทงเจ็บปวด ที่มีอารมณ์ขันมากๆ อ่านแล้วหัวร่องอหงายเหมือนเรื่องแต่งของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์
เรื่องแต่งแสนเศร้านี้ชื่อว่า “สุสานคนดัง”
“เจ้าคุณฉายเป็นพระที่มีชื่อเสียงมีคนนับหน้าถือตามาก เพราะสร้างสมบารมีมาดี
วันหนึ่งบุญมาวาสนาส่งทางการเขามอบหมายให้เป็นประธานในการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งใหญ่ โดยระดมพระคุณเจ้าทั่วประเทศมาร่วมจำนวน 250 รูป ล้วนแต่มีวิชาแก่กล้า มีดีไปแต่ละด้าน กะว่าครั้งนี้ล่ะจะช่วยกันสร้างแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
สัปดาห์แรกก็เกิดเรื่อง ในการตั้งคณะกรรมการ 11 ด้าน รวม 11 คณะ เพราะทุกคณะก็พยายามจะตั้งพระเณรที่คุ้นเคยเข้ามาช่วยเป็นลูกมือ ในขณะที่ทางการเขากำหนดให้ใช้เฉพาะสงฆ์ที่ผ่านการเสนอชื่อเข้ามาตามบัญชีที่ตกค้าง 7,000 กว่ารูปเท่านั้น
บรรดาพระเกจิแบ่งเป็น 2 พวก พวกหนึ่งเชื่อว่าต้องทำตามที่ทางการกำหนด อีกพวกหนึ่งบอกว่าใครจะมาใหญ่กว่าพวกเรา พวกเรานี่แหละกำหนดได้เองทุกอย่าง เพราะทางการท่านบอกว่าท่านไม่ยุ่ง ท่านปล่อยให้สภาสงฆ์ปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นี่แหละ อยากแก้อะไรก็ทำได้เต็มที่
พวกหลังมีเสียงมากกว่าจึงชนะ จากนั้นก็ระดมพระคุณเจ้าออกไปเทศนาให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของการแก้ไขพระธรรมวินัย มีปุจฉาวิสัชนาวันละเป็นร้อยๆ ธรรมาสน์ทั่วประเทศ ญาติโยมมาร่วมแสดงความคิดอ่านกันอย่างอื้ออึง ทำให้เจ้าคุณฉายมีความสุขใจยิ่งนัก
6 เดือนผ่านไปร่างพระธรรมวินัยฉบับใหม่ก็เสร็จสิ้นอย่างราบรื่นเป็นที่พอใจของสภาสงฆ์เสียงส่วนใหญ่ จึงให้เจ้าคุณฉายนำไปให้ทางการตรวจดูอีก 1 เดือนต่อมาก็ส่งคืนมาพร้อมมีหนังสือชมเชยว่าเป็นการสังคายนาที่เยี่ยมยอดมาก จะได้นำประกาศใช้ต่อไป
วันที่จะประกาศพระธรรมวินัยฉบับใหม่นั้นเป็นวันอุโบสถพอดี พระคุณเจ้าทั้ง 250 รูปจึงได้มาร่วมสวดปาติโมกข์ด้วยกัน จากนั้นก็ร่วมกันรับฟังประกาศโดยโฆษกของทางการ
เนื้อหาสาระของประกาศจะเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบได้ แต่ระหว่างที่โฆษกอ่านประกาศไปแต่ละข้อนั้น ก็มีพระคุณเจ้าร่วงผล็อยล้มลงไปข้อละรูปบ้าง หลายรูปบ้าง ว่ากันว่าเสียใจที่ประกาศข้อนั้นๆ ออกมาอย่างผิดคาด บ้างก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทางการจึงทำเช่นนั้น
เจ้าคุณฉายนั้นฟุบสลบเป็นรูปท้ายสุด
จากนั้นศรัทธาญาติโยมก็พากันค่อนแคะถึงความล้มเหลวของสภาสงฆ์คณะนี้ ส่วนใหญ่ก็สังเวชใจว่า ทุกคนล้วนมีชื่อเสียงและคุณงามความดี ต่างก็ต้องเอาชื่อเสียงและคุณงามความดีมาทิ้งกันเสียหมดที่นี่ ช่างน่าเศร้าใจแท้ๆ”
ตอนจบนี้ถ้าจะจบแบบนิยายเรื่องหลายชีวิตของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ต้องเขียนว่า “แต่ละคนมีกำเนิดและที่มาต่างกัน แต่ก็ต้องมาจบลงอย่างเดียวกัน ณ ที่เดียวกันนี้ บางทีความตายอาจจะเป็นการตอบแทนความดีความชั่วของคนคนนั้น บางทีอาจจะตอบแทนให้พ้นทุกข์ บางทีก็เป็นกรรมต่อเนื่อง บ้างก็เป็นลิขิตของพรหม บ้างก็เป็นคำถามที่พญายมเท่านั้นจะให้คำตอบได้”
ขอโทษถ้าผู้เขียนฝันร้ายมากไปในเรื่องนี้!







