
หลุมหนี้แดนมังกร
บทบรรณาธิการไฟแนนเชียลไทมส์ แสดงทัศนะเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีนว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีนไตรมาส 3 อยู่ที่ 7.3% ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินในสหรัฐเมื่อปี 2008 และถือว่าเป็นการเติบโต “ปกติ” แบบใหม่ของจีนนับแต่นี้เป็นต้นไป หลังจากการเติบโตปกติอันก่อนที่เฉลี่ย 10.1% ในระหว่างปี 1980-2009
บทบรรณาธิการไฟแนนเชียลไทมส์ แสดงทัศนะเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีนว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีนไตรมาส 3 อยู่ที่ 7.3% ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินในสหรัฐเมื่อปี 2008 และถือว่าเป็นการเติบโต “ปกติ” แบบใหม่ของจีนนับแต่นี้เป็นต้นไป หลังจากการเติบโตปกติอันก่อนที่เฉลี่ย 10.1% ในระหว่างปี 1980-2009
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างปกติใหม่นี้ แฝงไปด้วยหลุมหนี้ขนาดใหญ่ที่จีนจะต้องดิ้นรนเอาตัวรอด
ตามที่ฟิทช์ หน่วยงานจัดอันดับเครดิต ประเมินไว้ว่า หนี้ทั้งหมดของประเทศจีน ถือเป็น 2 เท่านับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงิน อยู่ที่ราว 240% ของจีดีพี ซึ่งหมายความว่าค่าใช้จ่ายของการชำระหนี้ ที่สมมติว่ามีอัตราดอกเบี้ย 7% นี้ จะอยู่ที่ราว 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 54.4 ล้านล้านบาท) หรือ 17% ของจีดีพีจีนที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้ ดังนั้นบริษัทจีนและบุคคลต่างๆ จึงเริ่มเตรียมตัวชำระหนี้ ลดการลงทุน และการใช้จ่าย
หลุมหนี้ของประเทศจีนเป็นอันตรายมากต่อเศรษฐกิจที่มีการลงทุนเป็นเชื้อเพลิง โดยการลงทุนของจีนถือเป็น 48% ของจีดีพีเมื่อปี 2013 และจากหลุมหนี้ขนาดใหญ่ ทำให้รัฐบาลปักกิ่งไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างหนี้ไปมากกว่านี้อีกแล้ว
แม้ว่ารัฐบาลปักกิ่งจะเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น การลดสินเชื่อและการลดสินค้าล้นตลาด แต่ยังคงเต็มไปด้วยปัญหา โดยตามการคาดการณ์ของฟิทช์ หากจีนจะลดภาวะอสังหาริมทรัพย์ล้นตลาด จะทำให้จีดีพีของจีนปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ราว 4% ทีเดียว







