posttoday
ยื้อถอดถอน...ผลักมิตรเป็นศัตรู

ยื้อถอดถอน...ผลักมิตรเป็นศัตรู

21 ตุลาคม 2557

ยังหาทางลงกันไม่ได้สักทีกับปมที่ว่า “สนช.มีอำนาจถอดถอนหรือไม่”

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยังหาทางลงกันไม่ได้สักทีกับปมที่ว่า “สนช.มีอำนาจถอดถอนหรือไม่” และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา เสียเวลาไปอีกกว่า 3 ชั่วโมง กับการประชุมลับของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในสำนวนถอดถอน สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ สว.โดยมิชอบ ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้

สุดท้ายมาตกที่มุขเดิมด้วยการขอยืดเวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.ออกมาเปรยแล้วว่า สุดท้ายแล้วอาจจะเสนอเลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ออกไปอีก 2 สัปดาห์

ขณะที่จากการให้เหตุผลของ พล.อ.นพดล อินทปัญญา ในฐานะวิป สนช. ที่บอกว่าปมถอดถอนยังไม่ตกผลึก เพราะ “ต้องใช้เวลาดูสำนวนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กว่า 4,000 แผ่นก่อน เนื่องจากในขณะนี้เอกสารที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการพิจารณา ขนาดกฎหมายฉบับเดียวกันใน สนช.ยังเถียงกันไปมา นักกฎหมายก็ต่างวิเคราะห์กันคนละแบบความคิดยังแตกต่างกันเลย”

ทว่าเมื่อวิป สนช.ออกมาให้เหตุผลเช่นนี้ ก็เริ่มจะออกอาการน่าเป็นห่วงเสียแล้ว เพราะต้องอย่าลืมว่า สนช.ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ของประเทศในทุกมิติ แต่เริ่มแค่เรื่องปมถอดถอนยังไม่ตกผลึกและใช้เวลายืดเยื้อกันเป็นแรมเดือน แล้วกฎหมายร่วม 200 ฉบับที่รอให้ สนช.ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นจะสำเร็จได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม การเลื่อนการพิจารณาสำนวนถอดถอนออกไปนั้น แสดงให้เห็นว่าต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาที่นอกเหนือจากข้อกฎหมาย

ยิ่งถ้าดูที่มาของ สนช.แล้วพบว่ามีความหลากหลายก็จริง แต่สัดส่วนที่มาไม่สมดุลกัน เพราะโครงสร้างส่วนใหญ่ คือ “สนช.ลายพราง” ที่มีถึง 90 เสียงโดยประมาณถือว่ามีน้ำหนักมากพอสมควร ดังนั้นหากทิศทางของ สนช.ลายพรางเอนเอียงไปในทางใด นั่นย่อมหมายถึงผลลัพธ์ที่จะเอนไปทางนั้น

ประกอบกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเรื่องนี้อาจมีใบสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ยื้อเวลาพิจารณาถอดถอนออกไปก่อน เพราะเรื่องนี้จะส่งผลทางการเมืองในมิติอื่นๆ อีก จึงต้องการให้เตะถ่วงเวลาออกไป

หากกระแสข่าวนี้มีมูลจริงก็ชัดเจนว่าเป็นการส่งสัญญาณว่า “ทหาร” ยังไม่ยอมแตกหักกับขั้วอำนาจการเมืองในซีกฝั่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพร้อมจะทอดสะพานให้เห็นว่ากองทัพยังพร้อมจะประนีประนอมด้วย

คำถามที่ต่อยอดไปอีกคือ สุดท้ายทุกอย่างจะจบลงที่การ “ซูเอี๋ย” กันใช่หรือไม่

และในที่สุดปมถอดถอนนี้จะกลายเป็น “ก้างปลาทิ่มเหงือก สนช. และ คสช.” จนกลายเป็นแผลใหญ่ลุกลามไม่จบสิ้น เริ่มจากความขัดแย้งระหว่าง สนช.ด้วยกันเองระหว่าง สนช.ลายพรางก๊วนใหญ่กับ สนช.กลุ่ม 40 สว. ที่ปักหมุดเรื่องการถอดถอนมาตั้งแต่แรก ซึ่งแน่นอนว่าความต้องผลักดันเรื่องนี้ยังต้องคงอยู่ต่อไปตามเจตนารมณ์เดิม

ความขัดแย้งใน สนช.ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นอีกปมปัญหาของการทำงานร่วมกันว่าขาดความเป็นเอกภาพ ทั้งที่ สนช.แห่งนี้มาจากการแต่งตั้งของ คสช.

ทั้งนี้หาก สนช. และ คสช.ยังยึกยักไม่กล้าตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ปล่อยเวลาให้เลยเถิดไป เชื่อว่าแผลก้างปลาที่ทิ่มอยู่ภายในอาจจะลุกลามเพิ่มบาดแผลภายนอกให้เหวอะหวะก็เป็นได้ เพราะซีกฝั่งขั้วการเมืองมวลชนของ กปปส.และกลุ่มพันธมิตร จะเกิดอาการไม่พอใจต่อท่าทีการตัดสินใจของทหาร ไม่ว่าจะแค่เตะถ่วงเวลาหรือฟันธงว่าจะไม่ถอดถอนก็ตาม

พฤติการณ์เหล่านี้ส่อจะสร้างให้มวลชนที่อยู่ข้างทหารมาตลอดรู้สึกว่า “ถูกหลอกใช้” และถูกหลอกให้ออกมาต่อสู้เกือบเป็นเกือบตายในสนามการเมือง สุดท้ายเมื่อทหารได้อำนาจพวกเขากลับถูกหักหลัง ไม่ได้รับความจริงใจและนำไปสู่ความไม่พอใจ

สุดท้ายคนที่เสียทั้งขึ้นทั้งล่องก็คือ คสช.และรัฐบาล โดยจะสูญเสียกองกำลังที่เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมา หรือที่เรียกว่าผลักมิตรเป็นศัตรู ซึ่งทำให้ คสช.จะต้องเจอศึกรอบด้านอย่างหนักหน่วง ต้องอย่าลืมว่ารูปขบวนการปฏิรูปประเทศเพิ่งจะเริ่มนับหนึ่งเท่านั้น หากเริ่มย่างก็สะดุดตั้งแต่ก้าวแรกดูท่าความสำเร็จที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. วาดฝันไว้คงจะไม่ง่ายเสียแล้ว

ขบวนการเดินหน้าปฏิรูปประเทศของ คสช.เพิ่งจะเริ่มนับหนึ่งเท่านั้น เพราะสภาปฏิรูปประเทศ (สปช.) เพิ่งเกิดขึ้น ระยะเวลาเพียง 4 เดือนที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การจัดรูปขบวนเท่านั้น และเมื่อก้าวแรกกำลังจะเกิดขึ้น แต่ คสช.กลับฉุดศรัทธาที่มวลชนมีให้กับทหารมาโดยตลอดให้หมดลง

การกระทำเช่นนี้อาจส่งผลให้แนวร่วมทั้งหลายตัดสินใจกลับหลังหัน ไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมขับเคลื่อนประเทศกับ คสช. การใหญ่ปฏิรูปประเทศไทยในทุกมิติคงจะยากขึ้น หรือไม่ก็อาจจะล้มเหลวและเสียของไปฟรีๆ

ที่สำคัญหาก คสช.ไม่มีพลังและขาดความศรัทธาที่มาจากมวลชนแล้ว ปัญหาทุกอย่างจะค่อยๆ ถาโถมเข้าใส่อย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคง ปัญหาสังคม ความแตกแยก เศรษฐกิจ ปากท้อง ฯลฯ และ คสช.ก็จะแก้ไม่ตก

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของ คสช.ต่อจากนี้ไปคือ จะวางท่าทีต่อไปอย่างไร จะประสานรอยร้าวเร่งสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นใน สนช. และสร้างศรัทธามวลชนให้กลับคืนมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ คสช.ที่จะช่วยขับในการเคลื่อนประเทศได้อย่างไร

ขณะเดียวกันจะทำอย่างไรไม่ให้ปมถอดถอนนี้กลายเป็นปมสร้างความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่เร็วเกินคาดหมาย

หากแก้โจทย์นี้ไม่ออก ความฝันที่จะเห็นการปรองดองของคนในชาติเกิดจากฝีมือ คสช.คงจะไม่เป็นจริง และจะเป็นการตอกย้ำว่าการรัฐประหารเสียของเปล่าๆ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69