
บัณฑูรแนะรัฐดันเอสเอ็มอี
ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้โต6-7%ธีระชัยเน้นแบงก์รัฐให้กู้ไม่เกิน3ล้านบาท
ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้โต6-7%ธีระชัยเน้นแบงก์รัฐให้กู้ไม่เกิน3ล้านบาท
บัณฑูรแนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอาศัยเอสเอ็มอี ดันเศรษฐกิจแทนส่งออกภาครัฐ
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานเสวนาประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในหัวข้อ “ภาคการเงินกับการเติบโตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย”ว่าเศรษฐกิจไทยมีโครงสร้างการพัฒนาปานกลาง อัตราการเติบโตปานกลางปีละ 4-5% ยังอาศัยเพียงงบประมาณภาครัฐ การบริโภค การส่งออก เป็นหลัก เมื่อต้องการกระตุ้นก็ใช้วิธีปั๊มเงินเข้าระบบ ซึ่งมีผลเสียเสี่ยงกับการเกิดฟองสบู่ตามมา
ทั้งนี้ การจะให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากขึ้น เติบโตปีละ 7-8% ต้องอาศัยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผลักดัน สร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ และรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่มีผลต่อเนื่องเป็นวงกว้าง แต่ธุรกิจไทยยังไปไม่ถึง ยังคิดแต่เรื่องเดิมๆ ซึ่งเป็นจุดอ่อน เพราะหากเอสเอ็มอีทำธุรกิจที่ไม่ต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ สุดท้ายแข่งขันไม่ได้ ก็ล้มหายตายจากไป
อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่ไม่ต้องการปล่อยกู้ให้แก่เอสเอ็มอี แต่เพราะต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้นและรักษาผลกำไรจึงไม่ต้องการลงไปจับสิ่งที่ไม่มีความแน่นอนหรืออ่านไม่ออก แต่ถ้าเห็นภาพรวมธุรกิจนั้นๆ ว่ามีทิศทางที่ดี ธนาคารก็สนใจจะเข้าไปช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและคำปรึกษาอยู่แล้ว
สำหรับการให้บริการทางการเงินระดับฐานราก (ไมโครไฟแนนซ์) ที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ผลักดันเต็มที่ เนื่องจากไม่เข้าใจวัฏจักรชีวิตของชนบทอย่างลึกซึ้ง แต่หากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ควรมีบทบาท ก็แนะนำให้ใช้วิธีเรียกเก็บเงินจากกำไรของธนาคารพาณิชย์ หรือกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน วางกรอบดอกเบี้ยในระดับที่เหมาะสมกับความเสี่ยง เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ต้องทำตามนโยบาย ธปท.
นายบัณฑูร กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐควรเข้ามามีบทบาทในเรื่องการเข้าถึงบริการทางการเงินของไมโครไฟแนนซ์ ที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการตั้งธนาคารเฉพาะกิจ ต้องแบกคนที่ต่ำที่สุดในสังคมไว้ และหากภารกิจส่งผลให้ขาดทุน ก็ยังสามารถกันงบประมาณเข้ามาชดเชยได้ ซึ่งดีกว่าปัจจุบันที่ธนาคารรัฐกลับทำธุรกิจที่แข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ และเป็นช่องทางในการหาประโยชน์ของบรรดานักการเมือง จนทำให้ฐานะของธนาคารรัฐย่ำแย่
ด้าน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า การจะให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนควรให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ทุกธนาคารรัฐควรปล่อยกู้ได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท/ราย เพื่อให้ปล่อยสินเชื่อไปช่วยรายที่เป็นรายย่อยเป็นรากหญ้าจริงๆ อาจจะยกเว้นธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) อาจจะให้เพดานสูงสุดที่ 5 ล้านบาท/ราย หรือกรณีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ให้กู้กับสหกรณ์หรือทำตามนโยบายก็อาจจะปล่อยได้สูงกว่านี้ได้ หรือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธนส.) ก็ควรให้กู้ได้เฉพาะการส่งออกหรือให้กู้กับการนำเข้าในธุรกิจที่ทำเพื่อส่งออกอย่างเดียว คืออย่าให้ธนาคารรัฐไปทำหน้าที่ที่ไม่ใช่ภารกิจ
นอกจากนี้ ควรห้ามข้าราชการในกระทรวงการคลังเข้าไปนั่งในคณะกรรมการในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ แม้กระทั่งตำแหน่งประธานกรรมการก็ไม่สมควร เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะปัญหาคือปี 2551 ช่วงนั้นมีการแก้ไขกฎหมายคุณสมบัติของกรรมการในรัฐวิสาหกิจและธนาคารรัฐ ซึ่งจริงๆแล้วกฏหมายเขียนได้ดี คือ ห้ามกรรมการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องไปนั่งเป็นกรรมการในธนาคารรัฐและรัฐวิสาหหกิจ เนื่องจากมีความตั้งใจไม่อยากให้ข้าราชการไปมีผลกระโยชน์ เช่น ถ้าเป็นข้าราชการในกระทรวงพลังงาน ที่กำหนดนโยบายและกติกาต่างๆ ก็ไม่ควรไปนั่งในรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจพลังงาน เป็นต้น แต่กฎหมายนี้ยกเว้นให้กรณีไปเป็นประธานกรรมการโดยการมอบหมายของรัฐวิสาหกิจนั้น เลยกลายเป็นช่องโหว่งที่รถสิบล้อวิ่งผ่านได้
นอกเหนือจากนี้ ถ้าจะบีบแคบภารกิจไม่ให้ธนาคารรัฐไม่ทำนั้นทำนี้เพื่อสนองนโยบายการเมืองก็คงจะขอกันยาก สิ่งที่ทำได้สะดวกที่สุดคือ การบีบจำนวนวงเงินที่ปล่อยสินเชื่อได้สูงสุดของธนาคารรัฐไว้เลย คือ ทุกธนาคารรัฐควรปล่อยกู้ได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย เพื่อให้ปล่อยสินเชื่อไปช่วยรายที่เป็นรายย่อยเป็นรากหญ้าจริงๆ อาจจะยกเว้นธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)อาจจะให้เพดานสูงสุดที่ 5 ล้านบาทต่อราย หรือกรณีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)ที่ให้กู้กำบสหกรณ์หรือทำตามนโยบายก็อาจจะปล่อยได้สูงกว่านี้ได้ หรือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า(ธนส.)ก็ควรให้กู้ได้เฉพาะการส่งออกหรือให้กู้กับการนำเข้าในธุรกิจที่ทำเพื่อส่งออกอย่างเดียว คืออย่าให้ธนาคารรัฐไปทำหน้าที่ที่ไม่ใช่ภารกิจ
“ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมได้ทำเป็นจดหมายเปิดผนึก ฝากให้ทางคุณรุ่ง (นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่านโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. ที่เป็นผู้ดำเนินการเสวนา) ฝากไปถึงคณะกรรมการควบคุมกำกับรัฐวิสาหกิจหรือซุปเปอร์บอร์ดให้รับพิจารณาไปปรับปรุงด้วย” นายธีระชัยกล่าว
ด้านนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ภาครัฐควรสนับสนุนให้สถาบันการเงินแข่งขันโดยสมบูรณ์ เช่น ธปท.ควรออกกฎหมายให้ธนาคารเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงรวมค่าบริการและค่าธรรมเนียมทั้งหมด แก่ผู้กู้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เปรียบเทียบและเลือกใช้บริการ หรือในระบบชำระเงิน ที่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีลักษณะคล้ายการสมคบคิด เช่น กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามธนาคารผ่านเอทีเอ็มในอัตราเดียวกัน ทำให้ไม่มีการแข่งขันด้านราคา ซึ่งตามกติกาแล้ว ธปท.ไม่ควรปล่อยให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ควรจะอัดฉีดให้มีการแข่งขันเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค
นายสมเกียรติ กล่าวด้วยว่า การเข้าถึงบริการทางการเงินของธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอียังมีช่องว่าง โดยเอสเอ็มอีถึง 50% ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากมีระบบบัญชีที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่อยากปล่อยกู้ ส่วนกลุ่มเอสเอ็มอีหน้าใหม่ (สตาร์ทอัพ) ในอุตสาหกรรมไฮเทค อยากให้ธนาคารให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ เพราะมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะผลวิจัยต่างชาติพบว่า ในสหรัฐอเมริกา ผลงานจากเอสเอ็มอีกลุ่มนี้มีผลต่อการเติบโตของจีดีพีถึง 80%
ทั้งนี้ ภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนเอสเอ็มอีหน้าใหม่กลุ่มนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะด้านเงินทุน เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยอาจเป็นการสนับสนุนผ่านการร่วมเป็นหุ้นส่วน (เวนเจอร์ แคปิตอล) จะตรงจุดมากกว่าการกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งมีเงื่อนไขยิบย่อยกว่าจะได้ลดหย่อน







