
เผาโรงเรียนใต้ สัญลักษณ์ท้าทายอำนาจรัฐ
จากเหตุการณ์รุนแรงเผาโรงเรียน 6 แห่งใน จ.ปัตตานี ที่ อ.ทุ่งยางแดง 5 แห่ง และใน อ.มายอ อีก 1 แห่ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา แม้จะไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่ก็สร้างความหวาดกลัวให้กับบรรดาครูและนักเรียนในจังหวัดดังกล่าวเป็นอย่างมาก
จากเหตุการณ์รุนแรงเผาโรงเรียน 6 แห่งใน จ.ปัตตานี ที่ อ.ทุ่งยางแดง 5 แห่ง และใน อ.มายอ อีก 1 แห่ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา แม้จะไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่ก็สร้างความหวาดกลัวให้กับบรรดาครูและนักเรียนในจังหวัดดังกล่าวเป็นอย่างมาก
รอน คอร์เบน แห่งวอยซ์ ออฟ อเมริกา รายงานว่า การแบ่งแยกดินแดนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 คน มาตั้งแต่ปี 2004 ในจังหวัดที่มีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ จ.ปัตตานี นราธิวาส และยะลา
เหตุการณ์เผาโรงเรียนทั้ง 6 แห่ง เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจไทยเชื่อว่าเกิดจากการวิสามัญหัวหน้าคนหนึ่งของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี นำไปสู่การจับกุมและยึดอาวุธของกลุ่มผู้ก่อความรุนแรง
ความรุนแรงในภาคใต้มีทั้งใช้ระเบิด กราดยิง ฆ่าตัดหัวพนักงานรัฐ และวิสามัญฆาตกรรมจากเจ้าหน้าที่ โดยการเจรจาที่จะยุติความรุนแรงล้มเหลวหลายครั้งหลายครา ซึ่งโรงเรียนและครูก็ยังคงเป็นเป้าหมายของการใช้ความรุนแรงนี้อยู่
ครูน้อยซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ปัตตานี ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวขึ้นในพื้นที่อย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ครูน้อยยังระบุด้วยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะทำให้สถานการณ์ความรุนแรงนี้สามารถยุติลงได้
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน สุณัย ผาสุก นักวิจัยอาวุโสจากฮิวแมนไรต์สวอตช์ กล่าวว่า การเผาโรงเรียนของกลุ่มผู้ก่อการไม่สงบ ถือเป็นการแสดงสัญลักษณ์ท้าทายอำนาจรัฐ
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การพูดคุยกับผู้นำการก่อความไม่สงบ แต่อยู่ที่การเอาชนะใจประชาชน และเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน แต่เห็นได้ชัดว่าที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจไม่เข้าใจว่าประชาชนต้องการความยุติธรรม ต้องการให้การใช้ความรุนแรงยุติลง และหาคนผิดมาลงโทษ การให้เงินชดเชยกับมุสลิมทางภาคใต้ เห็นได้ชัดว่าไม่เพียงพอ” สุณัย กล่าว
การใช้ความรุนแรงสร้างความตึงเครียดให้กับท้องถิ่น บางครอบครัวผู้หญิงต้องแบกรับภาระการหาเลี้ยงครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว รวมไปถึงปัญหาการค้ายาเพื่อนำเงินมาดำเนินการก่อความไม่สงบในพื้นที่อีกด้วย
ด้าน ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านภาคใต้และรองศาสตราจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การเจรจาก็มีข้อดี แต่คนท้องถิ่นต้องการอะไรที่ใหม่กว่า ซึ่งไม่ใช่แค่การพูดคุยหรือแค่การคุ้มกันจากทางภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ประชาชนต้องการการแก้ปัญหาในมิติของการเมือง เพื่อการเริ่มต้นใหม่
“การแก้ปัญหาด้านการเมือง เช่น การยอมรับด้านอัตลักษณ์ของชาวมุสลิมที่มากขึ้น การกระจายอำนาจการปกครองที่มากขึ้น หรือบางทีอาจจะเป็นการพิจารณานิรโทษกรรมก็เป็นได้” ดร.ปณิธาน ระบุ







