
"ปิดทองหลังพระ"ต้นแบบพอเพียงปลดหนี้-คืนชีวิตที่ยั่งยืน
งบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลจะนำมาใช้ในยุทธศาสตร์การบูรณาการที่ขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
โดย...ระรินธร เพ็ชรเจริญ
งบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลจะนำมาใช้ในยุทธศาสตร์การบูรณาการที่ขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ช่วงปี 2557-2560 ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นเจ้าภาพหลัก มีหมู่บ้านเป้าหมายทั้งประเทศ 1.9 หมื่นหมู่บ้าน จาก 4 กลุ่มหลัก คือ 1.หมู่บ้านรอบพื้นที่รอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2.หมู่บ้านที่ได้รับประโยชน์จากโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องจากพระราชดำริ 3.หมู่บ้านนำร่องโครงการบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงของกรมการพัฒนาชุมชน และ 4.หมู่บ้านนำร่องของมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ
จ.น่าน เมืองต้นน้ำที่มีปัญหาบุกรุกทำลายป่าอย่างหนักหน่วงเพื่อขยายพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ป้อนอุตสาหกรรมอาหาร แต่ยิ่งรุกป่าทำลายต้นน้ำ ชาวบ้านไม่ได้รวยขึ้น กลับมีหนี้สินพัวพันไม่จบสิ้น โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ได้เริ่มเข้ามาฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวบ้านในพื้นที่นำร่อง 21 หมู่บ้าน ตั้งแต่ พ.ศ. 2552 ด้วยนำแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแกนหลัก จนถึงปี 25552557 ขยายหมู่บ้านนำร่องเป็น 81 หมู่บ้านครอบคลุมทั้งจังหวัด ขณะที่ จ.น่านนำองค์ความรู้ไปขยายการพัฒนาต่อไปอีก 35 หมู่บ้าน
และทำให้ น่าน เป็นจังหวัดต้นแบบแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ณัฏฐณิชา มังคละ ชาวบ้านน้ำป้าก ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา ซึ่งล้มเหลวจากการทำนาและสวนลำไย มีหนี้สินกว่า 7 หมื่นบาท เคยคิดว่า เงินค่าจ้างอาสาสมัครโครงการปิดทองหลังพระเพียงวันละ 200 บาท คงไม่สามารถปลดหนี้สินได้ แต่เมื่อได้ร่วมงานกับมูลนิธิทำให้ได้รับความรู้ที่นำไปพัฒนาที่ดิน 4 ไร่ของตนเอง และสามารถปลดหนี้สินได้ภายใน 1 ปี จนถึงขณะนี้ นอกจากจะไม่มีหนี้สินแล้ว ยังมีรายได้อีกปีละ 23 แสนบาท
เช่นเดียวกับ ศรีคำ มังคละ คนบ้านเดียวกัน ซึ่งมีหนี้ถึง 1.23 แสนบาท ก็นำความรู้จากโครงการฯ ทั้งปลูกข้าว ไม้ผล ผักสวนครัว เลี้ยงปลา หมูและไก่ ชีวิตเริ่มดีขึ้นทยอยปลดหนี้ได้ ขณะนี้เหลือเพียงหนี้สหกรณ์อีก 1 หมื่นบาทเท่านั้น
ด้าน อุบลพรรณ สุปัน ชาวบ้านห้วยธนู อ.ท่าวังผา ซึ่งต้องจากบ้านและครอบครัวไปรับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ เมื่อกลับบ้านและเข้าร่วมกับโครงการฯ ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ปลดหนี้สินที่มีอยู่กว่า 6 หมื่นบาทได้ภายในปีเดียว แม้จะไม่ร่ำรวย แต่เธอได้ครอบครัวคืนมา พร้อมกับความเป็นอยู่ที่พอกินแต่มีความสุข
แนวทางที่มูลนิธิปิดทองหลังพระเริ่มต้นคือ “น้ำแลกป่า” เมื่อมีน้ำ มีป่า ก็มีชีวิต
ธนกร รัชตานนท์ ผู้จัดการโครงการปิดทองหลังพระฯ จ.น่าน เล่าถึงประสบการณ์พัฒนาช่วง 5 ปีที่ผ่านมาว่า ต้องดูเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำให้กับชาวบ้านก่อน เมื่อเอาน้ำไปแลกป่าคืนมาได้แล้ว ก็ส่งเสริมอาชีพ เมื่อชาวบ้านเริ่มมีความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ ก็ไม่ต้องไปรุกป่าอีก
“ที่บ้านบ่อหยวกใต้ อ.บ่อเกลือ ฝายเดิมทรุดโทรมไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ โครงการเข้าไปพัฒนาใหม่ ทำให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ปลูกพริกและผักกาด หลังจากมีระบบน้ำแล้ว ชาวบ้าน 44 รายได้คืนพื้นที่ทำกินเดิมบนภูเขาให้เป็นป่าชุมชนพื้นที่ 1,881 ไร่ เมื่อมีน้ำ มีป่า ก็มีชีวิต แต่จะให้ยั่งยืนได้ต้องใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คนในชุมชนต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาตัวเอง การรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือส่วนอื่นๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ถึงแก้ได้ก็ไม่ยั่งยืน” ผู้จัดการโครงการปิดทองหลังพระฯ จ.น่าน เล่าถึงประสบการณ์ที่เป็นต้นแบบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาล มีนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียง จ.น่าน ก็กำหนดหมู่บ้านเป้าหมายในระยะต่อไปถึง 532 หมู่บ้าน ขณะที่เป้าหมายทั้งประเทศของรัฐบาลนั้นร่วม 1.9 หมื่นหมู่บ้าน ซึ่งต้องรอดูว่าจะสามารถพัฒนาให้ประสบความสำเร็จเหมือนต้นแบบที่ จ.น่านได้หรือไม่







