posttoday
การบ้านรัฐบาลและสปช.(ตอนที่ 3)

การบ้านรัฐบาลและสปช.(ตอนที่ 3)

15 ตุลาคม 2557

การปฏิวัติสยาม 2475

การปฏิวัติสยาม 2475

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมีผลทำให้ราชอาณาจักรสยามเปลี่ยนรูปแบบประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เกิดขึ้นจากคณะนายทหารและพลเรือนที่ประกอบกัน เรียกตนเองว่า “คณะราษฎร” โดยเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์โลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองภายในประเทศ การปฏิวัติดังกล่าวทำให้ประเทศสยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรก

ในระยะห้าปีแรกของการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น อันมีผลไปสู่ความคลอนแคลนของรัฐบาล เหตุการณ์สำคัญเรื่องหนึ่งคือ กรณีการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ เมื่อปีพ.ศ. 2476 ซึ่งได้ยกร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติจากนโยบายข้อสามของคณะราษฎรแต่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากว่า มีลักษณะแนวทางแบบสังคมนิยม ทำให้เกิดการแตกแยกกันในรัฐบาลรุนแรง จนถึงขั้นมีการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ส่วนนายปรีดีต้องเดินทางออกนอกประเทศ

หลังจากนั้นเป็นยุคที่คณะทหารและกองทัพได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองการปกครองของประเทศ โดยการรัฐประหารยึดอำนาจและปกครองโดยราชการ จึงได้รับสมญาว่า “ยุคอมาตยาธิปไตย” ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวมีการรัฐประหารแย่งยื้ออำนาจการปกครองกันไปมาหลายครั้งโดยประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516

ถามคนไทยในวาระอันสำคัญ

“14 ตุลา” เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองยุคใหม่ของไทยที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการลุกฮือของนักศึกษาประชาชนเป็นจำนวนแสนๆ คนเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร อาจถือได้ว่าการลุกฮือดังกล่าวเป็นการเปิดประวัติศาสตร์บทใหม่ในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ผ่านมา 41 ปีแล้ว สิ่งที่เป็นความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนในยุคนั้น คือ อยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่เป็นธรรมและอยากมีระบบการเมืองการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย สิ่งดังกล่าวได้จุดประกายความหวังให้กับสังคมไทยขยายตัวออกไป ที่สำคัญยังได้สร้างอุดมการณ์เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมและจิตอาสาให้เกิดขึ้นในหมู่คนหนุ่มสาวและผู้คนในยุคนั้นอย่างกว้างขวาง จนสามารถสืบสาน ประคับประคองและดูแลประเทศ ตลอดจนขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในมิติและวงการต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับการปฏิวัติสยามนั้นเล่า 82 ปีของการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สังคมไทยได้ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองการปกครองและการพัฒนาประเทศมาแล้วอย่างโชกโชน ในวันนี้กระแสความตื่นตัวทางการเมืองของพลเมืองและประชาชนคนไทยได้ขยายตัวไปมากกว่ายุค 14 ตุลา มาก ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

การอภิวัฒน์ประเทศไทยอันเป็นอุดมการณ์และความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคนั้น ได้ขับเคลื่อนเดินทางไกลและผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านรอยยิ้มและคราบน้ำตา ผ่านความขัดแย้งและการต่อสู้จนเสียเลือดเนื้อและชีวิต มาแล้วมากมายหลายเหตุการณ์

คำถามคือ ในตอนนั้นแทนที่จะเลือกเป็นระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ทำไมคณะผู้ก่อการปฏิวัติสยามจึงได้ตัดสินใจเลือกระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมุ่งมั่นเดินทางนั้นมาตั้งแต่ต้น และเมื่อมองไปในอนาคต ระบอบการปกครองของเราจะยังคงดำรงอยู่ด้วยความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองเหมือนระบอบของอังกฤษที่มีอายุ 600 ปี และระบอบของเดนมาร์กที่มีอายุ 165 ปี ในปัจจุบันหรือไม่

คำถามที่มีต่อคนไทยในวันนี้ก็คือ จากนี้ไปอีกประมาณ 20 ปี เมื่อครบวาระ 100 ปี ของการปฏิวัติสยาม ประเทศไทยของเราจะเดินทางไปสู่สถานีที่เป็นจุดหมายปลายทางใด และความใฝ่ฝันอันงดงามที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงริเริ่มและบุกเบิกไว้เมื่อ 80 ปีก่อน เราจะสามารถส่งต่อให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานได้ในสภาพเช่นไร

ปัญหาด้านการเมืองการปกครอง

m ระบบราชการที่ใหญ่โตมากและพยายามรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ได้เปิดโอกาสให้นักธุรกิจการเมืองสามารถเข้ายึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้อย่างง่ายดาย นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นที่มโหฬาร พร้อมๆ กับการทำลายระบบคุณธรรมจริยธรรมของข้าราชการแทบหมดสิ้น เป็นผลให้ระบบราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอ่อนแอและเหนื่อยล้าลงทั้งระบบ เกียรติภูมิข้าราชการในสายตาของประชาชนเสื่อมถอยลงอย่างมากและรวดเร็ว ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ก็แก้ให้ประชาชนไม่ได้ เพราะอยู่ห่างไกลและไม่รู้จริง จะโยนให้ท้องถิ่นช่วยก็ไม่ได้ให้อำนาจและทรัพยากรแก่เขาอย่างเพียงพอ ส่วนปัญหาใหญ่ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง จนทำท่าว่าจะเป็นรัฐที่ล้มเหลว

m ระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือระบบเลือกตั้งตัวแทนเป็นใหญ่ ได้นำมาซึ่งการเติบโตของนักธุรกิจการเมืองและทุนนิยมสามานย์ที่ผนึกกำลังกันเข้ายึดกุมอำนาจรัฐแบบกินรวบเบ็ดเสร็จ และดำเนินการโกงบ้านกินเมืองกันอย่างครึกโครมด้วยความย่ามใจขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ประชาชนพลเมืองเกิดทนไม่ไหว จึงลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ชั่วร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า ระหว่างปี พ.ศ. 2551-2557 มีการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองที่นำไปสู่ความรุนแรง 8 ครั้ง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจการเมือง แบบพลิกกลับกันไปมาอยู่หลายรอบ สถิติคดีของศาลยุติธรรมพบว่าจำนวนคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงดังกล่าว คือ ในปี พ.ศ. 2555 มี 83 คดี ส่วนปี พ.ศ. 2556 มีเพิ่มขึ้นเป็น 233 คดี

วิสัยทัศน์ด้านการเมืองการปกครอง

วิสัยทัศน์ใน 20 ปีข้างหน้า คือ ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการปฏิรูประบบการเมืองการปกครองครั้งใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทและอำนาจหน้าที่จนเกิดความสมดุลระหว่างระบบราชการส่วนกลางและท้องถิ่น มีจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิเศษขนาดใหญ่ที่สามารถจัดการตนเองได้มากขึ้น อย่างน้อยร้อยละ 50

ระบบการเมืองระดับชาติเกิดความลงตัวในมิติใหม่ โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและระบบตรวจสอบถ่วงดุลทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ จนเกิดเสถียรภาพและวัฒนธรรมการเมืองที่อริยะและโดดเด่นเป็นกรณีศึกษาสำหรับกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69