
แก้ปัยหายางพาราเดิมพันวิกฤตเชื่อมั่นคสช.
ราคายางพาราตกต่ำกำลังจะกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ลูกใหม่ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ราคายางพาราตกต่ำกำลังจะกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ลูกใหม่ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องค่อยๆ ปลดล็อก ถอดสลัก ไม่ให้ตูมตามสร้างปัญหาซ้ำเติมกระทบไปถึงการปฏิรูปที่เริ่มต้นตั้งไข่เตรียมเดินหน้า
บทเรียนที่ผ่านมาจากสมัยรุ่งเรืองราคาเกินหลักร้อยต่อกิโลกรัม เรื่อยมาจนถึงสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ราคายางตกลงมาเหลือ 50 บาท แม้จะพยายามถมงบประมาณก้อนโตลงไป แต่ราคายังไม่กระเตื้องขึ้นมา ร้อนจนชาวสวนยางต้องออกมาปิดถนนเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ
จนวันนี้รัฐบาล คสช. ราคายางตกลงไปต่ำกว่า 50 บาท ท่ามกลางเสียงฮึ่มฮั่มของเกษตรกรชาวสวนยางที่เตรียมออกมาเคลื่อนไหว
ต้องยอมรับว่าเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ฐานเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์ และถือเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุน คสช. หรืออย่างน้อยหากไม่สนับสนุนก็ไม่ใช่กลุ่มที่ต่อต้านสร้างปัญหาให้ คสช.
อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มนี้เดือดร้อนโดยไม่ได้รับการเหลียวแล ย่อมเป็นการผลักมิตรไปเป็นศัตรู ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล คสช.ในระยะยาว ยังไม่รวมกับกลุ่มเกษตรกรสวนยางในพื้นที่อีสานที่มีจำนวนไม่น้อย
ที่ผ่านมาทั้งเครือข่ายเกษตรกรสวนยางและอดีต สส.ประชาธิปัตย์ เคยตบเท้าเรียกร้องไปยังรัฐบาล คสช. ให้เร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลในวันข้างหน้า
ล่าสุด พระสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาส่งสัญญาณไปถึงญาติโยมชาวสวนยางที่มาร้องเรียนเรื่องปัญหาราคายางตกต่ำว่า ขอให้เวลากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แก้ไขปัญหานี้อีกระยะ และเชื่อว่ามีทางออกสามารถแก้ไขได้
“เขาต้องแก้ได้ อย่าไปเดินขบวนเลย เชื่ออาตมาเถอะ”
ทว่า ลำพังแค่ปัญหาเรื่องข้าว ทั้งเรื่องภาระหนี้สินจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา จนถึงแนวทางการช่วยเหลือชาวนาในฤดูการทำนาต่อจากนี้ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่ต้องเผชิญ
เริ่มต้นจากก๊อกแรก เงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ รวมวงเงินทั้งหมด 4 หมื่นล้านบาท ที่จะเริ่มจ่าย 20 ต.ค.นี้ เรื่อยมาจนถึงการหารือเรื่องการจัดสรรพื้นที่ในการเพาะปลูก หรือโซนนิ่ง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นที่พอใจแค่ไหน
หากรวมกับปัญหาเรื่องราคายางพาราตกต่ำ ย่อมเป็นแรงบวกเพิ่มแรงเสียดทานต่อรัฐบาล เป็นที่สังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์ ดูจะหงุดหงิดกับการถูกตั้งคำถามถึงแนวทางแก้ไขปัญหา อย่างเรื่องหลุดปากให้ไปขายยางที่ดาวอังคารถึงจะได้ กก.ละ 90100 บาท
ที่สำคัญ ปัญหาเรื่องงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด และจำเป็นต้องจัดสรรกระจายไปในหลายภารกิจสำคัญเร่งด่วนหลายเรื่อง ย่อมมีปัญหาต่อการแก้ไขปัญหาเวลานี้
จน พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาระบุว่า “อย่าเรียกร้องกันมาก แล้วจะเอาเงินที่ไหน งบประมาณแผ่นดินมีเท่าไร เก็บภาษีรายได้รัฐเก็บได้เท่าไร ขาดทุนเท่าไรแล้ว ปีหน้าจะเก็บได้หรือไม่ก็ไม่รู้ พอบอกจะขึ้นภาษีก็ร้องโอ๊ยว่าไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ แต่ไอ้นี่จะเอาเยอะ แล้วจะเอาเงินจากตรงไหน”
ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลรู้อยู่เต็มอกว่าจะเป็นปัญหาและพยายามหาทางสกัดไม่ให้ลุกลามใหญ่โต ไหนจะมีทั้งมันสำปะหลังและอ้อย ที่จ่อคิวรอเป็นปัญหาเร็วๆ นี้
ล่าสุด รัฐบาล คสช.ปรับแผนเสริมทัพดึงเอา “อำนวย ปะติเส” มานั่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ รับมือเกษตรกรที่เตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตร เพราะนอกจากจะเคยเป็นอดีต รมช.คลังสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย แล้ว ยังคลุกคลีทำงานอยู่ในเครือข่ายเกษตรกร และนั่งเป็นที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ มาหลายสมัย
อีกด้านหนึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เข้าหารือกับ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ เร่งหาทางออกแพ็กเกจแก้ปัญหา ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) สัปดาห์หน้า
แว่วว่าในวันที่ 16 ต.ค.นี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอแพ็กเกจแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ โดยใช้งบประมาณเพิ่มอีก 3 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่อนุมัติไปแล้ว 3 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีทั้งเยียวยาเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 25 ไร่ ควบคู่ไปกับการพยุงราคา รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการปล่อยเงินกู้ให้เกษตรกรครัวเรือนละ 1 แสนบาท โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% เกษตรกรรับภาระ 1%
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่ง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยยื่นข้อเสนอแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ มองว่าการให้เงินเยียวยาเกษตรกรไม่ใช่สิ่งที่เกษตรกรสวนยางต้องการ เพราะการทำสวนยางนั้นแบ่งเป็นเจ้าของสวนกับคนรับจ้างกรีด หากให้เงินเยียวยาเงินส่วนนี้จะไม่ไปถึงคนรับจ้างกรีดยางซึ่งมีจำนวนมากกว่าเจ้าของสวน
ทางแก้ไขคือ ต้องพยายามทำให้ราคายางสูงขึ้นมา เพราะในข้อเสนอ 5 ข้อที่เคยเสนอไปนั้น เป็นข้อเสนอที่มาจาก สส.ในพื้นที่ปลูกยาง และเป็นที่ยอมรับไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้ใช้ยางไปทำถนน หรือส่วนผสมอื่นๆ ที่ต้องนำเป็นนโยบายชัดเจน หรือการไม่ระบายสต๊อกยางที่ค้างอยู่ออกมา
ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนที่ผลผลิตยางพาราน้อยอยู่แล้วราคาน่าจะสูงขึ้นแต่กลับน้อยลง ดังนั้นหากพ้นจากหน้าฝนช่วงปลายปีต้นปีหน้าที่ยางพาราจะมีมากกว่านี้ย่อมจะทำให้ราคาตกมากกว่านี้
นิพิฏฐ์ มองว่า ปัญหาที่จะตามมาหากยังไม่รีบแก้ไขเรื่องราคายางตกต่ำ คือ จะทำให้รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ ว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และเมื่อขาดความน่าเชื่อถือก็จะกระทบไปถึงการทำงานในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการปฏิรูปที่กำลังจะเดินหน้าเวลานี้
ปัญหาราคายางพาราตกต่ำจึงถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของรัฐบาล คสช. ที่จะต้องหาทางถอดสลัก แก้ไขความเดือดร้อนชาวบ้านให้ได้ เพื่อไม่ให้ทุกอย่างพังเป็นโดมิโนล้มไปทั้งกระดาน







