
ถึงเวลาจับมือ
ศึกในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระหว่างผู้บริหารฝ่ายการเมือง ผ่านทีมที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข รวมถึงองค์กรอิสระสังกัด สธ. หรือองค์กรตระกูล ส. และฝ่ายข้าราชการประจำ นำโดย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยที่ไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน
ศึกในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระหว่างผู้บริหารฝ่ายการเมือง ผ่านทีมที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข รวมถึงองค์กรอิสระสังกัด สธ. หรือองค์กรตระกูล ส. และฝ่ายข้าราชการประจำ นำโดย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยที่ไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน
ความจริงเรื่องนี้เป็นความขัดแย้งเดิมที่ระงมอยู่นานเกิน 10 ปี หลังกลุ่มหัวปฏิรูปขอแยกการบริหารจัดการระบบสุขภาพเป็นเอกเทศ ไม่ต้องอยู่ใต้ระบบราชการที่เทอะทะ โดยอาศัยหลักการอย่าง “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” คือ การเมือง ประชาชน และวิชาการ ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขที่ซับซ้อนไปสู่การปฏิบัติ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของคนกลุ่มนี้คือการผลักดันนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” ให้เดินหน้าต่อเนื่องได้นานกว่า 12 ปี
ขณะที่ฝ่าย สธ. ซึ่งเป็นข้าราชการประจำใช้จุดแข็งของระบบราชการ คือการมีจำนวนบุคลากรและงบประมาณจำนวนมาก ส่งเสริมป้องกันและควบคุมโรค ผ่านกลไกโรงพยาบาลน้อยใหญ่ สถานีอนามัย ทั่วประเทศดูแลสุขภาพประชาชน ซึ่งก็ได้ผลดีเช่นกัน
ทุกองค์กรมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ คนไทยทั้ง 65 ล้านคนทั่วประเทศ มีสุขภาพดีได้รับการรักษาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม อย่างไรก็ตามเมื่ออำนาจหน้าที่เดินทางมาทับซ้อนกันได้นำไปสู่ความขัดแย้งขึ้น โดยแต่ละฝ่ายต่างนำข้อเสียของอีกฝ่ายขึ้นมาขยายแผล สร้างความขัดแย้งบานปลายตามมา ทั้งที่บุคลากร โดยเฉพาะแพทย์ของทั้งฝ่าย สธ. และฝ่ายองค์กรตระกูล ส. ล้วนมีความสามารถระดับแนวหน้าของประเทศ
เมื่อประเทศกำลังวางกรอบการปฏิรูปครั้งสำคัญ และการปฏิรูประบบสุขภาพเองก็เป็นหนึ่งในหัวข้อใหญ่ จำเป็นต้องอาศัยความรู้ความสามารถ รวมถึงความร่วมมือของแพทย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้หมวกใบใด เพื่อพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทิศทางนโยบายสาธารณสุขของประเทศระบุไว้แล้วว่า ในระยะเวลาอันใกล้ไม่ว่าจะใช้สิทธิประกันสุขภาพใดในการรักษาต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ขณะเดียวกันอัตราการเจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บจะต้องน้อยลง
หากทุกคนยังไม่ลืมเจตนารมณ์ของแพทย์ ในการรักษาประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ก็ควรจับมือกันเพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ด้วยการพัฒนาระบบบริการให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น และประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น มากกว่าที่จะแก่งแย่งอำนาจ หรือปลุกระดมสร้างความขัดแย้ง อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน







