
เข้มโกงกล่องดิจิทัล
ด้วยเม็ดเงินที่มากถึงกว่า 1.51 หมื่นล้านบาท ของโครงการแจกคูปองแลกซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล (เซตท็อปบ็อกซ์) หรือแลกซื้อทีวีดิจิทัล ให้ประชาชน 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยจะได้ครอบครัวละ 690 บาท
ด้วยเม็ดเงินที่มากถึงกว่า 1.51 หมื่นล้านบาท ของโครงการแจกคูปองแลกซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล (เซตท็อปบ็อกซ์) หรือแลกซื้อทีวีดิจิทัล ให้ประชาชน 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยจะได้ครอบครัวละ 690 บาท
จึงทำให้งบประมาณก้อนดังกล่าว มีหลายฝ่ายเข้ามาหาประโยชน์คอร์รัปชั่นทุจริตจำนวนมาก รวมทั้งล่าสุดกรณีฉาวที่เกิดขึ้นที่ จ.พิจิตร เมื่อบริษัทผู้ผลิตกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ใช้เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ออกไปรวบรวมบัตรประชาชนของลูกบ้าน เหมือนกับการซื้อเสียงในช่วงเลือกตั้ง เพื่อให้นำคูปอง 690 บาทที่ได้รับแจก มาแลกกล่องทีวีดิจิทัลของบริษัท โดยจ่ายค่าดำเนินการกล่องละ 35 บาท ให้กับผู้ไปรวบรวมบัตรประชาชนมาได้
ในการชี้แจงของผู้ใหญ่ที่ จ.พิจิตร กล่าวถึงเรื่องที่มีการร้องเรียนว่า ทาง อสม.ได้เรียกเก็บบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านเพื่อนำไปรับกล่องทีวีดิจิทัล โดยขณะนี้มีการเก็บเอกสารไปแล้วเป็นหมื่นราย เมื่อทราบเรื่องดังกล่าว ขณะนี้ได้เรียกมาห้ามปรามว่า ไม่ควรใช้อำนาจหน้าที่ของ อสม.ไปทำธุรกิจ เพราะ ไม่รู้ว่าสินค้าที่ไปเชียร์ให้ชาวบ้านเอาคูปองจากรัฐบาลไปแลกซื้อมาใช้จะมีคุณภาพดีหรือไม่ ซึ่งในช่วงชี้แจงของรอง ผวจ.พิจิตร มีการนำกล่องทีวีดิจิทัลยี่ห้อสมาร์ทโฮมมาวางไว้บนโต๊ะด้วย
ขณะที่ทาง อสม. บอกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งไปร่วมประชุมเครือข่าย อสม.ทั่วประเทศที่กรุงเทพฯ และมีตัวแทนผู้จำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลขึ้นไปพูดบนเวที เสนอธุรกิจและผลประโยชน์ดังกล่าวในห้องประชุมใหญ่ ซึ่งประธาน อสม.จากทั่วประเทศคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย อสม.ในพื้นที่ก็จะได้รับค่าตอบแทนด้วย โดยแกนนำและผู้ลงไปสำรวจบัตรประชาชนจะได้ 20 บาท แกนนำระดับอำเภอได้ 4 บาท แกนนำระดับตำบลได้ 10 บาท ส่วนผู้รับจ้างคีย์ข้อมูลได้ 1 บาท รวม 35 บาท ทาง อสม.อยากเห็นสมาชิกมีรายได้จึง รับงานนี้มา และ อสม.ก็ทำกันแบบนี้ทั้งประเทศ
ความสับสนดังกล่าว ไม่เพียงเครือข่าย อสม. ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีการให้ผู้ใหญ่ในแต่ละจังหวัดไปเก็บบัตรประชาชนมาแลกกล่องทีวีดิจิทัลกันทั่วประเทศ
ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เปิดช่องให้เกิดทุจริตคอร์รัปชั่น ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) หน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องเร่งชี้แจงให้ประชาชนทราบโดยด่วน ก่อนคูปองจะเริ่มแลกซื้อวันที่ 20 ต.ค.นี้ และต้องลงโทษผู้ผลิตกล่องที่ได้รับการรับรองจาก กสทช. โดยเฉพาะพวกไม่ได้มาตรฐานอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ประชาชนโดนหลอกไปมากกว่านี้







