
กฏหมายการชุมนุมสาธารณะ...รัฐต้องทำประชามติ
...ศรีสุวรรณ จรรยา
คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบผ่าน
“ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ...” เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2553 ที่ผ่านมา ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ โดยอาศัยช่วงที่สังคมกำลังวิตกกังวลและเบื่อหน่ายการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เสื้อขาว และเสื้อหลากสี โดยการฉกฉวยโอกาสภาวะเช่นนั้นมาดำเนินการผลักดันกฎหมายดังกล่าว เพื่อหวังใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมการใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างน่าละอายประเทศไทยของเรามีกฎหมายหลายฉบับที่ใช้ควบคุมดูแลการใช้สิทธิการชุมนุมของประชาชนเพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิบุคคลอื่น เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการจราจรทางบก กฎหมายเกี่ยวกับการใช้เครื่องขยายเสียง กฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญาและแพ่ง ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม ดูแล และบังคับลงโทษเอาได้กับผู้ที่ฝ่าฝืนหรือละเมิดสิทธิสาธารณะของบุคคลอื่นได้ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ข้างต้นอย่างจริงจัง เพราะเจ้าหน้าที่หลายคนเพิกเฉย หรือมีข้ออ้างต่างๆ นานา หรือแสร้งนิ่งเฉยต่อการบังคับใช้กฎหมาย กลายเป็นแตงโม กลายเป็นมะเขือเทศกันไปหมด โดยพยายามอ้างข้างๆ คูๆ หลอกชาวบ้านที่ไม่ค่อยรู้ข้อกฎหมายว่า ไม่มีกฎหมายมาบังคับหรือจัดการผู้ชุมนุมได้ แท้ที่จริงแล้วกฎหมายมีอยู่แล้ว และมีอยู่อย่างครบถ้วนด้วยซ้ำไป แต่ขาดความตั้งใจที่จะบังคับใช้เท่านั้นเอง
การผลักดันให้มี
“กฎหมายติดหนวด” เพื่อจัดการการชุมนุมในที่สาธารณะจึงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลเผด็จการทั่วโลกที่เขานิยมใช้กัน เพราะหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องการระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของประชาชน เพราะที่ผ่านมาสังคมมักเห็นพฤติกรรมงุบงิบ ไม่โปร่งใสของผู้บริหารภาครัฐ การอนุมัติอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมใดๆ อันส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รัฐบาลและหน่วยงานผู้อนุมัติอนุญาต ไม่ประสงค์หรือไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการสักเท่าใดนัก หรือละเว้นที่จะปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชน จนกลายเป็นคดีฟ้องร้องต่อศาลปกครองทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้แม้แต่กรณีล่าสุด คดีมาบตาพุดก็มีสาเหตุประการหนึ่งของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ คือ การละเว้นเพิกเฉยที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 จนศาลปกครองสูงสุดต้องมีคำสั่งให้ 8 หน่วยงานภาครัฐไปสั่งระงับให้ 65 โครงการต้องกลับไปปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก่อน กลายเป็นปัญหาส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่อย่างต่อเนื่อง
หลายคนอาจจะดีใจที่รัฐบาลคิดผลักดันออกกฎหมายประเภทนี้ แม้แต่คนที่เคยได้ประโยชน์ต่อการชุมนุมสาธารณะมาก่อน แต่หารู้ไม่ว่าได้ทำความเข้าใจกฎหมายดังกล่าวได้ชัดเจนเพียงใด เพราะโดยสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้การชุมนุมสาธารณะต้องได้รับการอนุญาตจากทางราชการก่อน ถ้าราชการไม่อนุญาตก็ชุมนุมไม่ได้ หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษทางอาญา รวมทั้งการยึดทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการชุมนุม และการชุมนุมต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท และสถานที่พำนักของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล และ
“หน่วยงานของรัฐ” ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟหรือสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน ตลอดจนสถานทูตหรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศต่อไปนี้ถ้าจะชุมนุมได้ก็ต้องไปชุมนุมที่ทุ่งกุลาร้องไห้ หรือในป่า ในภูเขา ในทะเลเท่านั้น เพราะสถานที่ที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีกระจายอยู่ทั่วทุกอณูของประเทศทั้งหน่วยราชการส่วนกลาง
ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นถึง อบต. ที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชนมีอยู่ทั่วประเทศนั้นไม่สามารถชุมนุมแสดงออกได้อีกต่อไป
การออกกฎหมายห้ามไปชุมนุมในพื้นที่เหล่านั้นได้ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐผู้มีอำนาจอนุมัติอนุญาตก็คงไม่ต้องไปเกรงกลัวต่อการตรวจสอบของภาคประชาชนอีกต่อไป เพราะอำนาจการสั่งอนุญาตให้ชุมนุมได้หรือไม่อยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด หรือผู้บัญชาการตำรวจนครบาลใน กทม. ที่จะใช้
“ดุลพินิจ” อย่างไรก็ได้ และต้องทำหนังสือขอก่อนล่วงหน้า 72 ชั่วโมงถ้าผู้ว่าฯ รู้ว่าชาวบ้านจะจัดชุมนุม แสร้งไม่อยู่ ติดราชการต่างจังหวัด หรือต้องไปเดินตามก้นนักการเมืองที่อื่นจะทำอย่างไร ปัญหาความทุกข์ร้อนของชาวบ้านที่จะต้องแสดงออกโดยการชุมนุมก็คงทำไม่ได้ จะหวังพึ่ง สส. หรือ สว. ก็มัวแต่ทะเลาะกันอยู่แต่ในสภา แล้วชาวบ้านจะไปพึ่งใคร
ในสังคมประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น การชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนถือเป็นวิธีการสำคัญอย่างหนึ่งในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ การออกกฎหมายมาลิดรอนสิทธิประชาชนจึงเป็นการขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (The UN International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) ข้อที่ 21 ซึ่งประเทศไทยก็ได้เป็นสมาชิกของภาคีนี้ด้วย
ที่สำคัญกฎหมายดังกล่าวอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ที่กำหนดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนไว้เต็มที่ แต่การชุมนุมนั้นจะต้องกระทำโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การออกกฎหมายคุมการชุมนุมเช่นนี้จึงเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยชัดแจ้ง และจะไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมทางสังคมได้ รัฐบาลที่ดีต้องสร้างการมีส่วนร่วมและเปิดการรับฟังความคิดเห็นกับประชาชนในวงกว้างให้เข้าไปมีส่วนร่วมต่อการออกกฎหมายดังกล่าว
ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับทั่วประเทศ โดยการดำเนินงานตามแนวนโยบายที่เคยแถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2551 ที่ผ่านมา ว่าจะให้ความสำคัญกับกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะการออกกฎหมายที่อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประชาชนหรือของประเทศชาติ
นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีควรเร่งปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติในกฎหมายดังกล่าวเสียก่อน ก่อนที่จะส่งเรื่องเข้าสู่วาระการประชุมและพิจารณาของรัฐสภา
ในการเปิดโอกาสให้มีการลงประชามติเพื่อออกกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ เพื่อป้องกันการชุมนุมที่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนใหญ่นั้น สามารถดำเนินการได้ภายใน 90 วัน และหลังจากทำประชามติแล้วหากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบการเสนอกฎหมายดังกล่าว รัฐบาลก็จะมีความชอบธรรมตามเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ รัฐบาลก็สามารถผลักดันการออกกฎหมายดังกล่าวได้แบบเร่งด่วน โดยออกเป็นในรูปของพระราชกำหนด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 29, 63, 165, 184 และ 185 แต่ถ้าผลของการลงประชามติถูกประชาชนปฏิเสธ ก็จะได้เป็นข้อยุติว่าประชาชนไม่เห็นด้วย เพราะการเปิดโอกาสให้มีการลงประชามติถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นต่อสิทธิของตัวเอง โดยการมีส่วนร่วมแบบประชาธิปไตยทางตรงอย่างทั่วถึง
รัฐบาลที่ดีต้องสร้างความจริงใจในการสร้างความปรองดองและลดช่องว่างทางอำนาจของภาครัฐลง เพื่อเป็นการสร้างโอกาสของกลุ่มผู้ที่เข้าไม่ถึงการใช้ทรัพยากร ให้มีสิทธิมีเสียงบนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย และยึดมั่นการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ
ถ้าทำได้จึงจะเรียกได้ว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนได้อย่างแท้จริง...มิใช่รัฐบาลที่มาจากอำนาจของปลายกระบอกปืนที่เขานินทากัน







