
แก้กฏหมายช่วยลูกหนี้ได้อย่างเสียอย่าง
การปฏิรูปกฎหมายการเงิน ที่รัฐบาลได้ดำเนินการและนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
การปฏิรูปกฎหมายการเงิน ที่รัฐบาลได้ดำเนินการและนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเลือกกฎหมายที่จะมีประโยชน์ต่อประชาชน และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นก่อน โดยกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.แล้ว เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา คือร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ผ่านวาระที่สองและสามรวดเดียว และกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ทันทีที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กฎหมายใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคือร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้ ที่ผ่านการพิจารณาของ สนช.ในวาระที่ 1 แล้ว อยู่ระหว่างชั้นการแปรญัตติของกรรมาธิการ และก็มีการทักท้วงจากสมาคมธนาคารไทยว่าควรแก้ไขให้กฎหมายนี้นำมาปฏิบัติได้จริง ไม่ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสินเชื่อของลูกค้า
กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่จะส่งผลดีต่อลูกหนี้โดยแท้จริง มุ่งที่จะแก้ไขปัญหาที่ทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบเจ้าหนี้ เพราะไม่มีทางเลือก เนื่องจากต้องการเงินไปใช้ในการลงทุน
กฎหมายเพื่อผู้บริโภคทั้งสองฉบับไม่ได้มีแต่ข้อดีเท่านั้น แต่กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ผู้บริโภคเองจะต้องยอมรับกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ร่าง พ.ร.บ.แพ่งและพาณิชย์ ที่ สนช.แก้ไขผ่านมาแล้ว มีสาระสำคัญ คือ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้และดอกเบี้ยตามสัญญาให้ติดตามทวงถามจากลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อน จึงจะติดตามทวงถามจากผู้ค้ำประกัน
นอกจากนี้ ให้ระบุว่าเจ้าหนี้ไม่สามารถเอาผิดลูกหนี้ได้เกินกว่าวงเงินสินทรัพย์ที่ได้ค้ำประกันเอาไว้หรือเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้เท่ากับหรือมากกว่าหนี้ที่ลูกหนี้ติดค้างไว้ และในกรณีที่นำทรัพย์สินที่จำนองไปขายทอดตลาดแล้วมีมูลค่าเกินกว่าหนี้ที่ค้างอยู่ก็จะต้องคืนเงินส่วนนั้นให้ลูกหนี้ รวมทั้งการติดตามทวงหนี้จะต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันหนี้ล่วงหน้า 6 เดือน
ทั้งนี้ กฎหมายจะไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลังกับสัญญากู้ยืมเงินที่มีก่อนหน้าที่จะแก้ไขกฎหมาย
สำหรับกฎหมายที่แก้ไขนี้จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ค้ำประกันและผู้จำนองซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้ชั้นต้น เนื่องจากเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมมักอาศัยอำนาจต่อรองที่สูงกว่าหรือใช้ความได้เปรียบฟ้องร้องกับผู้ค้ำประกันกรณีที่ลูกหนี้ชั้นต้นผิดชำระหนี้ ทำให้คนเหล่านี้ไม่ได้รับความคุ้มครอง แถมกลายเป็นผู้ถูกฟ้องล้มละลายด้วย
ส่วนร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้ มีสาระสำคัญของกฎหมายอยู่ที่การคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ ร่างกฎหมายกำหนดเวลาติดต่อเพื่อทวงหนี้สินของลูกค้าตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น.
นอกจากนี้ ยังห้ามบุคคลอื่นเว้นแต่บุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ รวมทั้งสถานที่ติดต่อต้องเป็นสถานที่ที่ลูกหนี้ระบุนั้น แต่ในทางปฏิบัติผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นต้องติดต่อกับบุคคลอื่นด้วย เพื่อถามข้อมูลที่จะติดต่อลูกหนี้ ซึ่งข้อขัดข้องต่างๆ นี้ ทางชมรมบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย ได้ขอทักท้วงก่อนที่กฎหมายจะผ่านวาระที่ 2 และ 3 ออกมามีผลบังคับใช้
ข้อทักท้วงของสถาบันการเงินคือ ในเรื่องประเด็นเวลาการติดต่อลูกค้า ที่ร่างกฎหมายกำหนดเวลาติดต่อเพื่อทวงหนี้สินของลูกค้าตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. ทางผู้ประกอบการได้นำสถิติไปประกอบการชี้แจงว่า ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจสะดวกมากที่สุด คือ 08.00-09.00 น. ขณะที่ช่วงเวลา 09.00-20.00 น. บางกรณีลูกหนี้แจ้งว่าไม่สะดวก เพราะเป็นเวลาทำงาน
นอกจากนี้ บทลงโทษที่รุนแรงกรณีเรียกเก็บหนี้ไม่เหมาะสม อาจมีปัญหาการตีความกฎหมาย เช่น การดูหมิ่น หรือถากถาง จึงเห็นว่าความไม่ชัดเจนตรงนี้อาจกระทบกับผู้ประกอบธุรกิจและพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่
ประชา ชัยสุวรรณ ประธานชมรมผู้ติดตามทวงถามหนี้ที่เป็นธรรม ตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะทำให้สถาบันการเงินใช้วิธีการฟ้องร้องดำเนินคดีมากกว่าการติดตามหนี้
ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินจะไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายย่อย เพราะมีความเสี่ยงทวงหนี้ไม่ได้ เพราะถ้าทวงหนี้อาจจะผิดกฎหมาย ผลักดันทำให้เกิดปัญหาหนี้นอกระบบมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ผู้ร่าง พ.ร.บ.ขาดความเข้าใจในความสำคัญของการติดตามทวงถามหนี้ของสำนักงานกฎหมายว่ามีคุณประโยชน์ต่อลูกหนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยที่ศาล และสามารถที่จะลดปริมาณจำนวนคดีที่จะต้องฟ้องร้องต่อศาลลงจำนวนมาก
นอกจากนั้น การทวงถามหนี้โดยสำนักงานกฎหมาย ซึ่งมี พ.ร.บ.วิชาชีพทนายความ กำกับดูแลอยู่แล้ว รวมทั้งต้องปฏิบัติตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
“การแก้ปัญหาการติดตามทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม ควรออกมาใช้กับการทวงถามหนี้นอกระบบมากกว่า เพราะหนี้นอกระบบคิดดอกเบี้ยแพงโหด ไม่เสียภาษี และใช้ผู้มีอิทธิพล มาเฟีย รวมถึงบุคคลในเครื่องแบบ ทำการติดตามทวงถาม” ประชา กล่าว
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากการทำธุรกรรมการเงินของธนาคารพาณิชย์เป็นไปได้สูงว่า ยิ่งกฎหมายมีข้อบังคับมากมายเท่าไหร่ เจ้าหนี้ก็จะยิ่งเข้มงวดกับลูกค้ามากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นไปตามแนวทางการบริหารความเสี่ยง
ตัวอย่างเช่น การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.แพ่งและพาณิชย์ ในเรื่องของผู้ค้ำประกันหนี้ ก็ปรากฏว่าธนาคารเปลี่ยนรูปแบบการปล่อยสินเชื่อใหม่ ไม่เน้นผู้ค้ำประกัน แต่เปลี่ยนให้เป็นผู้กู้ร่วม และเน้นหลักประกันแทน
หลังจากนั้นจึงจะดูศักยภาพของกิจการ และดูกระแสเงินหมุนเวียนรวมทั้งออร์เดอร์ที่มีในมือ มาพิจารณามากกว่าจะดูคนค้ำประกันสินเชื่อ
แม้ธนาคารพาณิชย์จะยืนยันว่า การปรับรูปแบบการให้สินเชื่อและการเข้มงวดมากยิ่งขึ้นจะเป็นไปตามการประกอบธุรกิจ แต่โดยข้อเท็จจริงกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
และจากแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อของธนาคารที่ด้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจ ก็ทำให้ยอดการปฏิเสธคำขอสินเชื่อของธนาคารเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ ธปท.ระบุว่า ในช่วง 6 ไตรมาสที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคหรือสินเชื่อครัวเรือน ซึ่งล่าสุดยอดอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มนี้มีปรับลดลงมาอยู่ที่ 50% เทียบกับปลายปี 2555 ที่มียอดอนุมัติสินเชื่อราว 70% เท่ากับว่ายอดปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 30% มาอยู่ที่ 50% ในปัจจุบัน
ฉะนั้น กฎหมายที่เข้มงวดก็จะเป็นอุปสรรคของการปล่อยกู้ การเข้าถึงแหล่งเงินของลูกค้าอาจจะยากขึ้น แต่หนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ก็จะไม่เพิ่มมากนัก
นี่คือตัวอย่างของกฎหมายที่ได้อย่างเสียอย่าง แต่หากทำให้ส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ ก็ถือว่าเป็นกฎหมายที่มีคุณมากกว่าโทษ







