posttoday
จ่ายภาษีแบบไร้ศีลธรรม

จ่ายภาษีแบบไร้ศีลธรรม

06 ตุลาคม 2557

ในกระบวนเรื่องที่ท้าทายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคนทำมาหากินทั่วไปคงจะไม่มีเรื่องไหนยิ่งไปกว่าการเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance)

ในกระบวนเรื่องที่ท้าทายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคนทำมาหากินทั่วไปคงจะไม่มีเรื่องไหนยิ่งไปกว่าการเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance)

ทั้งนี้ เพราะเรื่องอื่นๆ ในโลกนั้น ดีเลวก็อาจว่าไปตามเนื้อผ้าได้โดยง่าย ในขณะที่เรื่องเลี่ยงภาษีนั้นเป็นของหมิ่นเหม่อาจมองได้ทั้งสองทาง ทางหนึ่งคนก็ว่าการเลี่ยงภาษี กล่าวคือการใช้ช่องทางตามกฎหมายเพื่อให้จ่ายภาษีน้อยที่สุดนั้น ต่อให้ถูกกฎหมายแค่ไหนก็เป็นเรื่องไม่ถูกศีลธรรม เพราะเหมือนตอนทำธุรกิจตั้งอกตั้งใจแสวงหารายได้เต็มที่ แต่ถึงเวลาจ่ายคืนให้กับรัฐ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้นั้นกลับทำอย่างเสียไม่ได้ ไม่สมน้ำสมเนื้อกัน

ในทางตรงกันข้าม อีกฝ่ายหนึ่งก็แก้ว่าการเลี่ยงภาษีไม่เห็นมีที่ไม่ถูกศีลธรรมตรงไหน เพราะธุระอะไรที่คนที่ได้จ่ายภาษีตามกฎหมายถูกต้องแล้วจะต้องหาเรื่องเทเงินเข้ารัฐให้มากกว่านั้นเข้าไปอีก ในเมื่อสุดท้ายเงินนั้นก็คือเงินของเขา ไม่ใช่เงินรัฐ อย่าว่าแต่ถ้าบอกว่าการไม่เอาเงินให้รัฐเป็นเรื่องไม่ถูกศีลธรรม ก็เท่ากับบอกว่าการเอาเงินให้รัฐ ถือเป็นเรื่องถูกศีลธรรมทั้งสิ้น ทั้งที่ความจริงการใช้เงินของรัฐ ก็ไม่เห็นได้วิเศษวิโสกว่าการใช้เงินของเอกชนที่ตรงไหน ไหนจะก่อหนี้สาธารณะ ไหนจะสนับสนุนสงคราม ไหนจะทำเรื่องอะไรอีกหลายอย่างที่คนเขาไม่เห็นด้วย

ข้อสนับสนุนหลักของฝ่ายนี้ก็คือคำพิพากษาต่างๆ นานาที่บอกว่าการเลี่ยงภาษีไม่ผิดกฎหมาย อย่างเช่น คำพิพากษาของลอร์ด ไคลด์ ในคดีที่กรมสรรพากรของอังกฤษฟ้องผู้เลี่ยงภาษีคนหนึ่งในปี 1929 ที่ว่า “ไม่มีบุคคลใดในประเทศนี้ที่จะมีหน้าที่แม้แต่น้อยหนึ่ง ไม่ว่าจะหน้าที่ในทางศีลธรรมหรือในทางอื่น ในอันที่จะต้องจัดสรรธุรกิจหรือทรัพย์สินของตน เพื่อให้กรมสรรพากรสามารถเข้ามากอบโกยได้มากที่สุด เพราะกรมสรรพากรนั้นๆ ไม่เคยช้าอยู่แล้วที่จะหาช่องประดาภายใต้กฎหมายภาษีเพื่อถลุงกระเป๋าของผู้จ่ายภาษี โดยนัยนี้ผู้จ่ายภาษีผู้ฉลาดย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันการผลาญทรัพย์ดังกล่าวของกรมสรรพากรได้โดยวิธีการต่างๆ เท่าที่เขาจะอาจทำได้โดยสุจริต”

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการเลี่ยงภาษีจะถูกหรือผิดศีลธรรม แต่ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะเห็นตรงกันว่าหากการกระทำหนึ่งๆ ล่วงเลยการเลี่ยงภาษีไปสู่ขั้นการ “หนีภาษี (Tax Evasion)” กล่าวคือการใช้ช่องทางผิดกฎหมายเพื่อให้จ่ายภาษีน้อยที่สุดแล้ว เมื่อนั้นการกระทำก็จะเป็นอันผิดทุกประตู ไม่ว่าจะในทางศีลธรรมหรือประการใดๆ

แต่ก็อีกนั่นแหละ ข้อสังเกตนี้ใช้ได้กับคนดีๆ เท่านั้น แต่ใช้ไม่ได้กับคนโกง เพราะคนโกงนั้น อย่าว่าแต่การเลี่ยงภาษีเลย ต่อให้การหนีภาษีก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไรทั้งสิ้น ดังเรื่องที่คุณ “กลุ้มใจ” แจ้งมาที่หางกระดิกหมาเมื่อไม่นานมานี้ เรื่องมีอยู่ว่าคุณกลุ้มใจ แกไปซื้ออาคารสำนักงานมาแห่งหนึ่งบนถนนธุรกิจสายสำคัญของกรุงเทพฯ ซึ่งตามกฎหมายเจ้าของตึกย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนให้กับ กทม. ภายในเดือน ก.พ.ของทุกปี

ตามหลักการนั้น ภาษีโรงเรือนเขาเก็บคงที่อยู่ที่อัตราร้อยละ 12.5 ของ “ค่ารายปี” หรือประโยชน์ที่พื้นที่นั้นๆ อาจทำได้ในปีหนึ่ง ดังนั้นเจ้าของตึกจะเสียภาษีโรงเรือนมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าค่ารายปีของพื้นที่นั้นๆ สูงหรือต่ำ ถ้าค่ารายปีต่ำภาษีโรงเรือนก็จะไม่กี่สตางค์ แต่ถ้าค่ารายปีสูงมากๆ ภาษี 12.5% ก็อาจจะก้อนใหญ่จนน่าใจหายได้ ทั้งนี้วิธีการคำนวณค่ารายปีนั้น ถ้าเป็นตึกที่เจ้าของปล่อยให้คนอื่นเช่า เจ้าหน้าที่ก็จะเอาค่าเช่ารวมกันทั้งปีมาเป็นค่ารายปี แต่ถ้าตึกนั้นเจ้าของใช้ทำสำนักงานเอง ไม่ได้ให้ใครเช่า ไม่มีค่าเช่าจะเอามาคิดเป็นค่ารายปี กฎหมายก็กำหนดให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ประเมินค่ารายปีขึ้นมา โดยดูจากทรัพย์สินในบริเวณใกล้เคียงกัน ที่มีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเล ที่ตั้ง ฯลฯ คล้ายคลึงกับตึกนั้นเป็นเกณฑ์

และนี่เองก็คือที่มาของปัญหาของคุณกลุ้มใจ

เพราะก่อนถึงกำหนดที่คุณกลุ้มใจจะต้องเสียภาษีโรงเรือน ก็ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ติดต่อมา ถามว่า “ปีนี้จะเอาเหมือนเดิมหรือเปล่า?” ทีแรกคุณกลุ้มใจแกก็งง ไม่รู้เหมือนเดิมอะไร แต่ถามไปถามมา สุดท้ายก็สว่างว่าที่ว่าเหมือนเดิมก็คือ จ่ายใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ 1 ล้านบาท แล้วเจ้าหน้าที่จะประเมินค่ารายปีให้ต่ำๆ จนภาษีโรงเรือนลดจาก 8 ล้านบาท เหลือเพียง 2 ล้านบาท

ด้วยความที่เป็นคนตรง คุณกลุ้มใจแกจึงแข็งใจบอกไปว่า “ไม่เหมือนเดิมครับ แปดล้านก็แปดล้าน ผมไม่หนีภาษี” แต่แล้วก็นั่งนึกเสียดายว่าภาษีตั้ง 5 ล้านที่อาจประหยัดได้ น่าจะเอาไปทำอะไรได้อีกมาก กระทั่งลูกน้องก็ยังบ่นว่าไม่รู้คุณกลุ้มใจ จะมานั่งทำตัวเป็นพระเอกทำไม เพราะภาษี 5 ล้านนั้นต่อให้คิดว่าประเทศเสียหายแต่เฉลี่ยแล้วก็เสียคนละไม่ถึง 10 สตางค์ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าคุณกลุ้มใจ กลุ้มใจได้ไม่นาน เพราะว่าพอถึงเวลาประเมินภาษี สุดท้ายตัวเลขประเมินก็ออกมา 2 ล้านบาทอยู่ดี แม้จะไม่มีการจ่ายคอร์รัปชั่น คุณกลุ้มใจแกก็สงสัย คิดว่าเจ้าหน้าที่ลองใจ แต่สืบเสาะไปมาก็ได้ความว่าที่เจ้าหน้าที่ไม่คิดภาษีคุณกลุ้มใจเต็มที่นั้น ไม่ใช่เพราะว่าเจ้าหน้าที่ต้องการตอบแทนความซื่อสัตย์ของคุณกลุ้มใจอย่างเรื่องรุกขเทวดากับคนผ่าฟืน แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่คิดเต็มที่ไม่ได้ ด้วยเหตุที่ว่าบนถนนสายนั้นทั้งสาย เจ้าหน้าที่ไปรับเงินใต้โต๊ะเขาไว้หมดแล้ว เจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่ต้องกดค่ารายปีของย่านนั้นให้ต่ำ ดังนั้นขืนปล่อยค่ารายปีของคุณกลุ้มใจสูงโด่มาคนเดียว ทั้งๆ ที่เป็นตึกอยู่ในย่านเดียวกัน ความก็จะแตกว่าเจ้าหน้าที่ทุจริตในการประเมินค่ารายปี คุณกลุ้มใจจึงรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

แล้วถามว่าคุณกลุ้มใจแกกลุ้มใจอะไร ใต้โต๊ะก็ไม่ต้องจ่าย ภาษีก็เสียถูกๆ แกบอกว่า “ก็ตอนนี้ผมกลายเป็นแกะดำ ไอ้พวกเศรษฐีบนถนนสายนั้นทั้งหมด มันหาว่าผมเอาเปรียบ ทำนาบนหลังคน ไร้จิตสำนึก บางคนก็บอกว่าทุเรศ เห็นแก่ตัวจะพลอยทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนกันทั้งย่าน”

นี่แหละครับ จิตสำนึกหรือศีลธรรมมันก็พิสดารอย่างนี้นี่เอง พอพูดกันมากๆ เข้า คนดีเลยรู้สึกผิด ส่วนคนโกงกลับอ้างกันสบายไปเลย ดังนั้นจะปลูกฝังจิตสำนึก ศีลธรรม ค่านิยมอะไรก็ทำกันไปเถิดครับ แต่อย่าลืมเรื่องการวางระบบกลไกอะไรต่างๆ ให้มันเป็นเรื่องเป็นราว บิดเบือนยากกว่าตรรกะเพี้ยนๆ เหล่านี้หน่อยก็แล้วกัน

ไม่งั้นก็เห็นจะ “เหมือนเดิม” อีก

แล้วคราวนี้จะบ่นว่ากลุ้มใจไม่ได้นา

ข่าวล่าสุด

ผู้ประกันตน กว่า 79% คาดหวังบอร์ดชุดใหม่ ปรับสิทธิรักษา-เงินบำนาญ

ผู้ประกันตน กว่า 79% คาดหวังบอร์ดชุดใหม่ ปรับสิทธิรักษา-เงินบำนาญ