posttoday

"ตกเรือ"เสียงสะท้อนจากแรงงานทาสบนเรือประมง

03 ตุลาคม 2557

สาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานเหล่านี้ยอมตกเรือก็เนื่องมาจากการตกเป็นแรงงานบังคับ ที่ถูกใช้งานไม่ต่างจากทาส

โดย...นรินทร์ ใจหวัง

ช่างปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมาว่า มีการพบลูกเรือไทยและต่างชาติ ที่ "ตกเรือ" บริเวณเกาะอัมบล ประเทศอินโดนีเซีย และได้มีความพยายามช่วยเหลือให้กลับภูมิลำเนา จนกระทั่งวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ลูกเรือไทยที่ตกเรือจำนวน 6 คนก็ได้เดินทางกลับมาถึงแผ่นดินแม่ได้โดยสวัสดิภาพ ทว่าในความเป็นจริงแล้วยังมีลูกเรือที่ตกเรืออีกจำนวนมากที่ หลบซ่อนอยู่ในเกาะต่างๆ ในอินโดนีเซีย

"ตกเรือ"คืออะไร

ตกเรือคือการหนีออกจากเรือของแรงงานประมงที่ไม่สามารถอยู่บนเรือต่อได้ โดยแรงงานดังกล่าวอาจยอมหนี ด้วยการกระโดดจากเรือเพื่อว่ายน้ำไปขึ้นเกาะที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งก็ได้รับบาดเจ็บ ส่วนบางรายจะรีบหนีออกจากเรือขณะที่เรือเข้าเทียบท่าบริเวณเกาะใดเกาะหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย แล้วไม่ยอมกลับขึ้นเรืออีก

สาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานเหล่านี้ยอมตกเรือก็เนื่องมาจากการตกเป็นแรงงานบังคับ ที่ถูกใช้งานไม่ต่างจากทาส อาทิ คนงานที่ถูกกังขังทั้งบนบกหรือในเรือ โดยเอกสาสำคัญจะถูกเก็บไว้กับนายจ้างหรือไต้ก๋งเรือ (พลาสปอร์ต ซีแมน บุ๊ก), ถูกทำร้ายร่างกาย, อยู่ในสภาพของคนมีหนี้ หรือเป็นแรงงานขัดดอก ,โดนลงโทษทางการเงิน เช่นหักเงินโดยไม่ถูกต้อง ไม่จ่ายค่าจ้าง เรียกได้ว่าแรงงานบังคับเหล่านี้ก็คือประเภทหนึ่งของการค้ามนุษย์

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) ที่ทำการสำรวจเรื่องแรงงานงานบังคับที่ทำงานประมงในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2012 พบว่า ในจำนวนลูกเรือกว่า 500 ชีวิต จะมีกว่า 17% ที่เข้าข่ายเป็นแรงงานบังคับ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุของวงจรนี้เกิดขึ้นจากการที่เจ้าของกิจการเลือกใช้บริการนายหน้าทั้งคนไทย และนายหน้าประเทศต้นทางเช่นกัมพูชา เมียนมาร์ เพื่อหาคนเข้ามาทำอย่างไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก เช่นแรงงานต่างด้าวไม่จดทะเบียนก็ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใดๆ ได้ คล้ายกับต้องทำงานอย่างหนักแต่กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนเท่าที่ควร หรือไม่ได้รับเลย

ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการ Human Right Watch Asia ผู้ที่คลุกคลีกับเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน ฉายภาพในประเด็นนี้ว่าเป็นสิ่งที่น่าหนักใจมาเป็นเวลานาน โดยสาเหตุพื้นฐานมาจากนายหน้าที่ล่อลวงทั้งคนไทยและข้ามชาติ ในคนไทยจะหาหลอกคนที่เพิ่งมาจากต่างจังหวัด คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน หรือดูติดสุราจากบริเวณ หัวลำโพง สนามหลวง หมอชิต มาลงเรือโดยประมงนอกน่านน้ำไทย โดยแรงงานเหล่านั้นจะเป็นหนี้ทันทีจากค่านายหน้าที่นายจ้างต้องจ่ายให้คนพามา ตั้งแต่ 15,000-25,000 ขึ้นไป

“มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นนานมากแล้ว มูลนิธิกระจกเงาบอกชัดเจนว่ามีกระบวนการทำอย่างไร แนะนำว่าภาครัฐ, ตำรวจควรจะทำอย่างไร แต่ก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ มีการทำวิจัยหลายหน่วยงาน สัมมนากับรัฐ ซึ่งครม.เห็นชอบทุกอย่าง รัฐบาลทุกสมัยทราบดีว่าปัญหาการค้ามนุษย์ของการทำอุตสาหกรรมนี้ เกิดขึ้นทุกที่และเป็นระบบ เพราะขาดแคลนแรงงาน มีคนไม่พอจะทำอย่างไรได้ ก็ต้องติดต่อนายหน้า พามาคนมาทำงานโดยไม่มีคำถามว่า มาจากไหน เอามาอย่างไร เจ้าของเรือก็เพียงแต่จ่ายเงินค่าหัวไปในที่สุด มันไม่มีอะไรคืบหน้า จัดสัมมนากี่ครั้งก็ได้ แต่มันไม่ทำให้ต่างชาติเชื่อถือว่าผลิตภัณฑ์ของไทย ไร้การค้ามนุษย์ ไร้แรงงานบังคับ หวังว่าเราจะแก้ปัญหาได้ ผมพร้อมที่จะแก้กับทุกฝ่าย แต่ว่าต้องมีจิตจำนง ความตั้งใจที่จะทำ เชิญรัฐมนตรีมาพูดๆ แล้วก็ออกไป ถ่ายรูป มันไม่ได้แล้ว"โรเบิร์ตสันระบุ

"ตกเรือ"เสียงสะท้อนจากแรงงานทาสบนเรือประมง

6 ปีกับนรกบนเรือ

สุรชัย ชายชาวพม่า เจ้าหน้าที่มูลนิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) อดีตแรงงานบนเรือนรกของคนไทยเล่าประสบการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อ6 ปีก่อนเคยได้ลงเรือไปทำประมงกับไต้ก๋งคนไทย โดยสมัครใจเอง เพราะเชื่อใจไต้ก๋ง และต้องการเงินสักก้อน ก่อนที่จะพบความเลวร้ายอย่างที่ไม่คาดฝันมาก่อน

“ผมจงใจไปเองครับ ไต้ก๋งบอกไปปีเดียวก็กลับ มีคนยินดีจะไป 8 คน เพราะอยากได้เงินสักก้อน เราขึ้นเรือที่ จ.สมุทรสาคร ผมช่วยเขาตั้งแต่เรือต่อใหม่ รู้จักไต้ก๋งเรือดี สนิทกัน เขาชวนไปด้วยพูดดีมาก บอกว่าไปออกเรือไปอินโดฯก็เหมือนทำในชายฝั่งนี่แหละ ผมก็ยังช่วยเขาต่อเรืออยู่หลายวัน ไม่มีคนงานให้เห็น แต่พอเรือจะออกแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น นายหน้าก็พาคนมาขึ้นเรือ ทั้งพม่า เขมรมาประมาณ 20 คน นายหน้าได้เงินคนงานละ15,000 ถ้าเป็นคนงานเก่าได้นายหน้าจะได้ 30,000 แต่พอเรือออกฝั่งครับ ฉี่ในห้องน้ำยังไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่เรามองเห็นอยู่ แต่เขาไล่ไปฉี่ท้ายเรือ

ผมก็ถามคนพม่าด้วยกันว่ามาได้ไง เขาก็บอกว่าเราจะไปลงเรือใกล้ๆ แค่นี้เอง(ถูกหลอกว่าทำประมงชายฝั่ง) นายหน้าบอกอย่างนั้น เด็กเขมรอายุ13-14 ปีก็มี รอบที่ออกไปต้องอยู่กลางทะเลนาน 72 เดือน ทั้งที่เคยบอกเอาไว้ว่าไม่เกิน 30 เดือน แต่พอเอาเข้าจริงผมโดนออกไปอยู่ในทะเล 6 ปี ได้เข้าเกาะแค่ 6 ครั้ง ครั้งละ 1สัปดาห์ ถึง 1 เดือน แล้วแต่เรือจะบางทีเสบียงหมด พวกผมต้มปลากิน"

เมื่อกล่าวถึงเอกสารสำคัญประจำตัว สุรชัยกล่าวพร้อมส่ายหัวและเล่าว่า

“ผมชื่อสุรชัย เป็นพม่าครับ แต่หนังสือเดินทางเป็นอีกคน ชื่อเอกชัย มโนศิริ เป็นคนร้อยเอ็ด มีเจ้าหน้าที่ขึ้นเรือ สั่งให้ถ่ายรูป เขาจะพยายามให้เราจำชื่อ เธอชื่อเอกชัยนะ จำไว้ๆ จากนั้นก็ออกเรือไป 20 กว่าวัน เราต้องทำงานไม่ได้หลับไม่ได้นอน จนกว่าเขาพอใจ พักนั่งกินข้าวแค่15 นาที เสร็จปุ๊บต้องทำงานทันที นึกถึงอวนความยาว 15ไมล์สิครับ มี 3,000 ลูก ลูกหนึ่ง 3-4 วาครึ่ง  วันหนึ่งๆ นอนแค่4 ชั่วโมง 1ทุ่ม –5ทุ่ม หลังจากนั้นทำงานตลอด ปลาจะติดไม่ติดไม่เกี่ยว ต้องเฝ้าอวน บางคนเมาเรือ รอคอยว่าเมื่อไหร่เรือจะมารับ เพราะโดนหลอกไม่รู้ตัวว่าจะเปลี่ยนไถ่ตัวกันกลางทะเล เมาเรือ ทานอาหารไม่ได้ เป็นอาทิตย์ จนซีดเหลือง ในเรือมียานะครับ สมมุติผมปวดท้องแต่จะได้ยาอีกอย่างหนึ่งมากิน ผมเชื่อว่านายจ้างบางคนจะไม่รู้ว่า อะไรเกิดขึ้นบ้างในทะเล เพราะถือว่าจ้างไต้ก๋งไปแล้ว บางเรื่อง ท่านอาจมองว่าไม่สำคัญ แต่มันอาจสำคัญกับแรงงานมากๆ อย่างพวกเรา น่าจะมีมาตรการที่อะไรบ้างเช่นหักเงินไต้ก๋ง เพราะถ้าไต้ก๋งเลวร้าย ก็ไม่มีที่ไหนสบาย”

เมื่อถามถึง6 ครั้งที่แรงงานประมงสามารถขึ้นเกาะได้ ทำไมจึงไม่หนี หรือพยายามติดต่อให้คนช่วยเหลือ ประเด็นนี้สุรชัยตอบด้วยน้ำเสียงปวดร้าวว่า

"ไต้ก๋งยิ่งกว่าพระเจ้าครับ ถ้ามีเงิน ไม่ต้องกลัวทางรัฐ(อินโดนีเซีย)ครับ คอยให้เงินไป พวกตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ก็เป็นพวกเดียวกับไต้ก๋ง สบายๆครับ ให้ปลาโอไปตัวหนึ่งเรื่องอะไรก็จบ ผมไม่ได้หยามเขานะครับแต่ผมเจอด้วยตัวเอง จะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ ในเมื่อเราเข้าไปที่เกาะไม่ใช่ว่าจะออกเรือไปเมื่อไหร่ก็ได้ ต้องรอเขาอนุญาต กระทรวงสาธารณะสุขอินโดฯจะมาตรวจ พร้อมกับ ตม. เชื่อมั้ยครับ ระยะ6ปีอยู่บนเรือ เรือยังเปลี่ยนชื่อเรือเป็นว่าเล่น" 

แต่ท้ายที่สุดก่อนเทศการสงกรานต์ของปีที่แล้ว สุรชัยก็ได้กลับขึ้นสู่แผ่นดินไทยอีกครั้ง เนื่องจากเรือที่เขาทำงานถึงเวลาต้องได้รับการซ่อมแซม และปัจจุบัน สุรชัย ก็ทำงานกับมูลนิธิLPN เพราะตั้งใจอยากช่วยเหลือคนงานประมงที่ยังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา ทั้งนี้สุรชัยได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างจำนวนเงิน 200,000 บาท และฝากเตือนคนที่สนใจจะไปทำประมงนอกน่านน้ำให้ศึกษาข้อมมูลให้ดีก่อน

“ครั้งแรกที่ผมกลับมาได้ ผมไม่ได้ดีใจว่าผมได้เงิน ถ้าเรือไม่เสียเราก็อาจไม่ได้กลับเข้าประเทศไทย สำหรับความรู้สึกของผม ผมอยู่มา 23 ปี ไม่เคยเห็นคนไทยใจร้ายขนาดนี้ ไต้ก๋งคนไทยคนนี้ผมจำชื่อตลอดเวลาจนผมตาย”สุรชัยกล่าว

"ตกเรือ"เสียงสะท้อนจากแรงงานทาสบนเรือประมง

มีทางออก ถ้าทุกฝ่ายจริงใจ

จากการเปิดประเด็นเรื่องประมงที่ตกเรือ ที่เกาะอัมบล ครั้งนี้กลุ่มคนที่ดูจะถูกเป็นจำเลยของสังคมทันที่อย่าง สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย ก็พยายามออกมาชี้แจงว่าไม่ใช่เรือทุกลำที่จะเลวร้ายไปหมด และเรียกร้องให้ภาครัฐมีนโยบายลงโทษเรือที่ค้ามนุษย์เหล่านี้ให้เฉียบขาด

อภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ ที่ปรึกษากิติมศักดิ์และกรรมการบริหารสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย(TOFA) ระบุว่าเชื่อว่ายังมีเรือประมงไทยอีกมากที่ทำงานด้วยความไม่เอาเปรียบ แต่ต้องมาเสียหายกับเรือประมงบางลำที่โหดร้ายและกดขี่แรงงาน ดังนั้นต้องการให้สังคมอย่าเหมารวม

"ถ้ายังมีไต้ก๋งชั่ว ๆ ผู้ประกอบการ ชั่วๆ อยู่ ผมขอให้สังคมประณามและจำกัดคนเหล่านั้นทิ้ง เพราะทำให้เสียหายต่อกลุ่มที่ทำงานถูกต้อง ต้องจ่ายสัมปทานมากมายแต่ละครั้ง พวกนี้พาคนดีซวยไปด้วย รัฐต้องเข้าไปจัดการ  ผมว่าไต้ก๋งส่วนใหญ่ยังดูแล ลูกน้องได้ดี แต่แบบที่สุรชัยเล่ามาควรจับติดคุกให้หมด"

ทั้งนี้ ดร.บัณทิต โชคสงวน ผู้เชี่ยวชาญจาก ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) ให้ข้อมูลที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ว่าพื้นฐานสำคัญคือเรื่องทะเบียนเรือ และ อาชญาบัตร ซึ่งพื้นฐานและต้นเหตุของการทำรประมงผิดกฎหมาย ไร้การควบคุม ถ้าทุกประเทศสามารถหันกลับมาดูเรื่องพวกนี้ เชื่อปัญหาว่าอื่นๆ คงเบาลงไป

“เราพบว่ามีความยุ่งยากพอสมควรกับการการจดทะเบียนเรือ  จึงต้องเริ่มทำใหม่โดยเริ่มที่ความยาวเรือตั้งแต่24 เมตรขึ้นไปก่อน ซึ่งกำลังเริ่มได้ดี ประเทศไทยตอนนี้มีอยู่ 800 ลำ ทุกประเทศในอาเซียนทยอยส่งเรือมาประมาณประเทศละ 30ลำก่อน เพื่อทำฐานข้อมูลในอินเทอร์เน็ต เช่น ชื่อเรือ ชื่อลูกเรือ ไต้ก๋ง ขนาด ทะเบียนเรือ ถ้าเราทำข้อมูลเรือให้เข้มแข็งถูกต้อง น่าจะแก้ปัญหาเรื่องปัจจุบันนี้ได้

อีกเรื่องการการป้องกันผลิตภัณฑ์ปลาที่เข้าข่ายทำประมงโดยผิดกฏหมาย และใช้แรงงานเข้าข่ายค้ามนุษย์ เข้ามาอยู่ในห่วงลูกโซ่ธุรกิจการประมง โดยการเริ่มดูแลให้ความรู้ความปลอดภัยในทะเล การทำงาน โดยการฝึกอบรม จัดหลักศูตร 3-5วัน เพื่อให้แรงงานรู้ว่าทำประมงอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งคนไทย และต่างชาติ เขาควรมีความรู้ ข้อมูลในการทำงาน เป็นสิทธิที่ควรไปได้รับ ส่วนการทำงานบนเรือ ชั่วโมงการทำงาน ควรมีการทราบทั้งเถ้าแก่ และลูกจ้างก่อนไป ซึ่งฝ่ายรัฐ กรมประมง เจ้าท่ากรมศุล  ฯลฯ ถ้ามีความร่วมมือแจ้งอย่างตรงไปตรงมา มีความจริงใจผมว่าแก้ได้”ดร.บัณฑิตระบุ

ภาพจาก LPN: Labour Rights Promotion Network Foundation

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง