posttoday
ปตท. กับสวัสดิการรัฐ (2)

ปตท. กับสวัสดิการรัฐ (2)

01 ตุลาคม 2557

ทำอย่างไรจะได้ประโยชน์ส่วนรวมสูงสุดจาก ปตท. บทความภาค 1 แสดงให้เห็นว่า หากใช้ ปตท.เป็นเครื่องมือให้สวัสดิการโดยตรงอย่างที่ฝ่าย “ทวงคืน” กดดันด้วยกระแสชาตินิยมประชานิยม แม้จะได้ใจมวลชน แต่จะมีผลเสียหลายประการ

ทำอย่างไรจะได้ประโยชน์ส่วนรวมสูงสุดจาก ปตท. บทความภาค 1 แสดงให้เห็นว่า หากใช้ ปตท.เป็นเครื่องมือให้สวัสดิการโดยตรงอย่างที่ฝ่าย “ทวงคืน” กดดันด้วยกระแสชาตินิยมประชานิยม แม้จะได้ใจมวลชน แต่จะมีผลเสียหลายประการ

(1) เป็นเครื่องมือที่ขาดประสิทธิภาพ เพราะช่วยคนมีฐานะมากกว่าคนจนหลายเท่า แถมรั่วไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน (2) สร้างผลกระทบ เช่น การใช้พลังงานขาดประสิทธิภาพ ทำลายการแข่งขัน (3) เกิดผลเสียต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ต้องนำเข้าของแพง LPG กระทบผู้ใช้น้ำมัน LNG ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นสำหรับทุกคน อีกทั้งรายได้รัฐไม่พอ ต้องสรรหาภาษีเพิ่มจากทั้งเศรษฐีและชาวบ้านร้านตลาด

ฉะนั้น แทนที่จะใช้ ปตท.เป็นเครื่องมือให้สวัสดิการโดยตรง รัฐควรใช้ ปตท.เป็นเครื่องมือหาเงินเข้ากองกลาง เพื่อนำไปจัดสวัสดิการอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ถูกกลุ่มเป้าหมายและถูกวิธีที่ยั่งยืนจะดีกว่า

แต่...ไม่ได้แปลว่า ปตท.จะหาเงินได้ตามใจชอบ เพราะรัฐไม่ควรให้ธุรกิจไหนเอาเปรียบลูกค้าประชาชนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือแม้จะเป็นรัฐวิสาหกิจก็ไม่สมควร

ยิ่ง ปตท.มีภาพลักษณ์ว่ากำไรสูงเกินไป แม้จะขึ้นๆ ลงๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แตะแสนล้านแค่ปี 2554 และ 2555 ยิ่ง ปตท.ไม่ได้เป็นของรัฐ 100% หากมีกำไรเกินควรก็จะเข้ามือเอกชน 34% เข้ารัฐเพียง 51% +15% ก็ยิ่งใช้ไม่ได้!

ดังนั้น จึงต้องมีการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ทั้งภายในและภายนอกองค์กร คือ การปฏิรูปนั่นเอง

< 1 > กำกับดูแลการบริหาร – ซึ่งน่าจะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมดด้วย

รัฐต้องแยกการกำกับดูแล การกำหนดนโยบาย และการดูแลผลประโยชน์ของรัฐออกจากกัน แล้วให้หน่วยงานอย่างกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ถือหุ้นดูแลให้ ปตท.ทำธุรกิจอย่างเป็นมืออาชีพที่มีจรรยาบรรณ โดยไม่ให้ส่วนอื่นเข้ามาแทรกแซง

ต้องปฏิรูปกติกาสร้างความโปร่งใสในการสรรหาบอร์ดและ CEO ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ให้ได้คนมีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ ป้องกันการแต่งตั้งพวกพ้องของผู้มีอำนาจ เพราะอาจจะเข้ามาล้วงลูกในการจัดซื้อจัดจ้าง และการตัดสินใจลงทุน ซึ่งต้องทำอย่างมืออาชีพ การแต่งตั้งโยกย้ายต้องถือผลงานและประโยชน์องค์กรเป็นที่ตั้ง มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล สกัดกั้นระบบอุปถัมภ์เพราะจะทำให้องค์กรอ่อนแอ และต้องห้ามผู้บริหารจัดตั้งธุรกิจที่หาประโยชน์กับ ปตท.

ผู้บริหารและพนักงานควรได้ค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ในตลาด แรงงานระดับชาติ แต่ผู้บริหารที่ไปเป็นกรรมการบริษัทในเครือ ไม่ควรให้รับค่าตอบแทนซ้ำซ้อน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ความรับผิดชอบ

ป้องกันปัญหาผลประโยชน์ขัดกัน เช่น ห้ามผู้ที่กำกับดูแลหรือมีอำนาจกำหนดนโยบายมาเป็นกรรมการ ปตท. ข้าราชการที่เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ จึงควรได้รับผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสม ส่วนเกินให้นำส่งคลัง

ความเป็นมืออาชีพที่มีจรรยาบรรณนี้เกิดขึ้นง่ายกว่าในภาคเอกชน แต่ในรัฐวิสาหกิจที่รัฐมีหุ้นมีอำนาจมาก โอกาสเกิดธรรมาภิบาลก็ยิ่งน้อย

< 2 > กำกับดูแลตลาดภายนอกองค์กรให้มีการแข่งขันให้มากที่สุด ส่วนที่ไม่แข่งขันรัฐก็ต้องดูแลให้โปร่งใสเป็นธรรม

lพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า 2542 กฎหมายฉบับนี้ต้องเร่งปฏิรูป เพื่อให้ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจ และปรับโครงสร้าง คกก.การแข่งขันทางการค้าให้เข้มแข็งและเป็นอิสระ ทั้งควรมีความเชื่อมโยงกับองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคด้วย หาก คกก.พบว่า ปตท.ใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างมิชอบ ก็สามารถลงโทษและบังคับให้เปลี่ยนโครงสร้างหรือวิธีการได้ เรื่องแรกๆ ที่ควรพิจารณาคือ ข้อกล่าวหาต่อธุรกิจปิโตรเคมีและโรงแยกก๊าซ

lพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน 2550 ครอบคลุมกิจการส่วนที่เป็นการผูกขาดโดยธรรมชาติ เป็นกฎหมายที่ดึงอำนาจรัฐออกจากบริษัท ปตท. นอกจากเรื่องการรอนสิทธิและเวนคืนที่ดินเอกชนแล้ว ที่สำคัญอำนาจการออกใบอนุญาตให้ใช้ระบบท่อ (และอะไรอีกหลายอย่าง) ขึ้นอยู่กับ คกก.กำกับกิจการพลังงาน (Regulator) ที่สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่เห็นสมควร ถ้าเข้าใจประเด็นนี้ การเรียกร้องความเป็นเจ้าของท่อก็จะมีความหมายน้อยลงมาก

ที่ผ่านมา Regulator ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง จึงไม่แปลกใจที่ถูก คสช.ปลดยกชุด และแต่งตั้งชุดใหม่ด้วยอำนาจพิเศษ ก็หวังว่า Regulator ใหม่จะปฏิรูปการใช้กฎหมาย ทำหน้าที่อย่างเข้มข้น รวดเร็วและกล้าหาญ อาทิ เปิดเสรีการใช้ท่อ (Third Party Access) ให้เป็นรูปธรรม กำหนดค่าผ่านท่ออย่างโปร่งใส เป็นธรรม แม้จะเป็นเพียง 22 สตางค์/หน่วย ในค่าไฟฟ้า และ 66 สตางค์/กก. ในราคา LPG

สิ่งเหล่านี้ควรปฏิรูปอยู่แล้ว ไม่ว่าจะนำ ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% หรือไม่ เพราะจะทำให้ระบบเศรษฐกิจพลังงานเข้มแข็งมั่นคง ประชาชนมีพลังงานใช้พอในราคาที่เป็นธรรม แต่ถ้ามีการทวงคืน ซึ่งก็จะต้องสิ้นเปลืองเงินกว่า 340,000 ล้านบาท ซื้อกลับมา โอกาสจะปฏิรูปอาจน้อยลงไปเพราะผู้มีอำนาจคงอยากเก็บ ปตท.แบบเดิมไว้ผดุงอำนาจ อาจทำด้วยใจบริสุทธิ์ หรือเจตนาหาประโยชน์ก็เป็นได้

ในปี 2556 รัฐได้รายได้จาก ปตท.รวม 60,742 ล้านบาท จากภาษีนิติบุคคล 41,763 ล้านบาท และเงินปันผล 18,979 ล้านบาท โดยรัฐยังเป็นเจ้าของทรัพย์สินสุทธิใน ปตท.อีกราว 665,530 ล้านบาท (66% ณ 29 ก.ย.)

หากมีการปฏิรูปการกำกับดูแลข้างต้น รายได้อาจลดลงบ้างจาก < 2 > เพราะถูกริบกำไรเกินควร แต่ก็น่าจะเพิ่มขึ้นจาก < 1 > เพราะหยุดการรั่วไหล

ปตท.เปรียบเสมือนห่านที่มีไข่เป็นทองคำ ที่ควรเลี้ยงไว้ให้ออกไข่ใบโตๆ บ่อยๆ เพื่อเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งรวมถึงการจัดสวัสดิการให้คนยากไร้อย่างตรงจุดตรงเป้าหมาย เลี้ยงไว้ในสวนให้กินหญ้ากินเศษผัก แต่ต้องไม่ให้ไข่ทองถูกคนเฝ้าขโมย และไม่ปล่อยให้ห่านไปไล่จิกกินเนื้อประชาชน

การใช้ ปตท.เป็นเครื่องมือนโยบายแบบให้ทุกคนทุกลิตร เป็นการเฉือนเนื้อห่านออกไปแจกให้ประชาชน แต่ให้คนมีฐานะมากกว่าคนจนหลายเท่า ความสามารถในการลงทุนถูกลดทอน ห่านจะอ่อนแอ ไข่จะใบเล็กลงและน้อยลง ในที่สุดห่านอาจจะกลายเป็นเป็ดง่อย ไม่ออกไข่เป็นทอง แล้วยังต้องหางบประมาณจากที่อื่นส่งเข้าไปเลี้ยงอีก อาจเป็นเหมือนการรถไฟฯ หรือ ขสมก.

การใช้ ปตท.เป็นเครื่องมือสร้างรายได้รัฐและความมั่นคงทางพลังงาน ต้องแยกออกจากนโยบายราคาน้ำมัน/ก๊าซที่ควรส่งเสริมการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าจะอุดหนุนก็ควรให้เฉพาะกลุ่มที่จำเป็น ปตท.ไม่ควรเป็นเครื่องมือสวัสดิการเพราะจะไม่มีประสิทธิภาพ

รัฐควรทำแต่ละส่วนให้ดีที่สุด แล้วประเทศจะได้ประโยชน์สูงสุด

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม