
โอกาส 'ประยุทธ์' บนเวทีโลก
ปณิธาน วัฒนายากร เคยร่วมทำงานกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ปณิธาน วัฒนายากร เคยร่วมทำงานกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก่อนขยับเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
รอบนี้ปณิธานหวนคืนทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งในตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ)
ไม่ใช่แค่ร่วมงานกับสองรัฐบาล หากแต่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อยู่หลังฉากการเมืองทำงานให้รัฐบาลหลายสมัย ที่สำคัญมีบทบาทยกร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
“ผมเข้าใจว่าเกือบทุกรัฐบาลจะให้นักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยงานเฉพาะด้าน ผมได้รับการทาบทามเกือบทุกรัฐบาล แต่ละรัฐบาลจะพิจารณาถึงความเหมาะสมว่างานอะไร ไม่กระทบงานประจำ”
ปัจจุบัน ปณิธานยังคงเป็นอาจารย์สอนด้านนโยบายต่างประเทศ นโยบายความมั่นคง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมพ่วงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า มีหน้าที่ดูแลโครงการฝึกอบรมผู้บริหารของไทยรวมทั้งนักการเมืองด้วย
นอกจากนั้น กำลังรับบท “ว่าที่คุณพ่อ” อีกตำแหน่ง หลังจาก พิมพ์กาญจน์ ชนะรัตน์ หรือ “น้องผึ้ง” ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน ทำให้ต้องไปเข้าคอร์สฝึกเลี้ยงดูบุตร
การได้เป็นกุนซือประจำรองนายกฯ จึงไม่กระทบต่องานประจำเท่าไหร่นัก เพราะเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำรัฐบาลเป็นเรื่องๆ
ปณิธาน บอกว่า ฝ่ายพลเรือนที่ทำงานด้านความมั่นคงมีอยู่ในวงจำกัด นักวิชาการด้านความมั่นคงก็ไม่มากนัก อาจวนเวียนมาให้ข้อมูลข้อแนะนำ ซึ่งในรัฐบาลที่แล้ววนเวียนกันไปกันมา ขณะที่รัฐบาลทหารก็มีนักการทหารดูเรื่องความมั่นคงโดยตรงอยู่แล้ว แต่เมื่อต้องการให้ฝ่ายพลเรือนเข้ามาร่วมด้วยก็สร้างความน่าสนใจ
“แสดงว่ารัฐบาลต้องการความหลากหลายขึ้น เป็นประโยชน์ทางสังคมที่นำมุมมองความมั่นคงจากพลเรือนมาผสมผสาน” ปณิธาน กล่าว
ในฐานะนักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังให้ความเห็นรัฐบาลทหารจะทลายกำแพงการยอมรับในสายตาต่างประเทศได้หรือไม่
“เป็นเงื่อนไขของหลายประเทศ ถ้าระบบไม่เปิดไม่มีระบอบประชาธิปไตยเต็มที่เขาจะมีเงื่อนไขตามมา เพราะว่าการเปิดระบบเต็มที่แบบนั้นทำให้ทุนนิยมสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกและปลอดภัย แต่ถ้าระบบปิดจะมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมา เช่น ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอย่างสิงคโปร์ ต้องมีความโปร่งใสสูงถึงจะเป็นที่ดึงดูดใจ มีความกระชับฉับไว แต่ถ้าเป็นระบบปิดแบบคอมมิวนิสต์ต้องใหญ่พอ ตลาดจะต้องมีพลวัตสูงมากจนนำมาเป็นข้อได้เปรียบ”
เงื่อนไขพื้นฐานในแง่ความเป็นประชาธิปไตยอาจถูกถ่วงดุลด้วยว่าระบบโปร่งใสมากหรือไม่ ถ้าไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแล้วโปร่งใสก็ยังถ่วงดุลยอมรับได้ ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ไปเลยโดยเป็นตลาดใหญ่ลำดับต้นๆ ของโลก ทุนนิยมสามารถมองข้ามความเสี่ยงตรงนี้ไปได้ เพราะถือว่าระบอบประชาธิปไตยเสี่ยงน้อยที่สุด สามารถตรวจสอบการลงทุนตรวจสอบการทุจริตได้ง่ายกว่า
“จึงอยู่ที่รัฐบาลจะทำให้ประเทศมีข้อยกเว้นในช่วงนี้ได้อย่างไรให้น่าดึงดูดใจ มีคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด เปิดโอกาสให้หลายกลุ่มแข่งขันทางเศรษฐกิจมากที่สุด มีนโยบายส่งเสริมการค้าการลงทุนต่างๆ ถ้าใช้โอกาสนี้ปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับด้านการศึกษา ปรับแรงงานให้มีคุณภาพ ผมว่าโอกาสจะตามมาเยอะ”
อีกประเด็นท้าทายรัฐบาลเห็นจะอยู่ที่ตัวผู้นำประเทศจะมีโอกาสกระทบไหล่ผู้นำต่างประเทศหรือไม่ ปณิธานเชื่อว่ามีโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้รับการยอมรับ เนื่องจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วโดยมีพลเรือนเข้าร่วม ครม. อีกทั้งความก้าวหน้าในการเดินตามโรดแมปเห็นชัดขึ้นว่าอำนาจไม่ได้อยู่ คสช.อย่างเดียว จะทำให้หลายประเทศอาจเปิดรับมากขึ้น เชื้อเชิญรัฐมนตรีไทยไปเยือน
ทั้งนี้ การเชื้อเชิญส่วนใหญ่ออกไปทางด้านเศรษฐกิจ เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพ มีตลาด มีวัตถุดิบ บางประเทศเปิดโอกาสเพราะคู่แข่งบางประเทศติดขัดข้อกฎหมายไม่สามารถเปิดได้ เช่น สหภาพยุโรป (อียู) เมื่ออียูเปิดยาก บางประเทศที่กฎเกณฑ์กติกาเข้มข้นน้อยจะใช้โอกาสนี้เชื้อเชิญไทยทำการค้าการตกลงเพราะเรื่องผลประโยชน์การค้าการลงทุนระหว่างเขากับไทยนั้นเป็นเรื่องใหญ่
สำหรับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านไม่น่ามีปัญหามากนัก แม้บางประเทศอาจกังวล แต่เป็นแบบวิถีเอเชียไม่มีอะไรพูดรุนแรง เยี่ยมเยียนตามธรรมเนียมอยู่แล้ว เพราะในอาเซียนมีทั้งระบอบคอมมิวนิสต์ มีระบอบสุลต่าน ระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก
นอกจากอาเซียนจะมีชาติอื่นๆ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ไม่มีปัญหาอะไร และหลายประเทศในละตินอเมริกาหลายประเทศในตะวันออกกลาง ก็เป็นโอกาสของรัฐบาลในการเปิดตลาดใหม่ๆ
ส่วนประเทศที่เข้มข้นในแง่หลักการ เช่น ยุโรปตะวันตก สหรัฐ อาจต้องรอให้ไทยกลับคืนสู่ระบบปกติ ความสัมพันธ์ทางทหารอาจดำเนินไปในขอบเขตลดลงบ้าง เพราะเขาพยายามที่จะรักษาประโยชน์ของเขาไว้ แต่ว่าการเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการอาจมีข้อจำกัดมีกฎหมายห้ามอยู่
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกเดินทางเยือนพม่าประเทศแรกในปลายเดือน ก.ย. ปณิธาน กล่าวว่า นอกจากประเด็นเรื่องชายแดน เรื่องของแรงงานที่จะต้องร่วมกันบริหารจัดการแล้ว คิดว่าทางด้านการเมืองเราให้ความสำคัญ เพราะเป็นประเทศมีศักยภาพสูง ได้ปรับตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสำเร็จ และกำลังเป็นที่ดึงดูดในเรื่องของการลงทุน
“พม่าประสบความสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์กับไทย ด้านการทหารมีความใกล้ชิดอย่างเห็นได้ชัดเวลามีภัยพิบัติให้ทหารไทยเข้ามาช่วย ซึ่งโดยปกติไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป แสดงให้เห็นว่า คสช. ครม.พยายามต่อยอดทางการเมือง ถ้าสามารถยกระดับความสัมพันธ์ได้อาจมีแหล่งแรงงาน แหล่งพลังงาน และท่าเรือน้ำลึกทวายที่ควรก้าวหน้ากว่านี้” ปณิธาน กล่าว







