
โลกผวา ศก.แดนมังกรไม่กระตุ้น อาจไม่รอด
ผิดหวังไปตามๆ กัน เมื่อ หลู่จี้เหว่ย รัฐมนตรีคลังจีน ออกโรงส่งสัญญาณแน่ชัดระหว่างการประชุมรัฐมนตรีคลัง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ผิดหวังไปตามๆ กัน เมื่อ หลู่จี้เหว่ย รัฐมนตรีคลังจีน ออกโรงส่งสัญญาณแน่ชัดระหว่างการประชุมรัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้น 20 ประเทศ (จี20) ที่เมืองแคร์นส์ ออสเตรเลีย เมื่อ 23 วันก่อน ว่าจีนจะไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายใดๆ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจประเทศ เพราะการเติบโตในขณะนี้มีเสถียรภาพดีพอแล้ว
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังจีนยังย้ำอย่างชัดเจนเหมือนปิดหนทางแนวทางกระตุ้นอีกว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเพียงตัวใดตัวหนึ่งจะไม่ทำให้จีนปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจขนานใหญ่ใดๆ เด็ดขาด และนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่จีนจะยังคงมุ่งเน้นต่อไป คือการขยายการจ้างงาน และการสร้างเสถียรภาพด้านราคา
แม้คำกล่าวข้างต้นจะสมเหตุสมผลและพอเข้าใจได้สำหรับพญามังกรที่กำลังเดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อมุ่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ถึงกระนั้นนักลงทุนก็ยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้อยู่ดี
เนื่องจากก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วันเพิ่งจะมีรายงานตัวเลขเกี่ยวกับการเติบโตของจีนหลายปัจจัยบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียกำลังชะลอความร้อนแรงและจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นเพื่อรักษาระดับการโต มิเช่นนั้นก็เสี่ยงที่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแน่นอน
แถมสิ่งที่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลแดนมังกรน่าจะหันมาใช้มาตรการกระตุ้นอย่างจริงจังเสียที ก็คือความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ครั้ง ในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งการตัดลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 14 วัน ลง 0.2% เพื่อลดต้นทุนกู้ยืมระยะสั้น และการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบถึง 5 แสนล้านหยวน (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) ด้วยการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลา 3 เดือน ให้กับ 5 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของจีน
ดังนั้น เมื่อรัฐมนตรีคลังซึ่งมีอำนาจในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินและเศรษฐกิจของประเทศออกมายืนกรานไม่กระตุ้น เหล่านักลงทุนทั่วโลกจึงอดกังขาระคนวิตกกังวลว่า จีนมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐแห่งนี้ จะเดินไปได้ราบรื่นปลอดภัยหรือไม่ หากปราศจากมาตรการกระตุ้นใหญ่ๆ ของภาครัฐ
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าหลังจากที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะปฏิรูปเศรษฐกิจชาติ พร้อมยืดอกยอมรับแบบไม่สะทกสะท้านว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) น่าจะลดความร้อนแรงลง โดยตั้งเป้าการเติบโตของประเทศว่าจะอยู่ที่ระหว่าง 7.47.5% ในปีนี้ ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจจีนก็แสดงให้เห็นว่ามีภูมิต้านทานแรงกดดันพอสมควร เพราะสามารถขยับตัวเติบโตได้
กระทั่ง นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน กล่าวเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลแดนมังกรประสบความสำเร็จในการทำให้เศรษฐกิจจีนโตอย่างมั่นคง โดยที่ไม่ต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่ๆ แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ความเห็นข้างต้นดูเหมือนจะไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แถมยังทำให้เกิดความสงสัยมากขึ้น เพราะในช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา เศรษฐกิจแดนมังกรกลับเริ่มแสดงสัญญาณอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด
เริ่มต้นที่ความเคลื่อนไหวในผลผลิตภาคอุตสาหกรรมประจำเดือน ส.ค. ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (เอ็นบีเอส) ปรับลดเหลือ 6.9% จากเดือน ก.ค. ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 9% และลดลงมากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากผลสำรวจของบลูมเบิร์ก ซึ่งเชื่อว่าจะลดลงเพียงเล็กน้อยที่ 8.8% ส่งผลให้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนในเดือน ส.ค. เป็นการขยายตัวที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ปัจจัยบ่งชี้ความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนประการต่อมา ก็คือตัวเลขในภาคการส่งออกและนำเข้า โดยการส่งออกในเดือน ส.ค.ปรับตัวลดลงจากเดือน ก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 14.5% มาอยู่ที่ 9.4% ในเดือน ส.ค. ขณะที่ภาคการนำเข้าลดต่ำลงจนน่าใจหายมากขึ้นไปอีก คือจาก 3% ลงมาอยู่ที่ 2.4%
ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) อีกหนึ่งดัชนีชี้วัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีนก็แสดงให้เห็นภาวะอ่อนแอเช่นเดียวกัน โดยกระทรวงพาณิชย์จีนรายงานว่า เดือน ส.ค.แดนมังกรดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงต่างชาติ 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีก่อน 14% และลดลงจากเดือน ก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 7,810 ล้านเหรียญสหรัฐ แถมยังทำสถิติเป็นเอฟดีไอที่มีปริมาณต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2010
ยิ่งไปกว่านั้น ยอดรวมเอฟดีไอของจีนนับตั้งแต่เดือน ม.ค.ส.ค. ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว 1.8% เหลือ 7.834 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่บ่งชี้ภาวะอ่อนแอ ของเศรษฐกิจจีนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือการขยายตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีสัดส่วนประมาณ 15% ของจีดีพีจีนทั้งหมด ดังนั้นภาวะชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์ จึงมีผลกระเทือนต่อการขยายตัวเติบโตของเศรษฐกิจจีนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เหตุผลเพราะภาคอสังหาริมทรัพย์มีความเกี่ยวพันกับภาคธุรกิจอื่นๆ รวมแล้วกว่า 40 ธุรกิจ ส่งผลให้เมื่ออสังหาริมทรัพย์อ่อนแอ่ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะได้รับ เช่น ธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างวัสดุอุปกรณ์ และตลาดแรงงาน
ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุว่า ราคาบ้านใหม่ทั่วประเทศจีนในเดือน ส.ค. ปรับตัดลดลง 1.1% โดยลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แล้ว และลดลงในอัตราที่เร็วกว่าที่นักวิเคราะห์ หลายสำนักคาดการณ์กันไว้
ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากราคาบ้านจะลดลงแล้ว ยอดขายบ้านในจีนยังปรับตัวลดลงอีก โดยมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ระบุในรายงานเมื่อปลายเดือน ส.ค.ว่า ยอดขายบ้านของจีนในช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ ลดลงถึง 10.5% ขณะที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ยอดการสร้างบ้านใหม่ยังปรับตัวลดลง 20%
นักวิเคราะห์หลายสำนัก อธิบายตรงกันว่า ยอดขายบ้านที่ลดลงทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างไม่มีทางเลือกนอกจากจำกัดการลงทุน ประหยัดต้นทุนต่างๆ รวมถึงการลดการจ้างงาน ตลอดจนหันไปกู้ยืมเงินจากธนาคารเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาสภาพคล่องของตนเองกันมากขึ้น
ยืนยันได้จากรายงานของบลูมเบิร์กเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ระบุชัดว่า ผู้ประกอบการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์จีนกู้เงินจากธนาคารต่างชาติเพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า ทำให้ระดับหนี้เพิ่มสูงถึง 128% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2005 ส่งผลให้หากไม่สามารถขายบ้านก็จะไม่มีเงินไปใช้หนี้ ในที่สุดก็กระเทือนเศรษฐกิจแดนมังกรทั้งระบบจนเสี่ยงพังครืนเอาได้ง่ายๆ
ยังไม่นับรวมปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอย่างหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นที่จะต้องหาทางจัดการต่อไป และปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศ ทั้งการเติบโตของยุโรป และการฟื้นตัวของมหาอำนาจอันดับ 1 ทางเศรษฐกิจของโลกอย่างสหรัฐ
เรียกได้ว่า พิจารณาจากปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจต่างๆ ของแดนมังกรแล้ว เป็นไปได้ยากแน่นอนที่จีนจะเดินหน้าเติบโตโดยไม่ต้องอาศัยแรงกระตุ้นหรือแรงเสริมใดๆ
อีกทั้งยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไปว่า จีนจะสามารถเอาตัวรอดได้หรือไม่ หากไม่ใช้การกระตุ้นขนานใหญ่เหมือนที่ชาติเศรษฐกิจลำดับต้นๆ ของโลกงัดออกมาใช้
เพราะถ้าจีนไม่กระตุ้นจนกลายเป็นปัญหา ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่จนเป็นเสมือนที่พึ่ง คู่ค้าหลักและนักลงทุนคนสำคัญของหลายๆ ชาติโดยเฉพาะในเอเชีย ดูท่าว่าประเทศต่างๆ เหล่านี้ก็คงหนีไม่พ้นหางเลขต้องเจอปัญหาจนเกรงว่าแทบจะเอาตัวไม่รอดเช่นเดียวกัน







