
คิดให้รอบด้าน
การปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ของรัฐบาลประยุทธ์ 1 ที่กระทรวงการคลังเสนอเรื่องขึ้นมา เป็นการแก้ไขปรับปรุงและออกกฎหมายใหม่หลายด้าน โดยวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม
การปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ของรัฐบาลประยุทธ์ 1 ที่กระทรวงการคลังเสนอเรื่องขึ้นมา เป็นการแก้ไขปรับปรุงและออกกฎหมายใหม่หลายด้าน โดยวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม
มีเสียงทักท้วงการแก้ไขกฎหมายภาษีของคลังในหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่คลังจะยกเลิกการต่ออายุมาตรการหักลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับผู้เสียภาษีที่ซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และผู้ซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ที่เปิดให้สิทธิประโยชน์แก่ประชาชนมานานนับสิบปี โดยมีวัตถุประสงค์เพิ่มนักลงทุนสถาบันในตลาดหลักทรัพย์ ให้ตลาดหุ้นไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น
สิทธิประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษีกองทุนแอลทีเอฟจะหมดลงในปี 2559 ซึ่งเมื่อถึงเวลาแล้วก็อยู่ที่นโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นว่าจะพิจารณาในเรื่องนี้อย่างไร โดยคลังได้เสนอเข้ามาในแผนปฏิรูปภาษีไม่จำเป็นต้องต่ออายุอีก โดยมีเหตุผลว่าผู้ที่ซื้อกองทุนแอลทีเอฟหักภาษีส่วนใหญ่เป็นคนรวย
ทั้งตลาดหลักทรัพย์และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม รวมทั้งภาคประชาชนต่างคัดค้านมาตรการนี้ เพราะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าคนรวยเท่านั้นที่ซื้อกองทุนหักลดหย่อนภาษี แต่ข้อเท็จจริงคือคนชั้นกลางและคนที่เริ่มทำงานไม่นานที่ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้
ดังนั้น จึงมีข้อเสนอให้ต่ออายุมาตรการ แต่ให้ลดเพดานสูงสุดของการซื้อกองทุนรวม และเพิ่มระยะเวลาการถือครองหน่วยลงทุนที่กำหนดให้ถือครอง 5 ปี แต่ในทางเทคนิคถือครองเพียง 3 ปีกว่าก็ขายออกได้
เหตุผลที่คนชั้นกลางซื้อกองทุนบ้าง แต่ไม่มีใครซื้อเต็มเพดานสูงสุด เนื่องจากรายได้ไม่ได้สูงขนาดนั้น และเป็นการออมภาคสมัครใจ โดยเห็นประโยชน์ของการซื้อกองทุนที่จะได้ภาษีคืนและเป็นการออม ซึ่งเงินคืนภาษีก็มีทั้งนำไปใช้จ่ายต่อหรือไปออมเพิ่ม
ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ภายใน 5 ปีนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดต่ำ คนในวัยทำงานมีน้อยลงเหมือนหลายประเทศในโลก ดังนั้นการเก็บภาษีในอนาคตจะลดลงตามไปด้วย ในขณะที่รายจ่ายรัฐในเรื่องการรักษาพยาบาลประชาชนจะมากขึ้น
ดังนั้น การเพิ่มการออมให้ประชาชนในวัยทำงานทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรส่งเสริมให้มากยิ่งขึ้น หากประชาชนมีเงินเพียงพอที่จะยังชีพหลังเกษียณอายุงาน ก็ถือว่าเป็นการลดภาระด้านรัฐสวัสดิการลง และทำให้คนแก่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
การพิจารณาเรื่องนี้ยังมีเวลาอีก 1 ปีที่จะทบทวน รัฐบาลไม่จำเป็นต้องรีบร้อนประกาศในขณะนี้ก็ได้ เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจผันแปรตลอดเวลา







