posttoday
คุมเบ็ดเสร็จเลือก สปช. ปฏิรูปเสี่ยงเสียของ

คุมเบ็ดเสร็จเลือก สปช. ปฏิรูปเสี่ยงเสียของ

22 กันยายน 2557

สั่นคลอนกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อีกครั้ง เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สั่นคลอนกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อีกครั้ง เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งฉบับที่ 117/2557 แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก สปช. จำนวน 14 คน ขึ้นมาทำหน้าที่เลือก สปช.ในขั้นตอนสุดท้าย

ทว่า คล้อยหลังไม่กี่วัน คสช.กลับมีคำสั่งยกเลิกการออกคำสั่งดังกล่าว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ที่กำหนดให้หน้าที่เลือก สปช.เป็นของ คสช. แต่ในรายชื่อของคณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับมีบุคคลที่ไม่ได้เป็น คสช.รวมอยู่ด้วย

ถึงกระนั้น ใช่ว่าการยกเลิกคณะกรรมการชุดดังกล่าวไป จะทำให้ปัญหาและคำครหาหมดไป เพราะสิ่งที่ คสช.ดำเนินการมาตลอดตั้งแต่ต้น ชวนให้เกิดคำถามแทบทั้งสิ้น

ไล่มาตั้งแต่ “อำนาจหน้าที่” คณะกรรมการ 14 คน ที่มี 3 ข้อ คือ 1.เลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น สปช. จากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดเสนอจังหวัดละ 1 คน 2.เลือกจากคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้าน 11 ด้าน ตามจำนวนที่เห็นสมควร และ 3.นำรายชื่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกตามข้อ 1 และ 2 แต่ต้องไม่เกิน 250 คน เสนอต่อหัวหน้า คสช. เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงแต่งตั้งสมาชิก สปช.ต่อไป

นั่นหมายความว่า คณะกรรมการชุดนี้เป็นด่านสุดท้ายที่มีอำนาจเต็มในการคัดกรองรายชื่อ สปช.ให้เหลือไม่เกิน 250 คน และอาจส่งผลให้กระบวนการสรรหาและพานทำให้ทุกอย่างที่ สปช.ดำเนินการมีปัญหาตามไปด้วย

ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่า เดิมการตั้งคณะกรรมการคัดเลือก สปช.เป็นความพยายาม “ตัดตอน” กันไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เข้ามาเกี่ยวข้องในการสรรหา เพื่อลดข้อครหาเรื่องการแทรกแซง ชี้นำ โดยปล่อยให้เป็นเรื่องของคณะกรรรมการชุดนี้

แต่ทุกอย่างอาจไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อพิจารณาจากรายชื่อกรรมการคัดเลือกทั้ง 14 คน ล้วนแต่เป็นนายทหารระดับนายพลทั้งสิ้น

เริ่มจากส่วนแรกกลุ่มที่มีตำแหน่งอยู่ใน คสช. ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ในฐานะรองหัวหน้า คสช. และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ว่าที่ ผบ.ทบ. ในฐานะเลขานุการ คสช. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และว่าที่รอง ผบ.สส. พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ในฐานะสมาชิก คสช.

อีกส่วนเป็นมือที่ทำงานให้กับ คสช. และมีตำแหน่งอยู่ทั้ง ครม.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อาทิ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหมและ รมว.แรงงาน พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ประธานที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ สนช. อดีตหัวหน้าคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ กระทรวงกลาโหม

เช่นเดียวกับ พล.ร.อ.จักรชัย ภู่เจริญยศ รอง ผบ.ทร. พล.อ.อ.สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์ รอง ผบ.ทอ. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร. พล.อ.อุทิศ สุนทร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายและสั่งการของผู้บังคับบัญชาในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

จากรายชื่อคณะกรรมการคัดเลือกที่ปรากฏออกมาเช่นนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะตอกย้ำข้อครหาเรื่อง “ล็อกสเปก” สปช. ท่ามกลางกระแสข่าวที่สะพัดก่อนหน้านี้ว่า คสช.วางตัวบุคคลที่จะมาเป็น สปช.ไว้เรียบร้อยแล้ว

สอดรับกับเสียงสะท้อนจากหนึ่งในกรรมการสรรหา สปช.ด้านการเมืองอย่าง นรนิติ เศรษฐบุตร ที่ออกมากระทุ้งถามถึงหลักเกณฑ์ของ คสช.ในการเคาะเลือก สปช.

ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการสรรหาสมาชิก สปช. 2557 หรือรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ล้วนแต่ไม่ได้ระบุถึงหลักเกณฑ์คัดเลือกที่ชัดเจน

สุดท้ายจึงถูกมองว่าเป็นเรื่อง “ดุลพินิจ” ของคณะกรรมสรรหา และนั่นย่อมปลุกให้กระแส “ล็อกโหวต” หวนกลับมาอีกครั้ง

ยังไม่รวมกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พยายามกำชับผ่านไปยังคณะกรรมการสรรหาทั้ง 11 ด้าน และสัดส่วนตัวแทนจากจังหวัด ให้ดำเนินการอย่างรัดกุมเป็นความลับไม่ให้รายชื่อหลุดลอดออกมา เพราะอาจเกิดการวิ่งเต้นหรือความไม่เรียบร้อย ที่ยิ่งฉุดให้ภาพกระบวนการสรรหาดูมีลับลมคมในมากยิ่งขึ้น

กระบวนการการคัดสรรที่สู้อุตส่าห์จัดระบบ วางกฎเกณฑ์ขึ้นมาอย่างดี จึงเสมือนเป็นแค่พิธีกรรมสร้างความชอบธรรมเท่านั้น เมื่อคาดเดาได้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร

ที่สุดแล้วแม้ว่า คสช.จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยเฉพาะการล้มคณะกรรมการ 14 คน แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการสรรหา สปช.เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งการวางตัวคณะกรรมการสรรหา 11 ด้าน ที่ถือเป็นด่านคัดกรองแรกจากผู้มีความรู้และประสบการณ์แต่ละด้านทั่วประเทศ ซึ่ง คสช.ส่งกุนซือที่ปรึกษาเข้ามานั่งทำหน้าที่นี้ เรื่อยมาจนถึงกระบวนการสรรหาระดับจังหวัดที่พบว่ามีการล็อกตัวกันไว้ตั้งแต่แรก

นั่นยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของว่าที่ สปช.ต้องลดน้อยถอยลงไป และเป็นแรงเสียดทานสำคัญกับการปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการปฏิรูปประเทศ

แตกต่างจากคณะรัฐมนตรีที่แม้จะเต็มไปด้วยบุคลากรแวดวงคนใกล้ชิดกับ คสช. หรือสนช.ที่มีสัดส่วนตัวแทนจากกองทัพจนแทบไม่เหลือที่นั่งให้ภาคส่วนอื่นๆ แต่ก็เข้าใจได้ถึงบทบาทหน้าที่ของรัฐมนตรีและ สนช.ที่ต้องการเอกภาพอย่างสูง

ไม่เหมือนกับ สปช.ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการวางระบบรากฐานที่แข็งแรงยั่งยืนให้สังคม จำเป็นต้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเสนอแนะ ไม่ใช่ชี้นิ้วมาจากข้างบน ซึ่งมีแต่จะทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมในที่สุด

หากมองข้ามช็อตต่อไป สปช.ยังมีบทบาทสำคัญกับการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการจะยกร่างขึ้นมาใหม่

ดังนั้น หากกระบวนการสรรหาที่มีปัญหา ย่อมส่งผลสะเทือนไปถึงผลลัพธ์ปลายทางของการปฏิรูป และทำให้ทุกอย่างที่ คสช.พยายามเดินหน้าไปสู่เป้าหมายต้องเสียของอย่างน่าเสียดาย

บทเรียนที่ผ่านมาจากรัฐประหาร 2549 พบว่าแม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ แต่ยังถูกกลุ่มที่เห็นต่างหยิบยกประเด็นเรื่องที่มาที่ไปจากรัฐประหารเป็นประเด็นเคลื่อนไหวผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญหลายรอบ แถมยังเป็นหนึ่งในชนวนที่นำมาสู่วิกฤตการเมืองรอบนี้

ครั้งนี้หากกระบวนการสรรหายังถูกมองได้ว่ามีคนจาก คสช.เข้ามาครอบงำจนขาดความเป็นอิสระ ย่อมทำให้จุดหมายปลายทางของการปฏิรูปรอบนี้วนกลับมาอยู่ที่วังวนความขัดแย้งไม่รู้จบ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน