posttoday
หญิงแกร่งในครม."นำสิ่งที่ดีสู่ท่องเที่ยว"

หญิงแกร่งในครม."นำสิ่งที่ดีสู่ท่องเที่ยว"

21 กันยายน 2557

เมืองไทยมีของดีอยู่เยอะ จึงเป็นหน้าที่ในการนำของทุกอย่างแทนที่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เป็นหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสิบสอง

เรื่อง...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว,เลอลักษณ์ จันทร์เทพ / ภาพ...ภัทรชัย ปรีชพานิช

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร หนึ่งในสองสุภาพสตรีที่ร่วมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

จากความเป็นนักธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อดังที่ประสบความสำเร็จภายใต้สโลแกน “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” เธอกำลังได้รับโจทย์สำคัญจากรัฐบาล คสช.ให้มา “นำสิ่งที่ดีสู่การท่องเที่ยว”

กอบกาญจน์ หรือ “คุณน้อง” ยอมรับกับโพสต์ทูเดย์ว่า เหตุผลสำคัญที่ได้รับการทาบทามให้มาเป็น รมว.ท่องเที่ยวฯ เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เห็นเรามีประสบการณ์ทางภาคธุรกิจด้านการตลาด จึงอยากให้มาปรับใช้กับงานท่องเที่ยวและต้องทำให้การท่องเที่ยวมีคุณภาพ

นักธุรกิจมืออาชีพรายนี้ใช้เวลาไม่นานนักในการวางแผนตอบโจทย์รัฐบาลผ่านการวางนโยบายการทำงานของกระทรวง

กอบกาญจน์ แจกแจงว่า 1.การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยวมากนัก แต่อยากให้นักท่องเที่ยวที่มาให้มีค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น ด้วยวิธีการหากิจกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวยอมควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้นและใช้ระยะเวลาอยู่ในประเทศไทยให้นานขึ้นอีก 2-3 วัน ซึ่งจากเดิมนักท่องเที่ยวชาวยุโรปจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน ส่วนชาวเอเชียจะใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 5 วัน 2.ให้การท่องเที่ยวมีส่วนพัฒนาคนไทย และ 3.ใช้การท่องเที่ยวลดความเลื่อมล้ำ

โดยจะพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น คิดว่าจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวไม่ใช่การเที่ยวธรรมดา เช่น มาเที่ยวในรูปแบบซีเอสอาร์ หรือทำกิจกรรมเพื่อคืนกำไรให้สังคมผสมเข้าไปด้วย โดยการไปปลูกต้นไม้ในป่า ดูแลช้าง เรียนมวยไทย เรียนทำอาหารไทย ล้วนแล้วแต่เป็นภูมิปัญญาไทย ซึ่งไม่ใช่การคิดใหม่ แต่เป็นการนำสิ่งที่เรามีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

เธอถอดประสบการณ์สมัยทำธุรกิจพานักธุรกิจต่างชาติมาประเทศไทยและได้พาชมแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเมืองใหญ่ แต่บางแห่งเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ บางแห่งมีมนต์เสน่ห์ในเรื่องของอาหารการกินก็ควรถ่ายทอดข้อมูลมีที่มาที่ไปอย่างไร ทำอย่างไร ถ่ายทอดเทคนิคให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาเรียนรู้

“อยากย้ำเมืองไทยมีของดีอยู่เยอะ จึงเป็นหน้าที่ในการนำของทุกอย่างแทนที่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เป็นหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสิบสองได้ไหม จะเป็นทั้งแง่บูรณาการ แง่ของเรื่องก่อให้เกิดการทำงานเป็นทีม”

อีกกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือลูกค้ากลุ่มอาเซียน เธอขายไอเดียว่าจะทำ Weekend Destination คือ ทำอย่างไรวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มาประเทศไทย หลายคนก็มาอยู่แล้วบ้าง แต่จะทำอย่างไร ตรงนี้ให้การท่องเที่ยววันหยุดมีความคุ้มค่ามากขึ้นต้องเข้าใจความต้องการนักท่องเที่ยวอาเซียนไม่เหมือนนักท่องเที่ยวเอเชีย ยุโรป ด้านโน้นอาจชอบแบบวิถีไทยลึกๆ หาที่สงบ แต่ Weekend Destination อาจชอบของกิน เสริมสวย ช็อปปิ้ง หรือมาหาหมอ หรือแม้กระทั่งจากการทำเซอร์เวย์ พบว่า ชอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพรหม ก็จะนำผลเซอร์เวย์ไปทำเหมือนแพ็กเกจ โปรโมท ให้ตรงตามความต้องการ

หญิงแกร่งในครม."นำสิ่งที่ดีสู่ท่องเที่ยว"

รัฐมนตรีหญิง บอกถึงแนวคิดการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงดิจิทัลว่า ขณะนี้กำลังคิดอยู่ว่าน่าจะมีเพาเวอร์แบงก์ ที่ชาร์จแบตเตอรี่สำรองให้นักท่องเที่ยว เพื่อให้เขาสามารถถ่ายภาพได้อย่างไม่จำกัด และแชร์ภาพสวยๆ ของประเทศไทยได้มากขึ้น หรือใช้หูฟังที่สามารถให้นักท่องเที่ยวสามารถฟังไกด์บรรยายโดยไม่ต้องเดินตามโทรโข่ง ส่วนนี้จะเป็นการตอบสนองต่อนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ใช้เทคโนโลยี หรือดิจิทัลเข้ามาบูรณาการมากขึ้น

นอกเหนือจากนั้น นโยบายที่สามารถจับต้องได้ทันที และได้ริเริ่มทำแล้วคือ การโปรโมท “เมืองรอง” เมืองรอง คือเมืองที่มีขนาดเล็กซึ่งนักท่องเที่ยวอาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก มีประมาณ 10 เมือง เช่น จ.ลำปาง เพชรบูรณ์ ชุมพร ระนอง ราชบุรี สมุทรสงคราม ตราด จันทบุรี เป็นต้น การท่องเที่ยวจะดึงเอาความน่าสนใจของเมืองต่างๆ มานำเสนอให้มากขึ้น โดยจะเริ่มเดินสายโปรโมทในต่างประเทศ ประเทศแรกจะเดินทางไปที่ญี่ปุ่น และปีใหม่จะโปรโมทรุกหนักขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์กับนักท่องเที่ยวที่คิดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเรา โดยเฉพาะญี่ปุ่น ยุโรป หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าถึงวิถีไทย ต้องการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีวิถีชีวิตแบบช้าๆ และได้พบชาวบ้านจริงๆ

กอบกาญจน์ เล่าต่อไปว่า สมัยที่อยู่โตชิบา เธอพาลูกค้าไปจังหวัดเล็กๆ หรือเมืองรอง เช่น จ.น่าน นครศรีธรรมราช สุโขทัย ได้เรียนรู้ว่าประเทศไทยมีดีจริงๆ ที่พูดคือเราพูดจากประสบการณ์ที่จับต้องมาแล้ว เช่น จ.นครศรีธรรมราช ให้ลูกค้าอยู่ 4 วัน ลูกค้าบอกขอไปรอบสอง เพราะในแต่ละที่ในซอกหลืบต่างๆ ยังมีจุดน่าสนใจน่าเรียนรู้อยู่มาก เช่น ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ในชุมนุม แบบผสมผสานในวิถีชาวบ้าน จะเห็นว่าแต่ละจังหวัดมีของดีอยู่เยอะมาก แต่เราต้องค้นหา

ทั้งนี้ทั้งนั้น รูปแบบการท่องเที่ยวลักษณะดังกล่าวจะไปเชื่อมโยงกับการลดความเหลื่อมล้ำ จะนำเอาภาคเอกชน และคนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยการสร้างการท่องเที่ยวในชุมชน กระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่นมากขึ้น นอกเหนือจากรายได้แล้วยังได้กำไรทางอ้อมคือ การท่องเที่ยวในชุมชนจะทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตัวเอง และรู้สึกรักและหวงแหนวัฒนธรรมในสิ่งดีงามของตัวเองมากขึ้น

นอกจากนี้ จะสร้างเจ้าบ้านน้อยหรือมัคคุเทศก์เด็กที่อยู่ในท้องถิ่น นอกจากเด็กจะมีรายได้เสริมแล้วยังได้ผลพลอยได้คือฝึกทักษะภาษาอังกฤษด้วยไปในตัว

ถึงแม้รัฐบาลนี้จะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มีข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคการทำงานของรัฐมนตรีกอบกาญจน์ เพราะเธอบอกว่า

“นโยบายเหล่านี้คือสิ่งที่จับต้องได้ ไม่เน้นโครงการใหญ่ ทุกอย่างคือกิจกรรมเดิมที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่เอามาคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้ดีที่สุด ประเทศไทยเรามีดีหลายอย่าง เราจะต้องทำตามนโยบายรัฐบาลโดยการบูรณาการการทำงานร่วมกัน แต่ต้องไม่ซ้ำซ้อน ซึ่งเรามีหน้าที่ที่ดึงเข้ามาแล้วก่อให้เกิดผลที่สามารถจับต้องได้แบบมีคุณภาพ”

กิจกรรมเข้าจังหวะ 12 ประการ

กอบกาญจน์ ยกตัวอย่างการทำงานแบบบูรณาการให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เรายกทีมไปกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อไปคุยว่าเราต้องการทำงานร่วมกันทั้งด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา ซึ่งไม่ได้เน้นแต่ความเป็นเลิศได้เหรียญทองไปสู่โลกเพียงอย่างเดียว เพราะผลที่ได้คือคนกลุ่มน้อย แต่จะต้องส่งเสริมให้กีฬานั้นมีส่วนช่วยพัฒนาคนไทยอย่างเสมอภาค เพราะกีฬาควรเข้าไปอยู่ในชีวิตของทุกคนเพื่อพัฒนาสุขภาพ และสร้างระเบียบ วินัยในตัวเองให้มากขึ้น

คือต้องเริ่มจาก 1.การสนับสนุนกีฬาในโรงเรียน สิ่งที่เราได้คุยกับกระทรวงศึกษาธิการว่า จะทำอย่างไรให้ทุกโรงเรียนทำตามปฏิญญากรุงเทพฯ คือต้องมีวิชาพลศึกษาอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ชั่วโมง แต่วันนี้ตามที่เข้าใจมีเพียงอาทิตย์ละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และบางโรงเรียนครูที่สอนพลศึกษาคือครูคนเดียวกันกับที่สอนสุขศึกษา ซึ่งทางสพฐ.ได้รับเรื่องแล้วและจะพยายามเพิ่มให้เป็น 2 ชั่วโมง โดยจะไม่ไปเพิ่มชั่วโมงเรียน แต่จะไปลดทอนชั่วโมงเรียนบาง
วิชาที่มากและเด็กเรียนเครียดมากไปเกินไป ให้มาเป็นวิชาพลศึกษาเสริมเข้าไปแทน

นอกจากจะส่งเสริมให้กรมพลศึกษาที่อยู่ภายใต้กระทรวงของเราไปฝึกทักษะพละให้ครูโรงเรียนต่างๆสามารถนำไปสอนต่อได้เพราะลำพังครูพละอย่างเดียวมีจำนวนไม่เพียงพอจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เขาทำได้ เราก็ทำได้เพียงแต่เราต้องมาคุยกันเท่านั้นเอง การทำงานแบบบูรราการก็จะเกิดขึ้น

2. ทุกแปดโมงเช้า นักเรียนต้องเข้าแถวหน้าเสาธงทำกิจกรรม ร้องเพลงชาติ สวดมนต์ และคาดว่าต่อไปจะต้องมีการร้องเพลงบัญญัติ 12 ประการเพิ่มขึ้นเราจึงขอให้พ่วงท่าทางต่างๆเข้าไปด้วย โดยกรมพลศึกษาจะคิดท่ามวยไทยไปให้เป็นท่าประกอบ โดยจะเริ่มช่วงเดือนตุลาคมนี้  เราต้องการให้เด็กเริ่มออกกำลังและสนุก ไม่ให้เด็กไทยอยู่แต่หน้าจอแท็บเลต ไม่ยอมออกนอกห้องเรียน นอกจากนี้เราไปขอเรียน มีโปรแกรมafter school program คือทำเหมือนเมืองนอก เช่น ประเทศอังกฤษ จะให้นักเรียนเรียนถึงบ่ายสองโมง หลังจากนั้นให้ไปเล่นกีฬา หรืออย่างน้อย ทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ไม่อยู่ในห้องเรียน

“สิ่งเหล่านี้ในอนาคตจะต่อยอดให้เด็กๆพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆได้เพราะเขาได้มีโอกาสลองทำในสิ่งต่างๆ และมีเวลาฝึกฝนมากขึ้น เด็กๆก็จะได้เติมเต็มในส่วนที่นายกฯเป็นห่วงคือทำอย่างไรให้เด็กๆกลับสู่สภาพการศึกษาแบบเดิมๆ ด้วยการเรียนรู้จากธรรมชาติ จากเรื่องพื้นฐานไม่ใช่อิงจากเทคโนโลยีอย่างเดียว”

3.เรื่องวิทยาศาสตร์กีฬา ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยต่างๆ อยู่หลายมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน ขณะที่กระทรวงเรามีสมาคมกีฬาแต่มีงบน้อย ผนวกกับความต้องการคนที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาทำงาน ดังนั้นเราจึงสองสิ่งนี้มาต่อยอดร่วมกัน หรือเรียกว่าเป็นโครงการนำสมาคมที่เรามีอยู่ร่วมกับการเรียนรู้ไปด้วยกัน

4.สำหรับการท่องเที่ยวคือให้เพิ่มหลักสูตรการเรียนภาษาที่3 เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของไกด์ที่ยังมีปัญหาเรื่องภาษาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน เยอรมัน เกาหลี ญี่ปุ่น ขณะเดียวกันเราได้หารือว่าจะแก้ปัญหาเรื่องจำนวนมัคคุเทศก์ไม่เพียงพออย่างไร ถึงแม้จะมีการจดทะเบียนอาชีพมัคคุเทศก์จำนวน 5 หมื่นคน แต่ทำงานจริงๆเพียงแค่ 1 หมื่นคน เราจะต้องแก้ปัญหาด้านกฎหมายร่วมกันคือ พ.ร.บ.ที่ว่ามัคคุเทศก์ต้องจบปริญญา โดยแก้ให้เปิดโอกาสให้อาชีพมัคคุเทศก์ให้โอกาสเด็กอาชีวะ หรือเด็กที่จบ ปวช. ปวส. ที่มีความรู้ความสามารถและได้ผ่านการเรียนหลักสูตรเหล่านี้เข้ามาทำงานได้ ถือว่าเป็นการบ้านของเรา

หญิงแกร่งในครม."นำสิ่งที่ดีสู่ท่องเที่ยว"

ทุกคนเท่ากับอิฐคนละก้อน

ก่อนหน้านี้ชื่อของ “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” สะดุดตาอยู่ในคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ ตามด้วยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านอื่นๆ กระทั่งเป็น รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

หลายคนจึงมองว่ากอบกาญจน์น่ามีความชำนาญการทางการเมือง หรือไม่ต้องมีคอนเนกชั่น คสช. จึงได้รับความไว้วางใจมากขนาดนี้

กอบกาญจน์ หรือ “คุณน้อง” เปิดเผยว่า ไม่ได้มีคอนเนกชั่นคนในกองทัพ และไม่ได้มีความเป็นนักการเมือง แต่ถ้ามีบ้างน่าจะเป็นคุณแม่ (ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์) เคยได้รับแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิก

“เราไม่ใช่นักการเมือง ประสบการณ์ทางการเมืองน้อยมากถึงศูนย์เลยก็ว่าได้ สนช.ก็เป็นได้แค่ 2 “อาทิตย์” คุณน้องขยายความว่า เหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวไว้ช่วงแต่งตั้ง ครม.ไม่ได้มีนักการเมือง แต่คัดเลือกบุคลากรที่มีความเหมาะสมเข้ามารับโปรเจกต์สำคัญของชาติ ซึ่งในส่วนของกอบกาญจน์ต้องการให้มาทำการตลาดการท่องเที่ยว

จึงน่าจะตอกย้ำถึงเส้นทางสู่ รมว.ท่องเที่ยวฯ ไม่ใช่เพราะคุ้นเคย พล.อ.ประยุทธ์ หรือสายสัมพันธ์ทางการเมือง แต่เพราะเป็นบุคลากรคุณภาพมากความสามารถ

เธอพยายามกล่าวอย่างถ่อมตน แต่เลี่ยงไม่ได้ที่จะตอบ “พูดเหมือนเข้าข้างตัวเองนะ เป็นความสามารถและอำนาจความไว้วางใจมากกว่า คิดว่าคนเก่งอาจมีเยอะ แต่ว่าเราเคยอยู่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น และท่านอาจเคยดูประวัติครอบครัว ดูวิธีทำธุรกิจของเราน่าไว้วางใจ แต่ถามว่ารู้จักเป็นการส่วนตัวไหม ตอบเลยว่าไม่ เพิ่งได้มีโอกาสพบ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อครั้งนำคณะหอการค้าญี่ปุ่นเข้าพบ คสช.ครั้งเดียวเท่านั้นเอง

“ท่านใดท่านหนึ่ง (ใน คสช.) มองว่าเรามาจากสายธุรกิจ เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวมีความสำคัญ เรื่องการตลาดต้องการมุมมองนี้ เรามาจากภาคอุตสาหกรรม ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียภาคท่องเที่ยวเลย เพราะเรามาจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ทำทัวร์ อีกประการอาจเป็นเพราะเราทำการค้าขายติดต่อกับนานาชาติ เช่น ประเทศเพื่อนบ้าน ญี่ปุ่น ก็อาจนำประสบการณ์ตรงนี้มาใช้กับการท่องเที่ยวลิงค์กับประเทศต่างๆ

“เขามาถามว่าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวฯ ได้ไหม มีเสียงพูดเท่านี้ อ่อ! แต่ท่านพูดเหมือนกันว่าอยากให้มาดูเรื่องการตลาด

“เราต้องรักในสิ่งที่เราทำ แต่ถ้าให้ทำในสิ่งที่ไม่รักทำไม่ได้ ตอนแรกก็ยังงงๆ ว่า เอ๊ะ! ทำไมให้เรามาทำตรงนี้ แต่คิดไปคิดมาเราชอบตรงนี้มาก่อน เพราะสมัยที่อยู่โตชิบาเราพาลูกค้าไปเที่ยว โดยยึดที่จะไทยเที่ยวไทย เพราะประเทศไทยเกิดวิกฤตมาหลายครั้ง ได้บอกพนักงานมาตลอดว่าเราจะไม่ไปเที่ยวเมืองนอก แต่จะพาลูกค้าเที่ยวประเทศไทย บริษัทอื่นเขาไปเมืองนอกตลอด แต่เราจะเที่ยวเมืองไทยแล้วลูกค้าประทับใจหมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เคยทำมาบ้างแล้ว เมื่อมาทำงานตรงนี้จึงทำได้”

สโลแกน “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” นอกจากทำให้ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อดังประสบความสำเร็จ หากแต่การคิดค้นสโลแกนดังกล่าวยังแฝงด้วยปรัชญาการทำงานลึกซึ้ง ปฏิบัติได้ผลจริง

อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ ยอมรับว่าได้นำปรัชญาการทำงานภาคธุรกิจตรงนี้มาใช้กับงานทางการเมือง

ผู้เคยได้รับเกียรติเป็น 1 ใน 13 นักธุรกิจสตรีชั้นนำระดับโลกเมื่อปี 2547 ถอดความหมายสโลแกน “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ว่า ทางธุรกิจไม่ได้ทำงานเพื่อตัวเลข ไม่ได้ทำงานเพื่อยอดขายและผลกำไร แต่เรามีความรู้สึกว่าสิ่งที่ยั่งยืนมากกว่า คือเราทำงานเพื่อคนทั้งหมด ต้องทำงานเพื่อคน ถ้าอย่างนั้นจะทำงานด้วยความสุขใจ

“ถ้าทำงานเพียงแค่เงิน พอเงินน้อยปั๊บ เราอาจไม่อยากทำแล้ว แต่ถ้าเรามีความรู้สึกว่าทำเพื่อคน และคนไม่เฉพาะลูกหลานเรา สำหรับโตชิบามีอยู่ด้วยกัน 5 ส่วน คือเป็นทั้งผู้ถือหุ้น พนักงาน ตัวแทนจำหน่าย ผู้บริโภค ที่สำคัญคนทั้งประเทศ”

ในวันที่แถลงนโยบายกระทรวงจึงได้หยิบยกเรื่อง “อิฐแดง” ซึ่งสมัยอยู่ในภาคธุรกิจเธอย้ำต่อพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานทำความสะอาด ไปจนถึง ผู้บริหารทุกคน คือ อิฐ 1 ก้อนที่มีความสำคัญเท่ากันหมด ไม่มีใครสำคัญมากหรือน้อยกว่าอิฐ 1 ก้อน

อาคารสีแดงอิฐริมถนนวิภาวดีรังสิตของบริษัท โตชิบา ประเทศไทย จึงไม่ใช่แค่ออฟฟิศธรรมดา แต่ต้องการสื่อความหมายให้พนักงานตระหนักว่าทุกคนคืออิฐคนละก้อนที่มีขนาดเท่ากัน หล่อหลอมมาอยู่ที่เดียวกัน

“วันที่แถลงนโยบายท่องเที่ยวเราได้พูดถึงอิฐแดง อยากให้ที่นี่เป็นอย่างนั้น อยากให้ทุกหน่วยงานไม่มีคำว่าใครใหญ่กว่าใคร ทุกคนเท่ากับอิฐคนละก้อน จะมาบอกว่าส่วนนี้สำคัญกว่าอีกส่วนนี้เพราะได้รับงบประมาณมากกว่า สำหรับเราไม่ใช่ เราต้องการทุกคน ทุกคนมีความสำคัญ อยากให้เขามีแรงปรารถนากับงาน เห็นความสำคัญของตัวเอง ต้องสามัคคี”

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี