
รัสเซีย : แผนคืนความยิ่งใหญ่ระดับโลก (ตอนแรก)
แม้อดีตสหภาพโซเวียตจะเคยเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่แย่งชิงความเป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 กับสหรัฐมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือช่วงแห่งยุค “สงครามเย็น” แต่ก็ต้องล่มสลายกลายเป็นประเทศต่างๆ ในปี 1991 ทว่าสิ่งที่สหภาพโซเวียตยังคงทิ้งลายความเป็นมหาอำนาจไว้อย่างไม่จืดจางผ่านผู้เล่นใหม่ที่มีชื่อว่า “สาธารณรัฐรัสเซีย” ภายใต้การนำของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำที่มีชื่อเสียงกว้างขวางไปทั่วโลก ทั้งในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
แม้อดีตสหภาพโซเวียตจะเคยเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่แย่งชิงความเป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 กับสหรัฐมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือช่วงแห่งยุค “สงครามเย็น” แต่ก็ต้องล่มสลายกลายเป็นประเทศต่างๆ ในปี 1991 ทว่าสิ่งที่สหภาพโซเวียตยังคงทิ้งลายความเป็นมหาอำนาจไว้อย่างไม่จืดจางผ่านผู้เล่นใหม่ที่มีชื่อว่า “สาธารณรัฐรัสเซีย” ภายใต้การนำของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำที่มีชื่อเสียงกว้างขวางไปทั่วโลก ทั้งในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงทศวรรษยุคปี 90 รัสเซียเข้าไปแทรกแซงและยังคงตรึงอิทธิพลทางทหารไว้ในหลายดินแดนที่เคยเป็นรัฐบริวารของอดีตสหภาพโซเวียต ทำให้หลายท่านอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมรัสเซียยังคงไม่ปล่อยวางจากการแทรกแซงประเทศอื่นๆ และสิ่งที่ทำให้หลายคนต้องสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2014 ที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการเข้าแทรกแซงอธิปไตยของประเทศสาธารณรัฐยูเครนอย่างเปิดเผย จนกลายเป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัสเซียกับสหรัฐและสหภาพยุโรป
เพื่อให้คุณผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น คงต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์ความเป็นสหภาพโซเวียตกันก่อนว่าทำไมรัสเซียยังคงดำเนินนโยบายทางการทูตแบบข่มขู่และกล้าเผชิญหน้ากับกลุ่มประเทศตะวันตกและสหรัฐอย่างเปิดเผย
หลังจากการปฏิวัติที่เรียกว่า “ปฏิวัติบอลเชวิค” ในปี 1917 ผู้นำโซเวียตในอดีต “โจเซฟ สตาลิน” ได้เป็นผู้นำในการควบคุมหน่วยงานของสหภาพโซเวียตที่กำกับและดูแลด้านการสร้างความเป็นชาติเดียวกันให้แก่ประเทศ เนื่องจากสหภาพโซเวียตเป็นประเทศที่ประกอบไปด้วยชนกลุ่มน้อยหลากหลายเชื้อชาติ โดยยุทธศาสตร์ที่สตาลินใช้มาตลอดและได้ผลเป็นอย่างดี ได้แก่ ให้กลุ่มชนเชื้อชาติหลักในแต่ละสาธารณรัฐทั้งหมด 15 รัฐ ได้มีอำนาจปกครอง โดยแต่ละรัฐก็จะมีประชากรชาวรัสเซียอาศัยอยู่ด้วยเกือบทุกรัฐ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีการวิเคราะห์กันว่าเป็นความฉลาดของสตาลินที่ป้องกันไม่ให้แต่ละรัฐผนึกกำลังกันและรวมตัวแข็งข้อหรือคิดกบฏต่อรัฐบาลกลาง
แต่ท้ายที่สุดยุทธศาสตร์ของสตาลินก็ต้องมีอันเป็นไป เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 และบรรดารัฐบริวารก็แยกตัวออกเป็นประเทศอิสระ โดยที่ยังมีชนกลุ่มน้อยในแต่ละประเทศที่เป็นชาวรัสเซียได้พยายามแยกตัวออกเป็นรัฐอิสระและต้องการขึ้นตรงต่อรัสเซียและความพยายามดังกล่าวก็มักจะได้รับการสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากรัฐบาลรัสเซียด้วยทุกครั้งไป
สัปดาห์หน้า ผมจะมาอธิบายต่อถึงวิธีการรักษาอิทธิพลไว้ในดินแดนรัฐบริวารเดิมของรัสเซีย และแผนทวงคืนความยิ่งใหญ่เช่นในอดีตของแดนหมีขาวครับ







