
'ปฏิรูปสื่อ' ลำบากถ้าอยู่ดาวคนละดวง
ในอดีตก่อนจะเข้ามาเป็น กสทช. สุภิญญา กลางณรงค์ คือนักเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปสื่อ
ในอดีตก่อนจะเข้ามาเป็น กสทช. สุภิญญา กลางณรงค์ คือนักเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปสื่อ เมื่อได้รับเลือกจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช. ในปี 2554 จึงถูกคาดหวังไม่น้อยว่าจะเป็นผู้เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง
เวลาผ่านมาถึง 3 ปี สุภิญญา ยอมรับว่ายังมีงานหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดั่งใจ
“ก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คือหลายเรื่องก็ไม่ค่อยสำเร็จ แต่หลายเรื่องเนี่ยได้ใช้ประสบการณ์ต่อสู้มามาก่อร่างในองค์กรนี้ แม้จะไม่ 100% แต่หลายเรื่องก็เป็นผลจากที่เราได้ใส่ข้อมูลเข้าไป ส่วนหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน มีอะไรก็คอยส่งเสียงสาธารณะ แต่ก็ไม่ได้ค้านอย่างเดียว หลายเรื่องได้ทำงานในเชิงรุกด้วย เช่น การคุ้มครองผู้บริโภค เราก็พยายามสร้างกลไกในการแก้ไขปัญหา ระหว่างรัฐกับประชาชน หรือการกำกับดูแลเชิงเนื้อหา”
“ในฐานะที่ทำงานด้านสิทธิเสรีภาพมาก่อนก็จะไม่ชอบที่ กสทช.จะใช้อำนาจห้ามโน่นห้ามนี่เราจะออกมาสู้ตลอด และพยายามถ่วงดุล ซึ่งคิดว่า กสทช.ยังมีบางจุดที่ล้ำเส้นไปบ้าง แต่ยังถอยกลับมา ไม่ทำตัวเป็นหน่วยเกสตาโปอะไรขนาดนั้น ดังนั้นส่วนตัวยังรู้สึกว่าเรายังเป็นปากเสียงของฝั่งสิทธิเสรีภาพสื่อ แต่เราเห็นว่าบางเรื่องถ้าเกินไปก็ควรเข้าไปกำกับบ้าง พยายามสร้างกลไกไตรภาคีเจรจากันเพื่อคานดุลระหว่างเสรีภาพกับความรับผิดชอบ”
“เมื่อก่อนเป็นเอ็นจีโอ มีพลังระดับหนึ่งแต่ไม่มี Authority (อำนาจหน้าที่) ตอนนี้นอกจากเสียงตัวเองที่ยังมีพลังเหมือนเดิม แต่ก็มี Authority ด้วย เพียงแต่อำนาจไม่ได้เบ็ดเสร็จ เพราะต้องใช้รูปแบบองค์คณะ แต่มาถึงขั้นนี้เสียงเรายังมีพลังนะ มาจนถึงจุดที่อยู่ตรงนี้ถือว่าโอเคแล้ว เพราะงานนี้คือสิ่งที่เราอยากจะทำจริงๆ”
ส่วนวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออีก 3 ปี สุภิญญา ตั้งใจว่า อยากทำให้ระบบตลาดของทีวีดิจิทัลมีความลงตัว การวางโครงข่ายให้เป็นไปตามแผน จากนั้นเป็นเรื่องของการดูแลเนื้อหา เช่น ช่องเด็กประมูลมามีเนื้อหาเพื่อเด็กและเยาวชนหรือไม่ ช่องข่าวประมูลเป็นช่องข่าวจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้คงเน้นหนักในเรื่องการวางโครงสร้างตลาดใหม่ ส่วนเรื่องเนื้อหาคงต้องปล่อยให้เป็น กสทช.ชุดหน้า
“งาน กสทช.ชุดนี้เป็นงาน Pioneer(ผู้บุกเบิก) สร้างถนน สร้างทาง สร้างตลาดให้เสร็จ ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ต้องทำคงเป็นงานของกสทช.ชุดหน้า เพราะ กสทช. ชุดหน้าไม่ต้องเหนื่อยกับการออกแบบโครงสร้างแล้วหลังจาก กสทช.ชุดนี้ได้วางเอาไว้ลงตัว”
ขณะที่เรื่องการปฏิรูปประเทศในด้านสื่อสารมวลชน สุภิญญา มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า พลวัตการปฏิรูปสื่อคืบหน้าไปมาก สมัยพฤษภาทมิฬ คนให้ความสนใจกับการปฏิรูประบบสื่อที่รัฐครอบครอง คนจึงอยากให้สื่อมีเสรีภาพมากขึ้น มีโครงสร้างที่ดีขึ้น แต่ว่ายุคนี้คนคิดว่าสื่อใช้เสรีภาพมากเกินไป ไร้จรรยาบรรณไม่รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นส่วนตนเห็นว่า สังคมต้องการให้สื่อปฏิรูปตัวเองในเชิงจริยธรรมและจรรยาบรรณมากกว่า
“การปฏิรูปตอนนี้ คนละบริบทกันกับอดีต ตอนนั้นคนต้องการล้มระบบอำนาจนิยม แต่ตอนนี้คนต่อต้านระบบทุนนิยมหรือนักการเมือง คนอาจจะเบื่อกับสื่อที่มีเสรีภาพล้นเหลือ ทุกคนล้วนอยากปฏิรูป คนที่เลือกข้างก็อยากปฏิรูปสื่อที่แทงกั๊กว่าทำไมคุณไม่ก้าวหน้า ไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ส่วนคนที่เห็นสื่อกลางๆ ก็อยากจะปฏิรูปสื่อที่แรงๆ เป็นการมองคนละมุมมากๆ”
“ถ้าเราดูตอนนี้เรื่องการปฏิรูป เช่น กปปส. คาดหวังอีกอย่างหนึ่ง กลุ่มคนเสื้อแดงคาดหวังอีกอย่างหนึ่ง ส่วนกลุ่มคนที่เป็นกลางคาดหวังอีกอย่างหนึ่ง เหมือนดาวคนละดวง ที่พูดเรื่องการปฏิรูปการเมือง เช่นเดียวกับการปฏิรูปสื่อ ที่มีดาวคนละดวงอยากไปสู่ประชาธิปไตย เช่น กลุ่มคนเสื้อแดงประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่ง ขณะที่ฝั่ง กปปส.มองว่าอีกแบบหนึ่ง เหมือนกับ คสช.เข้ามาแล้วอยากจะสลายให้ทุกคนมีดาวดวงเดียวกัน”
การทำให้ดาวดวงเดียวกันจะเป็นไปได้หรือไม่? สุภิญญา มีทัศนะความเห็นว่า ต้องดูว่าโจทย์ของการปฏิรูปจะไปทางไหน จะมองมุมสื่อไม่มีจริยธรรม ไม่รับผิดชอบตนเอง แล้วเข้ามากำกับจริยธรรมหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นสื่อก็อาจจะโดนจำกัด เช่น มีการลงทะเบียนสื่อ หรือถูกลงโทษโดยการยึดใบประกอบการ ต้องมีวิชาชีพมากำกับเด็ดขาด ห้ามสื่อรับโฆษณา หรืออื่นๆ มันเลยไม่รู้ว่า เป้าหมายมันจะไปจบตรงไหน แต่ถ้าในมุมของตัวเองก็เห็นว่าต้องทำให้เสมอภาค
“จริงอยู่ที่เสรีภาพต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ อย่าล้ำเส้น อย่าผูกกับโซ่ตรวนจริยธรรมจรรยาบรรณ โดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตัดสิน เพราะคนอาจรู้สึกถูกคุกคาม ถ้าฝ่ายหนึ่งบอกว่า ต่างฝ่ายต่างผิดจรรยาบรรณ ซึ่งเราจะทำอย่างไรให้มีแกนกลาง หรือกลไกสักอย่างมากำกับ อย่างที่ตัวเองเคยพูดใน กสทช. เช่น อาจจะต้องมีกลไกวิชาชีพที่เข้มแข็งจริงจังช่วยดูแลก่อน แต่ไม่ใช่ว่าต้องเอาสื่อมาลงทะเบียน”
สิ่งสำคัญที่ สุภิญญา เห็นว่าเป็นปัจจัยที่จะทำให้การปฏิรูปสื่อประสบความสำเร็จ คือ การสรุปบทเรียนที่ผ่านมา
“ก่อนการปฏิรูปควรมีการสรุปบทเรียนตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา ถอดบทเรียนเรื่อง กสทช. จริยธรรมองค์กรสื่อ และกลไกในวิชาชีพสื่อทั้งหมด แล้วสรุปว่าจะยึดแนวทางใดในการปฏิรูป”
ส่วนกระแสเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป กสทช. สุภิญญา ในฐานะคนในองค์กร คิดว่าต้องแก้จุดอ่อนบางอย่างเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล มีการตรวจสอบมากขึ้น เป็นทางที่ดีที่สุด เพราะการทำทุกอย่างให้โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งส่วนตัวผลักดันเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เช่น เมื่อสังคมอยากรู้อะไร ก็ควรเปิดเผย เพราะคนจะได้เห็นข้อเท็จจริง จะเป็นผลดีต่อคณะกรรมการและองค์กรเอง
“เคยเสนอว่า กสทช.ควรมีการเสนอเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน เหมือนกับนักการเมืองไปเลยไหม เปิดเผยการเดินทางไปต่างประเทศ ว่า กสทช.ใช้เงินไปเท่าไหร่ เปิดเผยให้หมดเลย ใครจะมาเป็นต้องเปิดเผย หรือต้องรายงานว่า ไปพบใครบ้าง อะไรบ้าง หรือรับของขวัญจากใคร เหมือนกับองค์กรออฟคอม (Ofcom : กสทช.ของอังกฤษ) ที่ต้องรายงาน ว่าเขารับของขวัญจากใคร และห้ามไปพบกับเอกชนโดยลำพัง ของเราก็เอาอย่างนั้นเลยไหม คือต้องเข้มแบบหลุดไม่ได้เลย”







