
เปิดมุมมองวิชาการยุบอปท.คือก้าวถอยหลัง
แนวทางการปฏิรูปปรับปรุงโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลใหม่จะมีนโยบายอย่างไร
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
แนวทางการปฏิรูปปรับปรุงโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลใหม่จะมีนโยบายอย่างไร แต่ประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น อีกทั้งยังถือว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นการบ่มเพาะอิทธิพลทางการเมืองสู่ระดับชาติ ไม่ว่าจะผิดหรือถูก แต่นี่คือประเด็นสำคัญที่ฝ่ายการเมืองมองว่าเป็นจุดที่จะต้องปรับปรุง และมีกระแสข่าวในกลุ่มผู้บริหาร อปท.ว่า อาจถึงขั้นยุบ อปท.บางประเภท
ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีผลงานวิชาการด้านการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น ระบุไม่เห็นด้วยหากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือรัฐบาล จะยึดอำนาจจาก อปท.กลับมาเพื่อเสริมสร้างให้อำนาจจากส่วนกลางคือรัฐบาลให้เข้มแข็ง เพราะจะทำให้ประเทศถอยหลังเข้าคลอง
“การยุบ อปท.เป็นการสวนกระแสของโลก ที่ต้องมุ่งเน้นในเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หากยึดอำนาจเข้ามาก็จะเป็นว่าไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ควรจะกระจายอำนาจลงไปอย่างทั่วถึงและลดทอนอำนาจทับซ้อนที่มาจากรัฐบาล คือข้าราชการตามภูมิภาคต่างๆ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เป็นต้น”
ตระกูลวิเคราะห์ด้วยประสบการณ์ทางวิชาการในเรื่องการปกครองท้องถิ่น ว่า การกระจายอำนาจจะช่วยให้รัฐบาลแบ่งเบาภาระ และถือเป็นหน้าที่ของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ ที่จะมีสิทธิเลือกคนที่จะเข้ามาทำงานให้พวกเขาเอง ปัญหาที่กังวลกันนั้นเป็นปัญหาทั่วไป คือการทุจริต หรือสร้างอิทธิพลให้กลุ่มพวกพ้องตนเอง แต่ก็มีระบบหรือกฎหมายที่เข้ามาจำกัดอยู่แล้ว อีกทั้งหากคนเข้ามาทำงานแล้วไม่ดี ประชาชนก็ไม่เลือก
“การกระจายอำนาจเพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง หรือเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องกังวล เพราะพวกเขาไม่ได้แบ่งแยกดินแดนหรือตั้งการปกครองกันเองอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นระบบที่ควรจะต้องส่งเสริมให้เป็นเป้าหมายหลักเท่านั้น และระบบนี้จะยิ่งทำให้ประชาชนมีทางเลือกสามารถดูแลตัวเองได้ ส่วนตัวเชื่อว่าประสิทธิภาพของประชาชนทั่วประเทศอยู่ในระดับที่เท่ากัน ไม่ควรแบ่งแยกเพียงตามแค่หัวเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น”
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ตระกูลมองว่ารัฐบาลก็ต้องหันมาดูว่าในส่วนภูมิภาคหรือข้าราชการที่รัฐบาลส่งมาแต่ละท้องถิ่นนั้น สมควรที่จะต้องมีหรือไม่ หากมีก็ควรจะอยู่ที่ความจำเป็นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต นนทบุรี หรือตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่ข้าราชการขึ้นตรงกับท้องถิ่นนั้นๆ และสามารถขับเคลื่อนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ผู้ว่าฯ แบบเดิมก็มีได้ แต่ควรจำกัดหน้าที่และมีขอบเขตการทำงานที่ไม่ต้องมากนัก เพื่อให้อำนาจสู่ท้องถิ่นจัดการปัญหาต่างๆ หรือพัฒนาได้อย่างเป็นเอกภาพ หากเกิดปัญหาใดก็ให้จัดการกันเอง และแม้ว่าปัญหานั้นจะใหญ่มาก รัฐบาลก็ยังสามารถส่งความช่วยเหลือได้”
ตระกูล ย้ำอีกว่า หากเป็นการส่งเสริม อปท.อย่างเต็มรูปแบบตามแนวคิดทางรัฐศาสตร์ในข้างต้นแล้ว รัฐบาลเองก็จะมีเวลาไปบริหารงานใหญ่ในระดับต่างประเทศได้ ขณะที่ส่วนท้องถิ่นก็จะมีความเข้มแข็งเดินตามต่อเนื่องไปด้วย
กระนั้น อปท.เองก็ต้องปรับปรุงตัวเอง โดยเฉพาะกับเรื่องของปัญหาการคอร์รัปชั่น และการทุจริตกับโครงการต่างๆ ในพื้นที่ของตนเอง ดังนั้นแล้ว การบังคับใช้กฎหมายเอาผิดกับกลุ่มคนพวกนี้ จึงต้องมีการเข้มงวดจริงจัง และนอกจากนั้น กระแสต่อต้านจากภาคประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ก็จะส่งผลกระทบไปยังกลุ่มคนที่ทุจริต คือจะไม่เลือกเข้ามาให้ทำงานเพื่อพวกเขาอีกต่อไป
“การยุบรวมองค์การบริหารส่วนตำบลที่อยู่ใกล้เคียงกัน และยกระดับเป็นเทศบาลก็เป็นแนวคิดที่ควรจะทำได้ แต่ต้องดูขนาดประชากรเป็นหลัก เพื่อให้มีงบประมาณพัฒนาได้มากยิ่งขึ้น แต่องค์การบริหารส่วนจังหวัดผมเห็นว่าไม่ควรจะถูกยุบไป เพราะถือเป็นการเลือกเข้ามาให้ทำงาน และประชาชนตรวจสอบได้ แต่ควรไปยุบระดับภูมิภาค คือข้าราชการของรัฐบาล ซึ่งส่วนนี้ประชาชนตรวจสอบไม่ได้เลย”
แม้จะยังไม่แน่ใจในจุดยืนของ คสช.และรัฐบาลเกี่ยวกับการดำเนินการหรือการปฏิรูป อปท.ว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด แต่กระนั้นตระกูลก็เห็นว่า ขอให้เชื่อใจประชาชนว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ใครทำงานไม่ทำงาน ใครเข้ามาโกงกิน
แต่หากจะมีการยุบ อปท.จริง อาจจะเป็นอันตรายต่อการบริหารประเทศ และการถอยหลังเข้าคลองของระบอบการบริหารประเทศ







