
อียู"คิวอี" สู้เงินฝืดศก.ใหม่เตรียมรับมือทุนทะลัก
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีภูมิภาคไหนถูกจับตามองไปมากกว่ายุโรปอีกแล้ว
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีภูมิภาคไหนถูกจับตามองไปมากกว่ายุโรปอีกแล้ว เพราะนอกจากประเด็นความขัดแย้งในยูเครนที่กำลังร้อนแรง ล่าสุดธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก
อีซีบีงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งล่าสุดด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยจนต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยลดดอกเบี้ยนโยบายจนเหลืออยู่ที่ 0.05% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 0.20% หรือเท่ากับการนำเงินไปฝากธนาคารนอกจากไม่ได้ดอกเบี้ยแล้วยังต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย นับเป็น “ยาแรง” ที่แม้แต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจก็ยังไม่กล้าใช้
นอกจากนี้ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบียังสร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งวงการด้วยการให้คำมั่นว่าเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (เอบีเอส) ในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อเพิ่มปริมาณเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจต่อสู้กับภาวะเงินฝืด
แม้ทางอีซีบีจะหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ทว่าโดยเนื้อแท้แล้ว กระบวนการเข้าซื้อเอบีเอสก็คือการเข้าซื้อสินทรัพย์ในตลาดเพื่อกระตุ้นสภาพคล่องนั่นเอง
จะแตกต่างกันตรงที่อีซีบีไม่ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) มีผลตอบแทนที่ต่ำมากอยู่แล้ว โดยผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี ฝรั่งเศส และไอร์แลนด์ อายุ 2 ปีมีอัตราที่ต่ำกว่า 0% ต่อปี
ฉะนั้น หากอีซีบีเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีกจะกลายเป็นการผลักดันให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนจะลดลงไปอีก
การงัดมาตรการล่าสุดออกใช้ จึงเป็นการเทเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้ยุโรปหลุดพ้นภาวะเงินฝืดได้ ถึงกระนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลลงในระบบเศรษฐกิจย่อมเกิดผลกระทบในวงกว้างเช่นกัน
ในปัจจุบันโลกอยู่ในภาวะเงินถูกล้นโลก จากการทุ่มอัดฉีดเม็ดเงินปริมาณมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องของบรรดาธนาคารรายใหญ่ทั้งสหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่น เพื่อหลีกหนีผลกระทบจากวิกฤตการเงินปี 2008
สำหรับสหรัฐ แม้จะทยอยลดมาตรการคิวอีมาตั้งแต่ต้นปี ทว่าในประเด็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ด้านญี่ปุ่นยังคงสู้กับภาวะเงินฝืดต่อเนื่องกว่า 2 ทศวรรษ และไม่มีท่าทีว่าจะหยุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเร็ววันนี้
ฉะนั้น กรณีที่อีซีบีกระโดดเข้ามาร่วมเล่นเกมซื้อสินทรัพย์ โดยบลูมเบิร์กอ้างว่าอีซีบีเตรียมใช้เม็ดเงินอย่างน้อย 7 แสนล้านยูโร (ราว 29 ล้านล้านบาท) ย่อมทำให้เกิดเม็ดเงินปริมาณมหาศาลทะลักเข้าสู่เศรษฐกิจโลกมากขึ้นไปอีก จากเดิมที่แทบจะล้นโลกอยู่แล้ว
ประเด็นอยู่ที่กลุ่มเศรษฐกิจที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่อ่อนไหวต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากยังคงพึ่งพาการส่งออกในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางทั้ง 5 อันได้แก่ บราซิล อินโดนีเซีย อินเดีย ตุรกี และแอฟริกาใต้ ซึ่งพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์
หากมองถึงผลกระทบในระยะสั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจของอีซีบีคือผลดี ยืนยันได้หลังจากอีซีบีประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่นาน เกิดภาวะสกุลเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น สกุลเงินกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่จึงอ่อนค่าลงโดยเปรียบเทียบ สร้างความได้เปรียบในการส่งออก
เช่นเดียวกัน ตลาดยุโรปที่ถือเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ เมื่อฟื้นตัวดีขึ้นย่อมส่งผลให้ปริมาณความต้องการสินค้าในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ส่งผลดีต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
พร้อมกันนี้ ยังทำให้เกิดการลงทุนในตลาดทุนของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อีกด้วย ซึ่งนับว่าดีต่อทั้งความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและการกู้ยืมจะทำได้ง่ายขึ้น จากปริมาณเม็ดเงินที่ไหลเข้ามา
ด้านหนังสือพิมพ์ เดอะ เทเลกราฟ ของอังกฤษ เปิดเผยรายงานเชิงวิเคราะห์ระบุว่า การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในเอเชีย ทั้งไทย จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินเดีย ฮ่องกง และอินโดนีเซีย
ขณะเดียวกัน อูเว พาร์พาร์ท เขียนบทวิเคราะห์ในเว็บไซต์ซีเอ็นบีซี แสดงความเห็นว่า ปริมาณเงินที่อีซีบีอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจจะไหลสู่เอเชีย โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี หากมองในระยะยาว การอัดฉีดเม็ดเงินของอีซีบีคือยาพิษ เนื่องจากผลกระทบจากทุนไหลเข้าจะทำให้เงินแข็งค่าขึ้น จนทำให้สูญเสียศักยภาพการแข่งขันในตลาดส่งออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตของประเทศตลาดเกิดใหม่
นอกจากนี้ กระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามายังไปกองอยู่ในตลาดทุนเพื่อการเก็งกำไรมากกว่าจะถูกใช้ไปเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือ กลุ่มประเทศเกิดใหม่จะเสพติดภาวะเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จนเสียแรงจูงใจในการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อหลีกหนีจากภาวะเติบโตจากหนี้อย่างที่เคยเป็นมา
ในทางกลับกัน ผลร้ายจะยิ่งสะท้อนให้เห็นรุนแรงขึ้นเมื่อยุโรปเลิกใช้มาตรการกระตุ้นดังกล่าว ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็วจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
ผลกระทบดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับกลุ่มประเทศเปราะบางทั้ง 5 หลังจากเฟดประกาศการลดใช้คิวอีเป็นครั้งแรกเมื่อราวเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงจนค่าเงินอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง
มาตรการกระตุ้นของยุโรปจึงน่าจะส่งผลในแง่ลบต่อตลาดเกิดใหม่มากกว่าผลดี โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ความยั่งยืน การใช้การกระตุ้นจึงดีต่อเศรษฐกิจยุโรปเท่านั้น ที่เหลือคือเศษซากความผันผวนของตลาดเกิดใหม่
ดังนั้น กลุ่มตลาดเกิดใหม่ต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต







