
ถึงคิวตกงาน
เผาราชประสงค์ภัยแล้งออกฤทธิ์ไตรมาส23อ่วมป่วยโรคเครียดการเมืองบาน
โพสต์ทูเดย์
— สศช. ห่วงยอดคนว่างงานในไตรมาส 23 พุ่งพร้อมระบุคนไทยยอดป่วยทางจิตเพิ่ม เหตุเครียดจากปัญหาการเมืองเศรษฐกิจนางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้ การว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สาเหตุมาจากความเสียหายต่อภาคธุรกิจที่เกิดจากการชุมนุมและการก่อการจลาจล ทำให้มีการลดชั่วโมงทำงานและลดการจ้างงาน
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาภัยพิบัติการเกษตร ทั้งภาวะภัยแล้งและการระบาดของศัตรูพืช และการทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้จบการศึกษาใหม่ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.
“
แนวโน้มไตรมาส 2 นั้น ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยหลักและปัจจัยเสริม ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ การใช้จ่ายภาครัฐ การเร่งรัดโครงการลงทุนภาครัฐที่จะส่งผลต่อการลงทุนของภาคเอกชน และการลดผลกระทบจากปัญหาการเมืองทั้งหมดนี้หากดำเนินการได้ตามเป้าจะช่วยให้ไตรมาส 2 อัตราการว่างงานไม่เพิ่มมากขึ้นนัก แม้ว่าจะมีนักศึกษาจบใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยก็ตาม
” นางสุวรรณี กล่าวทั้งนี้ ภาวะสังคมไทยในไตรมาส 1/2553 การจ้างงานเพิ่มขึ้น 2.6% จากไตรมาสก่อน ทำให้อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 1.1% หรือมีผู้ว่างงาน 4.3 แสนคน ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้อง
เฝ้าระวังในระยะต่อไป คือการว่างงานมีแนวโน้มโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 และ 3 และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตแรงงานจากการขาดรายได้ ซึ่งมี
สาเหตุมาจาก 1.ความเสียหายต่อภาคธุรกิจที่เกิดจากการชุมนุมและการก่อการจลาจลทำให้มีการลดชั่วโมงทำงานและลดการจ้างงาน 2.ปัญหาภัย
พิบัติการเกษตร ทั้งภาวะภัยแล้งและการระบาดของศัตรูพืช และการทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้จบการศึกษาใหม่ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.
"แนวโน้มไตรมาสที่ 2 นั้น ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยหลักและปัจจัยเสริม ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ การใช้จ่ายภาครัฐ การเร่งรัด
โครงการลงทุนภาครัฐที่จะส่งผลต่อการลงทุนของภาคเอกชน และการลดผลกระทบจากปัญหาการเมือง ทั้งหมดนี้หากดำเนินการได้ตามเป้าจะช่วยให้
ไตรมาสที่ 2 อัตราการว่างงานไม่เพิ่มมากขึ้นนัก แม้ว่าจะมีนักศึกษาจบใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยก็ตาม" นางสุวรรณี กล่าว
นอกจากนี้ พบว่าแนวโน้มปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยรุนแรงขึ้น มีความเครียดมากขึ้น ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ด้วย จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการดังกล่าวเพิ่มขึ้น มีประชากร 1 ใน 4 ที่เป็นโรคเครียดจากการเมือง และผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตในระหว่างวันที่ 2022 เม.ย. 2553 พบว่า ดัชนีวัดความสุขของคนไทยลดลงอย่างมาก โดยคนไทยทั่วประเทศ 32% หรือกว่า 20 ล้านคน มีภาวะความเครียดและวิตกกังวลจากปัญหาการเมืองและการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล
โดยมีข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่มารับบริการในช่วงปี 25492552 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคนให้ความสนใจปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตผ่านสายด่วนมากขึ้นถึง 3 เท่า
นางสุวรรณี กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตที่พบมากที่สุดคือปัญหาความเครียด ซึมเศร้าและวิตกกังวล พบมากที่สุดในกลุ่มคนวัย 1530 ปี รวมทั้งปัญหาด้านเพศ ความรัก ครอบครัวและปัญหาสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น โดยจากการสำรวจของกรมสุขภาพจิตพบว่า ในปี 2552 คนไทยมีความเครียดมาก 8% และมีความเครียดในระดับปานกลางถึงมากมีถึง 41% และหากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไม่จบ ก็มีโอกาสจะเพิ่มขึ้นอีกได้
ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันรามจิตติ สำรวจเรื่องสภาวะการ เด็กและเยาวชนในรอบปี 25512552 ที่ทำการสำรวจพฤติกรรมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ 1.5 แสนคน ตั้งแต่ประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา พบว่า เด็ก 33% มีปัญหาด้านสุขภาพจิต และความเครียด โดยในปี 2552 มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 25 ปี พยายามฆ่าตัวตาย 7,300 คน หรือเฉลี่ยวันละ 20 คน แม้จะลดลงจากปี 2551 ที่มีจำนวนเฉลี่ยวันละ 22 คน แต่ก็นับว่ายังอยู่ในเกณฑ์สูง
ทั้งนี้ ความเครียดจากสถานการณ์ทางการเมืองหรือเรียกว่า Political Stress Syndrome หรือ PSS ก็เป็นกลุ่มอาการใหม่ของปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยเป็นปฏิกิริยาของอารมณ์และจิตใจของผู้ที่ความสนใจปัญหาการเมือง มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หรือเอนเอียงไปทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จนทำให้มีอาการทางการย จิตใจ มีปัญหาพฤติกรรมและกระทบต่อสัมพันธภาพกับผู้อื่น
นางสุวรรณี กล่าวว่า จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการดังกล่าวเพิ่มขึ้น มีประชากร 1 ใน 4 ที่เป็นโรคเครียดจากการเมือง และผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตในระหว่างวันที่ 2022 เม.ย.2553 พบว่า ดัชนีวัดความสุขของคนไทยลดลงอย่างมาก โดยคนไทยทั่วประเทศ 32% หรือกว่า 20 ล้านคน มีภาวะความเครียดและวิตกกังวลจากปัญหาการเมืองและการชุมนุม
นอกจากนี้ ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเป็นอีกปัญหาที่สำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนไทย โดยจากการสำรวจของกรมสุขภาพจิต พบว่า คนกรุงเทพฯ มีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้นจาก 15.5% ในปี 2551 เป็น 17.5% ในปี 2552 ซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตของคนกรุงเทพ คือเรื่องเศรษฐกิจและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลเป็นจำนวนมากมายและการระบบการกลั่นกรองที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารผ่านทางสื่อทางสังคม (Social medias) และเครือข่ายทางสังคม (Social networks)
นางสุวรรณี กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตในสังคมไทยเป็นประเด็นเฝ้าระวังที่มีลำดับความสำคัญเพิ่มขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมการดำเนินชีวิตที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ได้แก่ 1.ปัญหาสุขภาพจิตขั้นร้ายแรงที่อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ข้อมูล
อัตราการฆ่าตัวตายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ชี้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง จะตามมาด้วยอัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นในช่วง 23 ปีหลังจาก
นั้น ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2551 และตลอดปี 2552
2.ความขัดแย้งในสังคมบั่นทอนสุขภาพจิต 3.การรับรู้ข่าวสารมากเกินไป โดยเฉพาะข่าวสารในลักษณะชี้นำ ใช้ภาษาข่าวที่รุนแรงหรือยั่วยุให้
เกิดความเข้าใจผิด เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียด และ 4.สังคมที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมีปัญหาถูกทอดทิ้งและความยากจน
"สังคมต้องช่วยกันว่า จะเยียวยาอย่างไร โดยเฉพาะด้านจิตใจที่ไม่สามารถเยียวยาได้จากแค่การสร้างตึกรามบ้านช่อง ซึ่งในช่วงไตรมาสต่อๆ
ไป ถ้าการเมืองไม่เป็นอย่างช่วงเดือน มี.ค.พ.ค. ระดับความเครียดก็น่าจะอยู่ในระดับปกติ ดังนั้นไตรมาส 2 และ 3 จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับสถานการณ์
ว่าจะมีวิกฤตการเมืองหรือไม่ ถ้ายังมีคนที่เครียดปานกลางก็อาจจะมากกว่า 41% รวมถึงอาจไปเพิ่มในผู้ที่เครียดมากทำให้เพิ่มสูงกว่า 8%" นางสุวรรณี
กล่าว
นางสุวรรณี กล่าวอีกว่า ปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังอีกเรื่อง ก็คือ เด็กหาย ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเกือบทุกปี โดยจากสถิติข้อมูลคนหายทั่ว
ประเทศของศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา พบว่า ในปี 2552 มีการรับแจ้งบุคคลสูญหายเพิ่มขึ้น 2.9% จากปี 2551
และในไตรมาสแรกปี 2553 มีการรับแจ้งผู้สูญหายทั้งสิ้น 100 ราย เพิ่มจากไตรมาสแรกปีก่อน 1% โดยกลุ่มเสี่ยงที่หายตัวออกจากบ้านมากที่สุดคือ
เด็กและเยาวชน อายุ 1115 ปี ซึ่งหายจากบ้านด้วยความสมัครใจ ทั้งนี้ มีสาเหตุเกิดจากปัจจัยแรงกดดันภายในครอบครัว และแรงกดดันภายนอกที่มี
เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท การติดเกมออนไลน์ การแช็ตผ่านไฮไฟท์ เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ รวมถึงกิจกรรมในช่วงปิดเทอม เช่น เรียนพิเศษ การไปเที่ยว
กับเพื่อน การทำงานพิเศษ เป็นต้น
ทั้งนี้ จากรายงานสถิติคนหลายจากการแช็ต ของศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี มูลนิธิกระจกเงา พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะ
ในปี 2552 มีจำนวน 23 ราย พบแล้ว 7 ราย และในปี 2553 ถึงเดือน มี.ค. มี 4 ราย พบแล้ว 1 ราย และทุกรายเป็นหญิงวัยรุ่นที่มีเรื่องความรักมา
เกี่ยวข้อง
ส่วนด้านอื่นๆ พบว่า ในด้านสุขภาพคนไทยยังเสี่ยงจากโรคที่ต้องเฝ้าระวัง คือการระบาดของไข้หวัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง และการระบาดของ
อหิวาห์ตกโรค ขณะที่พฤติกรรมการสูบบุหรี่มีพิษภัยแฝงมากขึ้นกับผู้สูบ และผู้อื่น โดยมีแนวโน้มสตรีสูบบุหรี่มากขึ้น จากการใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ใหม่ๆ
เช่น บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบเกี่ยวกับพิษภัยจากควันบุหรี่ที่ติดอยู่ตามสถานที่และเครื่องใช้ต่างๆ
รองเลขาธิการ สศช. กล่าวด้วยว่า สศช. ได้จัดทำเรื่องเด่นประจำฉบับ "พลังเด็กและเยาวชนสร้างสังคม" โดยเห็นว่าวาระเร่งด่วนในการขับ
เคลื่อนประเทศให้ยั่งยืน คือการพัฒนาคนไทยให้เป็นคนดีมีคุณภาพ มีจิตอาสา







