
ชำแหละรถไฟฟ้าทำรัฐสูญ6พันล.
"เฉลิม" อภิปรายโครงการรถไฟฟ้าสีม่วง อัดครม.มีมติเอื้อชินโนไทยและพวก 6 พันล้านบาท ชี้ ทำโครงการต้นสูงถึง 4.2 หมื่นล้านบาท โสภณแจงทำถูกต้องทุกประการ ระบุการดำเนินการเป็นอำนาจรฟม.ไม่ใช่ครม.
"เฉลิม" อภิปรายโครงการรถไฟฟ้าสีม่วง อัดครม.มีมติเอื้อชินโนไทยและพวก 6 พันล้านบาท ชี้ ทำโครงการต้นสูงถึง 4.2 หมื่นล้านบาท โสภณแจงทำถูกต้องทุกประการ ระบุการดำเนินการเป็นอำนาจรฟม.ไม่ใช่ครม.
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในช่วงบ่าย เป็นการอภิปรายของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. พรรคเพื่อไทยโดยพุ่งเป้าไปที่กระทรวงคมนาคมในโครงการรถไฟฟ้าสีม่วงสายบางใหญ่-บางซื่อระยะทาง 46 กม. มูลค่า 36,055 ล้านบาท ว่าก่อให้เกิดความเสียหาย 6,001 ล้านบาท และเอื้อให้กับบริษัท ช.การช่าง และบริษัทชิ-โนไทย
ร.ต.อ.เฉลิม เท้าความว่า โครงการดังกล่าวเริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2547 ซึ่งให้รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่ 46 กม.โดยให้ดำเนินการกู้เงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศและเตรียมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ 7% ประมาณ 2,359 ล้านบาท ต่อมาในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์จุลานนท์ ได้มีมติ ครม.เมื่อ 7 พฤศจิกายน2549 เห็นชอบในหลักการ แนวทางการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ลำดับความจำเป็นเร่งด่วน รวม 4 โครงการระยะทาง 118 กิโลเมตร
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในวันที่ 2 ต.ค.2550 รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ได้เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอให้ รฟม.ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ระยะทาง23 กิโลเมตร ไปกลับ 46 กิโลเมตร ในส่วนการก่อสร้างงานโยธา Civil Work ภายในกรอบวงเงิน 31,217 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการสำนักงานโยธากรอบวงเงิน 1,248 ล้านบาท รวมเป็นกรอบวงเงินดำเนินการ 32,465 ล้านบาทโดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาแหล่งเงินทุนโครงการที่เหมาะสม มาถึงสมัยสมัยรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ได้มีมติเมื่อ 17 มิ.ย. 2551 อนุมัติให้ขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธา Civil Work จากเดิม 31,217 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงินใหม่ 36,055 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการสำหรับงานโยธา จากเดิม 1,248 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงินใหม่1,296 ล้านบาท ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ สมัยนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรมว.คมนาคม
“กรอบวงเงิน36,055 ล้านบาทแบ่งเป็น 4 โครงการ คือ ค่างานตรง 29,706 ล้านบาท วงเงินสำรอง 3,972 ล้านบาท เดย์ เวิร์ค 18ล้าน และภาษีมูลค่าเพิ่ม 2359 ล้านบาท การประชุมครม.ในรัฐบาลนายสมัครวันนั้นผมเป็นคนสอบถามนายสันติเองว่าทำไมวงเงินถึงสูงขึ้นถึง 5พันล้านบาทโดยได้รับการชี้แจงว่าต้นทุนในการก่อสร้างและน้ำมันมีราคาสูงขึ้นทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องเพิ่มกรอบวงเงินดังกล่าว ซึ่งเมื่อชี้แจงได้อย่างนี้ครม.ในเวลานั้นก็อนุมัติดำเนินการให้เพราะเห็นว่านายสันติสามารถชี้แจงได้อย่างรอบคอบ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เมื่อมาถึงคณะรัฐมนตรีในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีมติ ครม.วันที่ 11 ส.ค.2552 รับทราบการปรับกรอบวงเงินค่างานโยธาของสัญญาที่ 6 (งานระบบราง) จากวงเงินที่ครม.มีมติอนุมัติไว้ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2551 จำนวน 4,077 ล้านบาท เป็น3,638 ล้านบาท ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยมติ ครม.ดังกล่าวได้ ตัดเอางบฯของสัญญาที่ 6 จาก รายการที่ 2 คือ วงเงินสำรอง 344 ล้านบาท และงบฯจากรายการที่ 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 267 ล้านบาท ออกทั้งหมด โดยก่อนที่จะมีการอนุมัติให้แต่ละบริษัทที่ได้รับสัมปทานจะพบว่ามีการเจรจาต่อรองดังนี้ สัญญาที่ 1 กลุ่ม CKTC ช.การช่างเสนอราคาต่ำสุด วงเงินก่อสร้าง16,724,500,000 บาท เจรจาต่อรองได้ราคาสุดท้าย ค่างานตรงเป็นเงิน14,242,000,000 บาท แต่ ครม.อนุมัติกรอบวงเงิน 11,009,000,000 บาท ค่างานสูงกว่ากรอบวงเงิน 3,233,000,000 บาท
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สัญญาที่ 2 กลุ่ม ซิโน-ไทยฯ เสนอราคาต่ำสุด วงเงินก่อสร้าง 15,320,000,000 บาท เจรจาต่อรองได้ราคาสุดท้าย ค่างานตรง 13,000,000,000 บาท ครม.อนุมัติกรอบวงเงิน 10,342,000,000 บาท ค่างานสูงกว่า กรอบวงเงิน 2,658,000,000 บาท และสัญญาที่ 3 กลุ่ม PAR เพาเวอร์ไลน์รวมนครก่อสร้าง เสนอราคาต่ำสุด วงเงินก่อสร้าง 6,399,700,000 บาท เจรจาต่อรองได้ราคาสุดท้าย ค่างานตรง5,025,000,000 บาท ครม.อนุมัติ กรอบวงเงิน 4,890,000,000 บาท ค่างานสูงกว่า กรอบวงเงิน 110,000,000 บาท สรุปยอดเงินค่าก่อสร้างสูงกว่า กรอบวงเงินที่ ครม.อนุมัติไว้ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2551 เป็นเงินทั้งสิ้น6,001,000,000 บาท
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า โครงการนี้มีการเปิดซองเปิดประมุลสมัยนายโสภณ ซารัมย์ เป็น รมว.คมนาคม โดยให้รองผู้ว่า รฟม.เป็นประธานเจรจา ซึ่งรองผู้ว่า รฟม.ก็รับใช้จนตัวตาย ซึ่งจะได้ตายจริง ๆ หลังจากนั้นรองผู้ว่า รฟม.ก็ได้เป็นผู้ว่า รฟม. ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2552 นายโสภณ ได้ทำหนังสือถึง เลขาธิการ ครม. ให้นำเรื่องนี้เข้า ครม. สาระคือ การปรับเปลี่ยนราคาค่าก่อสร้างโดยลดเงินสำรองจ่าย 3,972 ล้านบาท เหลือ 435 ล้านบาท และยังบอกอีกว่าจะไม่คิดภาษีมูลค่าเพิ่ม และเอาเงินที่ปรับลดจากส่วนต่าง ๆ นั้นไใส่ในค่างานโดยตรง จากงานที่จะทำ 4 โครงการก็เหมารวมไปไว้โครงการเดียวคือค่างานตรงซึ่งเป็นค่าก่อสร้างไม่ถูกต้อง ถ้านายโสภณสุจริตใจจริง นายสุเทพมีความรู้ นายอภิสิทธิ์ มีความซื่อสัตย์อนุมัติออกมาได้อย่างไร
“กรณีนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม เป็นคนเซ็นอนุมัติให้นำเรื่องเข้า ครม. นายโสภณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน อนุมัติเห็นชอบโครงการดังกล่าวจะปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะครม.การโยกเงินลักษณะนี้จะกระทำไม่ได้โยครม.ควรจะยกเลิกสัญญาและเปิดให้มีการประมูลใหม่ การทำแบบนี้ต่อไปหากใครมาเป็นรัฐบาจะต้องใช้เงินเพิ่มอีก 6,001 ล้านบาท กลายเป็นว่า โครงการนี้มีมูลค่า 42,000 ล้านบาท ไม่ช่ 36,000 เพราะอยู่เฉย ๆ บริษัทช.การช่างได้เงินเพิ่ม 3,233 ล้านบาท ซิ-โนไทย ได้เงินเพิ่ม 2,658 ล้านบาท ถ้าสุจริตใจต้องยกเลิกการประมูล และให้บริษัทอื่นมาแข่งขัน ดังนั้นจึงขอสรุปว่า นายโสภณ กระทำอันเป็นความผิดในมาตรา 10 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และนายกฯ นายสุเทพ ร่วมกันทุจริต ตามบทบัญญํติกฎหมายอันเดียวกัน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
โสภณชี้แจงทำถูกต้องทุกประการ
ด้าน นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ชี้แจงว่า วันที่ 2 ต.ค. 2550 รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ได้มีมติกำหนดกรอบวงเงิน 31,217 ล้าน โครงการนี้ได้ดำเนินการมาตามลำดับมา จนวันที่ 26 มี.ค. 2551 รมว.คลังในขณะนั้นได้เซ็นสัญญาฉบับแรกกับรัฐบาลญี่ปุ่น คล้ายหนังสือค้ำประกัน โดยจะกู้เงิน 17,000 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 31 มี.ค.51 ผู้แทนของรัฐบาลไทยในขณะนั้น และผู้ว่าการ รฟม. ได้เดินทางไปญี่ปุ่นไปเซ็นสัญญาเงินกู้ก้อนแรก และในการไปครั้งนี้ก็ไปเซ็นฉบับที่ 2 ข้อตกลงที่จะ ใช้เงินในโครงการนี้ 5หมื่นกว่าล้านบาท เซ็นวันเดียวกัน 2 ฉบับสิ่งที่จะทำวันนั้นจะใช้เงินจากไจก้า การเซ็นครั้งนั้นมีเงื่อนไข คือการประกวดราคาต้องเป็นไปตามเงื่อนไขไจก้า การกู้เงินไม่ครอบคลุมการจ่ายภาษูลค่าเพิม การดำเนินการประกวดราคาต้องได้รีบความเห็นจากไจก้า
“ที่ไปเซ็นวันที่ 31มี.ค.2551 เป็นการทำผิดครั้งแรก เพราะการเซ็นสัญญากรอบเงินกู้ต้องนำเข้ารัฐสภา ทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 แล้วยังมากล่าวหาผม พอรัฐบาลนี้มาบริหารประเทศจึงได้นำสัญญา 2 ฉบับเข้าสู่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ” นายโสภณ กล่าว
รมว.คมนาคม กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2551 รมว.คมนาคมขณะนั้นได้เสนอกรอบวงเงินจาก 31,217 เป็น 36,055 จริง โดยคิดจากค่าเคมาคำนวนบวกอัตราเงินเฟ้อซึ่งไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง การขยายกรอบวงเงินในขณะที่ได้มีการขายซองประกวดราคาแล้ว และได้มีคนไปร้องเรื่องนี้ที่ ป.ป.ช.แล้ว ขณะเดียวกันได้มีการปรับคุณสมบัติผู้รับเหมาให้สูงขึ้นจากที่จะเข้าได้ 11 รายเหลือ 6 ราย
ดังนั้นขอเรียนว่า โครงการก็พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนถึงเดือน ส.ค.2551 มีการยื่นซองประกวดราค ขายซองในราคายุคนายสมัคร อนุมัติกรอบวงเงินในยุคนายสมัคร ท่านพูดไม่จบ พูดครึ่งเดียว สิ่งที่ท่านพูดจึงเป็นเท็จ การยื่นประกวดราคาจะยื่น 3 ซอง คือ คุณสมบัติ เทคนิค และราคา จนถึงวันที่ 21 ธ.ค.2551 นายอภิสิทธิ์ ได้เข้ามาบริหารประเทศ ตนเป็น รมว.คมนาคม สิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนคือเดือน มิ.ย.-ก.ค.2552 มีการเปิดซองประกวดราคาและคณะกรรมการ รฟม.ให้ความเห็นชอบ ประกวดราคา ตนมาทราบวันที่ 27 ธ.ค. 2552 สาระสำคัญ รฟม.ให้กระทรวงเห็นชอบประกวดราคาและให้ ครม.อนุมัติให้ รฟม.ไปเซ็นสัญญา
นายโสภณ กล่าวอีกว่า สำนักกฎหมายดูแล้วว่ารัฐมนตรีไม่ต้องเห็นชอบการประกวดราคา จึงได้ทำหนังสือไปยัง รฟม. สรุปว่าไม่ใช่อำนาจรัฐมนตรีที่จะเห็นชอบราคา หรือเสนอ ครม.ให้อนุมัติ รฟม.ไปทำสัญญา และวันที่ 4 ส.ค.52 ตนได้เห็นเอกสารอย่างเป็นทางการพบว่ามี การเปิดซองทั้ง 3 ซองแล้ว และมีการเปลี่ยนแปลงราคา มีการปรับเปลี่ยนสัญญาที่ 6 และโครงสร้างงาน
“ท่านบอกว่าคิดมาก่อนที่จะโกงแสดงว่าคิดมา ตั้งแต่สมัยท่านเพราะเขียนก่อนที่ผมจะมารับตำแหน่ง ท่านกล่าวหาผมว่ารู้ราคากันมาก่อนและใส่สูง ๆ แล้วมาต่อรองลง ผมจะรู้ได้อย่างไร การกล่าวหาว่าผมเอาภาษีมูลค่าเพิ่มไปใช้ก็กล่าวหาเท็จอีก เพราะมีการเซ็นสัญญาตั้งแต่ที่ทำกับไจก้าแล้ว ท่านไปเอาเอกสารอะไรมาพูด รัฐมนตรีรู้ว่าการกู้เงินไจก้าไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม”นายโสภณ กล่าว
นายโสภณ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนดำเนินการได้กำกับ รฟม.ตามอำนาจหน้าที่ ตนไม่ได้เห็นชอบการประกวดราคา ครม.และรัฐมนตรีไม่มีอำนาจ เป็นหน้าที่ของ รฟม.ที่ทำไปตามอำนาจหน้าที่ ตามที่ท่านได้ไปตกลงกับไจก้าทุกประการ และราคาที่นำเสนอให้ครม.รับทราบก็เป็นราคาที่เห็นชอบแล้ว และเชื่อว่า 3 ปีข้างหน้าประชาชนจะได้ใช้บริการอย่าง น้อย 3 แสนกว่าคน ยืนยันว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ทำถูกต้องทุกประการ







