
"ประยุทธ์ 1" วางสายตรงปฏิรูปสังคม
ตลอด 3 เดือน การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ตลอด 3 เดือน การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้น้ำหนักในมิติทางสังคมเป็นลำดับต้นๆ สำทับความชัดเจนจากโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 1 ซึ่งวาง “สายตรง” ไว้ที่กระทรวงด้านสังคมเพื่อสนองตอบนโยบายชนิดไม่มีแตกแถว
เริ่มต้นจาก 3 แม่ทัพปฏิรูปการศึกษา เบอร์ 1 ในฐานะ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) คือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งแม้จะไม่สามารถสืบทราบได้ว่า พล.ร.อ.ณรงค์ มีความเข้าใจเชี่ยวชาญและมีทัศนคติต่อระบบการศึกษาไทยอย่างไร ทว่าโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดให้เรียนรู้งานในช่วง3 เดือนที่ผ่านมา ในฐานะรองหัวหน้า คสช.ฝ่ายสังคมจิตวิทยา เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะบรรลุภารกิจ
นอกจากนี้ ศธ.ยังได้ พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รองเสนาธิการทหารบก และรองหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา ดีกรีเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 14 กับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เข้ามารับตำแหน่งเป็น รมช.ศธ.อีกหนึ่งคำรบ
อีกหนึ่งตำแหน่งคือ กฤษณพงศ์ กีรติกร รมช.ศธ. ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมีความใกล้ชิดกับ ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกด้วย
ข้ามมาที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) การเลือก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว มาเป็น รมว.พม. ก็ตั้งอยู่บนเงื่อนไขเดียวกัน กล่าวคือกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำอย่างต่อเนื่องถึงปัญหาการค้ามนุษย์ว่ากระทบต่อภาพลักษณ์และระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของ พล.ต.อ.อดุลย์ ในฐานะ รมว.พม. ก็คือ จะแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นภารกิจแรก เรียกได้ว่าขานรับนโยบายและพร้อมปฏิบัติทันที
สอดรับกับการวางตัว พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 12 มาดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ซึ่งชัดเจนอีกเช่นกันว่าเป็น “สายตรง” และมีความเชี่ยวชาญในสายงานกิจการพลเรือน ที่จะมาผลักดันนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน
สุดท้ายคือ วีระ โรจน์พจนรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นั่งเก้าอี้ รมว.วัฒนธรรม ซึ่งจากตัวบุคคลเหล่านี้ ฉายภาพชัดว่านอกจาก “สายตรง” แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยังสะดวกใจที่จะใช้บริการ “ข้าราชการ” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน
จะเด็ด เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล วิพากษ์รายกระทรวงว่า พม.ไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจาก พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นตำรวจและสัมผัสกับประชาชนมาพอสมควร แต่งานตำรวจคืองานด้านกฎหมายซึ่งแตกต่างกับงานของ พม.ที่มีมิติหลากหลาย ทั้งเด็ก สตรี คนชรา กลุ่มชาติพันธุ์ จึงอยากให้เรียนรู้และเร่งทำความเข้าใจกับความซับซ้อนเหล่านี้
สำหรับกระทรวงแรงงานยังมีความเป็นห่วงเนื่องจากเป็นหน้างานที่ต้องสัมผัสกับปัญหาโดยตรง ที่ผ่านมาแรงงานมีปัญหามาตลอดไม่ว่าจะเป็นแรงงานนอกระบบ ในระบบ แรงงานข้ามชาติ ส่วนตัวมองว่า พล.อ.สุรศักดิ์ ยังมีประสบการณ์น้อย จึงต้องรีบเรียนรู้
“ท่านต้องถอดความเป็นทหารออก เพราะตอนนี้ท่านเป็นนักการเมืองแล้ว ท่านต้องเข้าใจธรรมชาติของขบวนการแรงงานเรื่องสิทธิการรวมกลุ่มตามหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ต้องเข้าใจเรื่องสหภาพ ซึ่งหากใช้อำนาจกับกลุ่มบุคคลหรือขบวนการเหล่านี้ อาจเกิดสถานการณ์ที่อ่อนไหวได้” จะเด็ด ระบุ
สุดท้ายคือ ศธ.ซึ่งเชื่อว่า พล.ร.อ.ณรงค์ มีความเข้าใจระดับหนึ่งจากที่ทำงานเป็นรองหัวหน้า คสช.ฝ่ายสังคมจิตวิทยา แต่อยากฝากให้ปฏิรูปการศึกษาโดยมุ่งไปยังหลักสูตรและเนื้อหา มากกว่าจะให้ความสำคัญกับรูปแบบที่ทำมาทุกยุคแล้วก็ล้มเหลว
“ทหารเป็นข้าราชการ เข้าใจข้าราชการ และน่าจะทำงานร่วมกับข้าราชการได้ดี แต่สำหรับคนที่มีบุคลิกใช้อำนาจมากๆ ควรปรับปรุง ที่สำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า ถ้าคนไหนทำงานไม่ดีจะปรับออกนั้น ก็ขอให้ปรับออกให้จริง” จะเด็ด กล่าว
วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ บอกว่า รัฐบาลชุดนี้เชื่อมั่นในการทำงานของข้าราชการ จึงใช้ข้าราชการเป็นศูนย์กลาง ส่วนตัวไม่คิดว่าตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งจะเกินความคาดหมาย และคิดว่ารัฐบาลนี้จะไม่ทำโครงการใหญ่ๆ แต่จะเน้นหนักเรื่องการป้องกันทุจริตและงานราชการทั่วไป







