posttoday
เพิ่มรายได้ลดค่าใช้จ่าย พูดง่ายทำยาก

เพิ่มรายได้ลดค่าใช้จ่าย พูดง่ายทำยาก

02 กันยายน 2557

อาทิตย์ที่แล้วมีการเปิดเผยผลการวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทย ทราบว่าภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและเกิดขึ้นทั่วไปแต่มีความหนักเบาในแต่ละพื้นที่ โดยครัวเรือนในภาคใต้มีภาระหนี้ต่ำที่สุด ขณะที่ครัวเรือนภาคอีสานและภาคเหนือมีภาระหนี้สูงน่าเป็นห่วง

อาทิตย์ที่แล้วมีการเปิดเผยผลการวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทย ทราบว่าภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและเกิดขึ้นทั่วไปแต่มีความหนักเบาในแต่ละพื้นที่ โดยครัวเรือนในภาคใต้มีภาระหนี้ต่ำที่สุด ขณะที่ครัวเรือนภาคอีสานและภาคเหนือมีภาระหนี้สูงน่าเป็นห่วง

รายงานนี้สรุปว่า ครัวเรือนที่เป็นหนี้ภาคเกษตรสูงเพราะรายได้ต่ำ การผลิตต้องพึ่งพาอาศัยดินฟ้าอากาศที่มีความไม่แน่นอนและราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนสูง ส่วนครัวเรือนนอกภาคเกษตรมีหนี้สูงเพราะบริโภคตามกระแสบริโภคนิยมและมีหนี้นอกระบบ

ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหานั้นก็เข้าสูตรเดิม คือ ต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย โดยแนะให้ครัวเรือนภาคเกษตรปลูกพืชหลายๆ อย่าง นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิต รวมกลุ่มกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ส่วนครัวเรือนนอกภาคเกษตรก็ให้พยายามเพิ่มรายได้โดยอาศัยความสูงและช่องทางการตลาด ทางด้านรายจ่ายก็ให้พยายามลดรายจ่ายลง โดยให้ลดการบริโภคตามกระแสบริโภคนิยม เปลี่ยนหนี้นอกระบบให้เป็นหนี้ในระบบ

ก็เป็นคำแนะนำที่ดีและพูดกันมานานแล้ว แต่หนี้ครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ทั้งด้านมูลหนี้และสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี ซึ่ง ณ สิ้นปี 2556 หนี้ครัวเรือนได้พุ่งขึ้นสูงถึง 9.99 ล้านล้านบาท คิดเป็น 82.3% ของจีดีพี เทียบกับเมื่อ 5 ปีที่แล้ว สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 55.1% เท่านั้น

สิ่งที่น่าคิดคือเมื่อใครๆ ก็ทราบว่าหนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่าย และวิธีแก้ตามทฤษฎีง่ายนิดเดียว คือ ถ้าไม่อยากให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต้องทำให้รายได้สูงกว่ารายจ่าย โดยการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย แต่ทำไมถึงแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ได้

ผมว่าคำตอบก็ตรงไปตรงมา คือ การเพิ่มรายได้และการลดรายจ่ายนั้นพูดง่ายแต่ทำยาก

ผมเชื่อว่าวันนี้ครัวเรือนทั้งหลายที่มีหนี้เฉลี่ยสูงถึงครัวเรือนละ 1.6 แสนบาท โดยประมาณนั้น ตระหนักถึงแล้วว่าตนเองจะต้องรัดเข็มขัดไม่ก่อหนี้เพิ่มโดยไม่จำเป็น เพราะได้รับบทเรียนจากการก่อหนี้ตามกระแสนโยบายประชานิยมที่รัฐหยิบยื่นให้ สะท้อนให้เห็นจากการที่ราคาสินค้ายกเว้นอาหารในตลาดไม่เพิ่มขึ้น หรือถ้าจะเพิ่มขึ้นก็เป็นการเพิ่มขึ้นแบบอีแอบไม่ให้ผู้บริโภครู้สึกตัวว่าราคาสินค้าแพงขึ้น โดยการลดปริมาณบรรจุลง ทั้งๆ ที่ต้นทุนการผลิตสินค้าของผู้ผลิตเพิ่มขึ้นทั้งด้านค่าจ้างแรงงานและค่าพลังงาน ทำให้ใครต่อใครดีใจกันว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศต่ำเพียง 2.18% เมื่อสิ้นปี 2556 และคาดว่าถึงสิ้นปี 2557 คงจะเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ใกล้เคียงกับปี 2557 คือระหว่าง 22.8%

แต่ถ้าถามว่าการรัดเข็มขัดไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะลดค่าใช้จ่ายลงจนหนี้ครัวเรือนลดลงหรืออยู่กับที่ไม่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ผมไม่ทราบว่ามีใครเคยทำการวิจัยเรื่องนี้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าคำตอบคือไม่ เพราะครัวเรือนต่างมีหนี้สินที่ผูกพันไว้ตั้งแต่ยุคประชานิยม เพราะเชื่อผู้นำรัฐบาลที่บอกว่าคนจะรวยได้ต้องกู้เงินคนอื่นมาใช้ จึงกู้มาซื้อบ้านหลังแรก รถคันแรก มอเตอร์ไซค์คันแรก โทรทัศน์จอโค้งเครื่องแรก ไอแพด ไอโฟนเครื่องแรก หรือเครื่องที่สองที่สาม มีภาระต้องผ่อนต้น ผ่อนดอกกันถึงทุกวันนี้ โดยไม่รู้ว่าจะปลดเปลื้องภาระได้เมื่อไร ถึงไม่ก่อหนี้เพิ่มใหม่แต่รายได้ที่มีอยู่ไม่พอรับภาระเงินผ่อนเหล่านี้ ก็ต้องไปกู้นอกระบบเพิ่มภาระขึ้นไปอีกหนี้จึงเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าปีหน้าอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นไปอีกตามความคาดคะเนของบรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลาย คงพอคาดหมายได้ว่าภาระหนี้ครัวเรือนจะปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลง

พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าการลดการใช้จ่ายไม่ใช่เป็นสิ่งที่สมควรทำ แต่ที่หยิบมาพูดเพื่อจะบอกว่า ครัวเรือนทั้งหลายที่มีหนี้ท่วมอยู่เวลานี้ เขารัดเข็มขัดกันจนเอวกิ่วแล้ว แต่หนี้ยังไม่ลด เวลาได้ยินใครบอกให้แก้ไขปัญหาหนี้โดยลดค่าใช้จ่ายลง เขาถึงมักจะย้อนเอาว่าคนบอกไม่เคยเป็นหนี้

พูดถึงตรงนี้ขออนุญาตเสริมคำพูดของท่านผู้นำรัฐบาลบางท่านที่แนะนำประชาชนให้ก่อหนี้ เพราะคนที่จะรวยได้ต้องก่อหนี้นั้น ท่านลืมบอกต่อให้จบว่า คนที่จะรวยได้เพราะหนี้จะต้องเป็นคนที่ก่อหนี้เพื่อเอาไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มกับดอกเบี้ยที่จ่ายเท่านั้น ไม่ใช่ก่อหนี้เพื่อใช้จ่ายบริโภคบำรุงบำเรอความสุข และที่สำคัญท่านลืมบอกไปว่า โอกาสและความสามารถในการลงทุนของคนแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่จะรวยได้เพราะหนี้มีน้อยกว่าคนที่เดือดร้อนเพราะหนี้อย่างเทียบกันไม่ได้ แต่คนจะรู้จักเฉพาะคนที่ร่ำรวยเพราะหนี้ เพราะการลงทุน แต่คนที่ล่มจมเพราะหนี้จะไม่มีใครรู้จัก จนกว่าจะผูกคอตายหรือกินยาตาย หนีหนี้ จึงจะมีโอกาสได้เป็นข่าวขึ้นหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย

พูดนอกเรื่องไปนานขอกลับมาสรุปว่า การให้ครัวเรือนที่เป็นหนี้ท่วมอยู่แล้วลดรายจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหานั้นพูดง่ายแต่ทำยาก โดยเฉพาะถ้ารายจ่ายเพื่อปัจจัย 4 คือ อาหารที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค และปัจจัย 5 คือ ค่าเทอมลูกแพงขึ้นทุกวัน ส่วนข้อเสนอแนะให้แปลงหนี้นอกระบบให้เป็นหนี้ในระบบเพื่อลดดอกเบี้ยนั้นใครๆ ก็ทราบและอยากทำ แต่คำถามคือใครในระบบจะให้กู้ครับ

ผมเชื่อว่าผู้ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนที่เป็นหนี้ได้นั้น คือ รัฐเท่านั้น เช่น การจ่ายคูปองอาหารเหมือนในบางประเทศ หาวิธีลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงที่รถเมล์ร้อนเข้าไม่ถึง เช่น ในตรอกซอกซอย เพราะเห็นว่าเดี๋ยวนี้ค่ารถมอเตอร์ไซค์ซ้อนท้ายก็แพงขึ้นเพราะค่าเสื้อค่าส่วยแพงขึ้นเหมือนค่าน้ำมัน ถ้าตัดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ลงบางทีค่าซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์อาจลดลงก็ได้ ข้อเท็จจริงไม่ทราบครับ เพราะฟังความข้างเดียวจากเด็กขับมอเตอร์ไซค์ที่มาสูบลมยางตอนผมเอาจักรยานไปสูบลม

ทางด้านที่อยู่อาศัยผมว่ารัฐน่าจะทบทวนบทบาทของการเคหะแห่งชาติใหม่ ให้ลดการสร้างบ้านหรืออาคารชุดขายแข่งกับเอกชน แต่หันกลับมาสร้างอาคารสงเคราะห์เหมือนในอดีต ให้ผู้มีรายได้น้อยเช่าอยู่ และให้สิทธิที่จะได้ถือกรรมสิทธิ ถ้าเช่าอยู่มานานเกินกว่า 10 ปี ประวัติการจ่ายค่าเช่าดีตรงต่อเวลา เพื่อให้คนที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวมีที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพเช่าอยู่ และมีโอกาสเป็นเจ้าของเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งการจัดที่พักในลักษณะอาคารสงเคราะห์ รัฐยังสามารถจัดยานพาหนะในการเดินทางให้ใช้ร่วมกัน แทนที่จะต้องขึ้นรถลงเรือ ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ เสียค่าเดินทางซ้ำซ้อนเหมือนที่เป็นอยู่

เท่าที่นึกๆ ดูน่าจะมีมาตรการอีกหลายมาตรการที่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าการศึกษา ถ้าให้ฟรีก็ขอให้ฟรีจริงๆ อย่ามีค่าใช้จ่ายแอบแฝงให้เป็นภาระก็น่าจะอนุโมทนาสาธุ

ส่วนด้านการเพิ่มรายได้ว่าไปแล้วยากไม่แพ้การลดค่าใช้จ่าย เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของครัวเรือนนอกภาคเกษตรมาจากเงินเดือนและค่าจ้างในภาวะเศรษฐกิจที่โตขึ้นปีละ 23% นายจ้างคงไม่อยู่ในฐานะที่จะปรับเงินเดือนหรือจ่ายค่าจ้างเพิ่ม โดยเฉพาะถ้าการปรับเงินเดือนอิงกับอัตราเงินเฟ้อ ส่วนคนที่อยากทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเปิดร้านโชห่วยเหมือนในอดีตคงเลิกคิดไปได้เพราะธุรกิจค้าปลีกถูกครอบงำโดยยักษ์ใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว ที่พอทำได้ก็ทำกันเต็มที่แล้ว เช่น การขายตรง ขายประกัน จนคนนินทาว่าเดี๋ยวนี้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายใช้เวลาขายของเครื่องใช้ในบ้าน เครื่องสำอาง มากกว่าการเตรียมสอบลูกศิษย์ รายได้ก็ยังชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ดี

พูดง่ายๆ คือ เดี๋ยวนี้โอกาสที่คนไทยจะประกอบอาชีพอิสระทำมาค้าขายตั้งตัวเหมือนก่อนทำได้ยาก เพราะธุรกิจการค้าในประเทศนี้ปัจจุบันถูกผูกขาดโดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ จนแทบไม่เหลือช่องว่างให้ธุรกิจขนาดเล็กอยู่รอดพอทำมาค้าขายได้ เพราะนอกจากจะเสียเปรียบในด้านเงินทุน ช่องทางการจัดจำหน่ายแล้วยังเสียเปรียบเพราะถูกกีดกันไม่ให้มีโอกาสเติบใหญ่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ผู้ค้ารายใหญ่ห้ามไม่ให้ซัพพลายเออร์ที่ขายสินค้าให้ตนส่งสินค้าประเภทเดียวกันให้ผู้ค้ารายอื่น หรือเปิดจุดขายล้อมหน้าล้อมหลังร้านค้าเดิมจนอยู่ไม่ได้ ต้องปิดร้านไปหางานทำเป็นลูกจ้างเขาเหมือนคนอื่น พร้อมภาระหนี้สินที่พ่วงมาจากธุรกิจการค้าที่ปิดไป

ตรงนี้ประชาชนทั่วไปคงไม่สามารถจะแก้ไขสถานการณ์อะไรได้ คงต้องถือว่าเป็นเวรเป็นกรรมไป ยกเว้นวันหนึ่งรัฐจะนึกขึ้นได้ว่าควรให้คนไทยทั่วไปมีโอกาสได้เป็นผู้ประกอบการและออกมาตรการป้องกันและกำจัดการผู้ขาดตัดตอนของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งไทยและเทศ ให้คนไทยมีโอกาสทำมาค้าขายได้โดยเสรีจริง จึงค่อยคิดที่จะทำมาค้าขายหารายได้เพิ่มเพื่อปลดเปลื้องหนี้

สำหรับครัวเรือนภาคเกษตรนั้นรายงานนี้บอกชัดเจนแล้วว่ามีปัญหามีหนี้ครัวเรือนสูงเพราะรายได้ไม่แน่นอน ต้องพึ่งดินฟ้าอากาศ ถ้าเป็นอย่างนี้จริงคงต้องเป็นหนี้ต่อไปเพราะยังไม่เห็นทางว่าเกษตรกรไทยจะไม่ต้องพึ่งดินฟ้าอากาศในการเพาะปลูกได้อย่างไร ยกเว้นเกษตรกรที่เผอิญอยู่ในโครงการพระราชดำริ

ส่วนอีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาความยินยอมของราคาสินค้าเกษตรทั้งระบบ การเกษตรที่เป็นรายเล็กๆ กระจัดกระจาย เกษตรกรยังยากจน ด้อยการศึกษา คงหวังได้ยากว่าเกษตรกรจะสามารถใช้ระบบการเงินสมัยใหม่เข้ามาลดความเสี่ยงด้านราคาพืชผลทางการเกษตรเหมือนเกษตรกรในประเทศที่เจริญแล้ว ลำพังหาเงินมาซื้อเมล็ดพันธุ์ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูก็เอาตัวเกือบไม่รอดแล้ว คงไม่มีเวลาหรือความรู้ความสามารถที่จะไปซื้อฟิวเจอร์ ฟอร์เวิร์ดในตลาดอย่างที่ผู้รู้แนะนำหรอกครับ

ก็ขอจบที่ว่าหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาปลายเหตุของปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจะแก้ปัญหานี้ได้ต้องแก้ที่ต้นเหตุแบบบูรณาการ ส่วนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ารัฐจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือแบ่งเบาภาระหนี้ให้ ซึ่งทำได้หลายวิธี อย่าไปสนใจเลยครับเรื่องที่ว่าลดภาระหนี้ให้คนจนแล้วจะเกิดผลเสียทางศีลธรรม หรือมอรัล ฮาซาร์ด (Moral Hazard) เพราะรัฐมีส่วนสร้างปัญหาหนี้ขึ้น ควรมีส่วนรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาใช่ไหมครับ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69