สุนัขบีเกิล นักพิสูจน์กลิ่นหาผู้ป่วยโรคท้องร่วง
ถ้าพูดถึงเรื่องการดมกลิ่น คงต้องยกให้เหล่า สุนัขแสนรู้ ที่ขึ้นชื่อว่าจมูกไวดีเยี่ยม
โดย...นิติกร คำมะสอน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ถ้าพูดถึงเรื่องการดมกลิ่น คงต้องยกให้เหล่า สุนัขแสนรู้ ที่ขึ้นชื่อว่าจมูกไวดีเยี่ยม จนได้กลายมาเป็นคู่หูของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อทำหน้าที่ดมกลิ่นค้นหายาเสพติด วัตถุระเบิด รวมถึงวัตถุต้องสงสัยต่างๆ ทั้งในสนามบิน ชายแดน หรือตามจุดตรวจต่างๆ เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ว่าความสามารถในการดมกลิ่นของพวกมันไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ ปัจจุบันสุนัขสายพันธุ์ที่มีประสาทสัมผัสทางการดมกลิ่นสูงๆ ยังถูกนำมาใช้ตรวจหาโรคหลายชนิด เช่น โรคท้องร่วง โรคมะเร็งชนิดต่างๆ และโรคเบาหวานในผู้ป่วยอีกด้วย
ในช่วงปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา ประเทศในแถบยุโรป พบการระบาดของเชื้อแบคทีเรีย ที่ชื่อว่า คลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล (Clostridium difficile) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ซีดิฟฟ์ ซึ่งแพร่กระจายทางอากาศและจากการสัมผัส ก่อให้เกิดโรคท้องร่วง ท้องเสียอย่างรุนแรง ซึ่งเชื้อนี้จะตายในสภาวะที่มีออกซิเจน การตรวจพิสูจน์หาเชื้อจึงมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียทั่วไป ที่ต้องใช้เวลา 12 วัน จึงจะทราบผล ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อทนทุกข์ทรมานก่อนได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
จากปัญหาดังกล่าว คณะนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยวียู ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้พยายามมองหาวิธีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้การตรวจพิสูจน์เชื้อทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และเล็งเห็นว่าสุนัขพันธุ์บีเกิลน่าจะเป็นหนึ่งในตัวช่วยได้ เพราะพวกมันเป็นสุนัขที่ฉลาด เป็นมิตรกับผู้คน และมีประสาทสัมผัสด้านการดมกลิ่นที่ไวมาก หลายๆ หน่วยงานก็นิยมนำมาใช้ฝึกดมกลิ่นตรวจหาสิ่งผิดปกติ ดังนั้นก็น่าจะนำมาใช้ฝึกให้ดมกลิ่นเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้
คลิฟฟ์ คือสุนัขพันธุ์บีเกิล เพศผู้ อายุ 2 ปี ที่ถูกคัดเลือกมาทดลอง โดยในขั้นแรก นักวิจัยฝึกให้คลิฟฟ์รู้จักกับเชื้อซีดิฟฟ์ก่อน ด้วยการนำตัวอย่างจานเพาะเชื้อทั้งที่มีและไม่มีเชื้อซีดิฟฟ์ มาวางให้ดมกลิ่น เมื่อคลิฟฟ์ได้กลิ่นเชื้อซีดิฟฟ์ หรือจับความผิดปกติของตัวอย่างที่มีเชื้อได้แล้ว ผู้ฝึกจะสั่งให้นั่งลงและให้ของรางวัล ในทางตรงกันข้าม หากเป็นตัวอย่างที่ไม่มีเชื้อก็จะให้ดมผ่านๆ ไม่มีคำสั่ง ไม่ให้ของรางวัล ดังนั้นสุนัขก็จะจำว่า กลิ่นเชื้อซีดิฟฟ์ = นั่งลง = ของรางวัล
เมื่อคลิฟฟ์คุ้นเคยกับกลิ่นเชื้อซีดิฟฟ์แล้ว การทดลองในขั้นต่อไป นักวิจัยจะนำเชื้อใส่หลอดทดลองไปวางซ่อนไว้ในพื้นที่โล่ง จากนั้นก็ให้สุนัขดมหาเชื้อนั้น ต่อมาเพิ่มความซับซ้อนของการค้นหาด้วยการนำเชื้อดังกล่าวไปวางไว้ในสภาพแวดล้อมที่มีกลิ่นหลากหลาย เพื่อให้สุนัขดมหาหลอดเชื้อให้เจอ ฝึกซ้ำไปซ้ำมาจนสุนัขสามารถดมกลิ่นและแยกแยะกลิ่นเชื้อซีดิฟฟ์ได้อย่างแม่นยำ
เมื่อฝึกให้สุนัขตรวจหาเชื้อซีดิฟฟ์ และแยกแยะเชื้อได้แล้ว นักวิจัยได้ทดลองเพิ่มเติมด้วยการนำสุนัขไปดมผู้ป่วยจริง โดยให้ดมกลิ่นรอบๆ ตัวของผู้ป่วยที่คาดว่าจะติดเชื้อซีดิฟฟ์ ถ้าหากพบเชื้อสุนัขก็จะส่งสัญญาณโดยการนั่งลง จากนั้นนักวิจัยก็จะนำอุจจาระของผู้ป่วยคนดังกล่าว ไปเพาะหาเชื้อตามวิธีการดั้งเดิม เพื่อพิสูจน์ว่าสุนัขดมหาเชื้อได้อย่างถูกต้องแม่นยำหรือไม่
จากผลการทดลอง นักวิจัยสรุปได้ว่าสุนัขพันธุ์บีเกิลสามารถตรวจหาเชื้อคลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล ได้ถูกต้องแม่นยำ ยิ่งถ้าหากเป็นเชื้อที่เก็บมาจากอุจจาระ จะทำให้การดมกลิ่นหาเชื้อมีความแม่นยำมากขึ้น นอกจากนั้น นักวิจัยยังทดลองหาระยะเวลาในการตรวจหาเชื้อของสุนัข พบว่าสุนัขสามารถระบุเชื้อได้ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาทีอีกด้วย !!
จากความน่ารัก แสนรู้ และเป็นมิตรของเจ้าสุนัขพันธุ์บีเกิล สู่ความมหัศจรรย์ที่สามารถใช้จมูกตรวจหาโรคบางชนิดให้แก่ผู้ป่วยได้ นับเป็นความก้าวหน้าอย่างมากของวงการแพทย์ในการนำสัตว์เข้ามาช่วยวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้า “คลิฟฟ์” สุนัขพันธุ์บีเกิลตัวแรกของโลกที่ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในมนุษย์ได้ ถือว่าเป็นตัวช่วยในการหยุดยั้งการแพร่กระจายของแบคทีเรียชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ นอกจากสุนัขบีเกิลแล้ว ขณะนี้ยังมีงานวิจัยในหลายประเทศที่ทดลองฝึกสุนัขสายพันธุ์อื่นๆ ให้ดมกลิ่นตรวจหาโรคมะเร็งบางชนิด เช่น คลินิกวิจัยและรักษามะเร็งปอดในประเทศเยอรมนี ได้ฝึกให้สุนัขดมกลิ่น แยกแยะความแตกต่างของกลิ่มลมหายใจผู้ป่วยมะเร็งปอดกับคนปกติ ซึ่งพบว่าสุนัขดมกลิ่นหาโรคมะเร็งปอดได้มีความแม่นยำถึงร้อยละ 72 เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การนำสุนัขไปใช้ดมกลิ่นหาเชื้อโรค หรือโรคภัยต่างๆ ในมนุษย์นั้น ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมและฝึกฝนสุนัขในหลายๆ กรณี เพราะการแยกกลิ่นผิดปกติออกจากกลิ่นเหงื่อ กลิ่นปัสสาวะ รวมถึงกลิ่นฮอร์โมนของระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ที่ออกมาพร้อมกับลมหายใจ ถือว่าเป็นความท้าทายของสุนัขอย่างมาก







