องค์กรท้องถิ่นก้อนกรวดในรองเท้า คสช.
เหตุที่ คสช.ต้องการเข้ายึดอำนาจท้องถิ่นดังกล่าวไว้ในมือเพราะต้องการตัดแขนขาเครือข่ายนักการเมืองระดับชาติ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แม้สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ดูสงบไร้การเคลื่อนไหวต่อต้านและดูเสมือนว่าทุกอย่างเดินไปตามโรดแมป ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางไว้อย่างไร้ปัญหา แต่ทว่าภายในลึกๆ มีหลากหลายกลุ่มก้อนที่พร้อมจะลุกขึ้นมาเรียกร้องทวงสิทธิ ทวงถาม หรือแสดงความไม่เห็นด้วยในสิ่งที่ คสช.ได้ดำเนินการมา หนึ่งในนั้นคือกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
ความไม่พอใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าวอาจลุกลามนำไปสู่ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และอาจส่งผลกระทบทำให้การปฏิรูปประเทศต้องเสียของก็เป็นได้
ปมความไม่พอใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าวเริ่มก่อตัวขึ้น ด้วยเหตุ คสช.ได้ออกประกาศรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ 2 เรื่องสำคัญ ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ด้านผลประโยชน์และอำนาจของท้องถิ่นนั้นคือ การกำหนดแต่งตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวมถึงเทศบาลและสมาชิกสภาท้องถิ่นทุกตำแหน่งที่หมดวาระลง โดยจะไม่มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ คสช.จะใช้วิธีมอบอำนาจผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดแต่งตั้งข้าราชการระดับซี 8 ในอำเภอหรือจังหวัดนั้นๆ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งทำหน้าที่แทน
เท่านั้นยังไม่พอ คสช.ยังกำหนดมาตรการควบคุมเงินอุดหนุน อปท.ทุกบาททุกสตางค์ต้องใช้จ่ายอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยล่าสุด คสช.อนุมัติงบอุดหนุนท้องถิ่น 8,500 ล้านบาท พร้อมสั่งห้ามนำเงินไปใช้ด้วยเหตุผลทางการเมืองโดยเด็ดขาด เช่น ห้ามจัดทัวร์ดูงานต่างประเทศ เป็นต้น
สำหรับเหตุที่ คสช.ต้องการเข้ายึดอำนาจท้องถิ่นดังกล่าวไว้ในมือเพราะต้องการตัดแขนขาเครือข่ายนักการเมืองระดับชาติ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองท้องถิ่น เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินที่จัดให้ท้องถิ่นแต่ละปีปีละประมาณกว่าแสนล้านบาทกลายเป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาลของนักการเมืองตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงระดับท้องถิ่น ผ่านการจัดสรรโควตาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ
กระบวนการจัดทำโครงการต่างๆ นั้น คสช.มองว่ามีการตบทรัพย์และฮั้วประมูลกันระหว่างนักการเมืองและผู้รับเหมาที่ปัจจุบันเป็นคนคนเดียวกัน จึงกลายเป็นต้นตอทุ่มซื้อเสียงเข้าสู่อำนาจแล้วกลับมาถอนทุนคืนภายหลังเลือกตั้ง จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อควบคุมสถานการณ์ไว้ในมือทั้งหมด
ทว่าผลจากการไปยึดกุมอำนาจท้องถิ่นไว้ดังกล่าวกลับกลายเป็นหอกที่จะคอยมาทิ่มแทง คสช.ในขณะนี้ เพราะความไม่พอใจที่ คสช.ยึดอำนาจและหวาดระแวงว่า คสช.จะสร้างฐานสืบทอดอำนาจโดยไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น รวมถึงจะแก้กฎหมายรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลางเหมือนอย่างในอดีต
ประเด็นความไม่พอใจดังกล่าวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังกลายเป็นชนวนระเบิดสะเทือนเสถียรภาพทางอำนาจการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆ หลายเรื่องของ คสช.ต้องได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่น อาทิ งานสร้างความปรองดองและการปฏิรูป เพราะแกนนำทุกสีทุกกลุ่มการเมืองล้วนเป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วยกันทั้งสิ้น
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลที่จะสลายสีเสื้อเพื่อนำไปสู่ 4 เป้าหมาย สำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยสัญญาไว้ก่อนหน้านี้และเป็นเหตุผลในการปฏิวัติแบบไร้เสียงต้าน นั้นคือ 1.ยุติความคิดความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน2.ยุติความไม่เชื่อมั่นศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมหรือ 2 มาตรฐาน 3.ยุติการปลุกปั่น ยุยง สร้างความเกลียดชัง และ 4.ยุติการขยายความขัดแย้งไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อผู้เห็นต่าง แต่เป้าหมายทั้ง 4 ข้อในการปฏิรูปดังกล่าวหากไม่ได้รับความร่วมมือหรือการมีส่วนร่วมจากพื้นที่ และผลสำเร็จในการสลายสีเสื้อย่อมริบหรี่ตามไปด้วย
ยิ่งในเวทีการปฏิรูประดับชาติ สมาชิก สปช. 250 คน ที่จะนำมาสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญถาวรกลับไร้เงาตัวแทนพรรคการเมืองใหญ่ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ถือเป็นตัวละครและคู่ขัดแย้งสำคัญในการสลายสีเสื้อและความขัดแย้งทางการเมือง ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เปราะบาง
ฉะนั้นในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ต้องไม่หวงอำนาจจนเกินไป เพราะถึงอย่างไรตามโรดแมประยะที่ 3 ต้องเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งรัฐบาลพลเรือนอยู่แล้ว แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังจากนี้ ในช่วงที่ คสช.ควบคุมอำนาจไว้เบ็ดเสร็จควรเปิดกว้างให้ฝ่ายการเมืองระดับท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมบ้าง เพื่อเข้ามาช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น
หาก คสช.ยังปิดกั้นหรือหวงอำนาจจนเกินเหตุตัว คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์จะถูกมองว่ากำลังขยายแขนงสาขาระบบพรรคทหารหรือพรรคข้าราชการให้ใหญ่โตควบคุมอำนาจประเทศแบบเบ็ดเสร็จไว้ฝ่ายเดียว ในท้ายที่สุดอาจเกิดแรงต้านย้อนกลับจากฝ่ายการเมืองผนึกกำลังกับประชาชนที่ไม่พอใจออกมาขับไล่รัฐบาลได้ ถึงตอนนั้นการยึดอำนาจอาจ “เสียของ” อีกครั้งก็เป็นได้







