
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา
รัฐธรรมนูญสหรัฐได้สร้างดุลยภาพของอธิปไตยทั้งสาม คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไว้ รวมทั้งสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลไว้อย่างดียิ่ง อย่างไรก็ดีระบบที่สร้างขึ้นก็ยังเป็นเพียงทฤษฎี เชื่อกันว่าบรรดา “บิดรผู้ให้กำเนิด” (Founding Fathers) ของสหรัฐสมัยนั้น คุ้นเคยกับเพียง 2 องค์อธิปัตย์ คือ นิติบัญญัติและบริหารเท่านั้น ในส่วนของตุลาการก็คุ้นเคยกับอำนาจในการตัดสินคดีความระหว่างบุคคล หรือระหว่างรัฐกับเอกชนทั่วๆ ไปเท่านั้น อำนาจตุลาการโดยรวมยังเทียบไม่ได้เลยกับอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ
รัฐธรรมนูญสหรัฐได้สร้างดุลยภาพของอธิปไตยทั้งสาม คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไว้ รวมทั้งสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลไว้อย่างดียิ่ง อย่างไรก็ดีระบบที่สร้างขึ้นก็ยังเป็นเพียงทฤษฎี เชื่อกันว่าบรรดา “บิดรผู้ให้กำเนิด” (Founding Fathers) ของสหรัฐสมัยนั้น คุ้นเคยกับเพียง 2 องค์อธิปัตย์ คือ นิติบัญญัติและบริหารเท่านั้น ในส่วนของตุลาการก็คุ้นเคยกับอำนาจในการตัดสินคดีความระหว่างบุคคล หรือระหว่างรัฐกับเอกชนทั่วๆ ไปเท่านั้น อำนาจตุลาการโดยรวมยังเทียบไม่ได้เลยกับอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ
อำนาจบริหารนั้นมีเครื่องมือมากมาย เช่น ระบบราชการพลเรือนทั้งระบบ กองทัพ และตำรวจ เป็นต้น ฝ่ายนิติบัญญัติก็มีระบบการออกกฎหมายให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้บังคับ โดยระบบนิติบัญญัติมีการพัฒนามานานโดยเฉพาะในภาคพื้นยุโรป แต่สำหรับฝ่ายตุลาการ แม้แต่ศาลสูงสุด (The Supreme Court) ก็มีสถานะเป็นเสมือนองคาพยพของฝ่ายบริหารคือ รัฐบาลในการตัดสินคดีความต่างๆ เท่านั้น
รัฐธรรมนูญที่ร่างเมื่อ พ.ศ. 2330 มีทั้งสิ้น 12 หมวด รวม 24 มาตรา เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่นับว่า “กะทัดรัด” มาก หมวดที่ยาวที่สุดคือ หมวด 1 ว่าด้วยรัฐสภา มี 10 มาตรา หมวด 2 ว่าด้วยรัฐบาล มี 4 มาตรา สำหรับหมวด 3 ว่าด้วยตุลาการนั้น มีเนื้อหาสั้นๆ เพียง 3 มาตรา ความยาวของเนื้อหาราว 1 ใน 3 ของหมวด 2 และราว 1 ใน 6 ของหมวด 1 เท่านั้น เชื่อกันว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐสมัยนั้น หารู้ซึ้งไม่ว่าอำนาจตุลาการในส่วนที่เป็น 1 ใน 3 อธิปไตยนั้นคืออะไรกันแน่ กล่าวคือ นอกเหนือจากความเป็นอิสระในการตัดสินอรรถคดีตามหลักและกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังไม่ใคร่รู้ชัดเจนว่าอำนาจตุลาการจะสามารถมีสถานะเท่าเทียมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้อย่างไร และจะทำหน้าที่ “ตรวจสอบถ่วงดุล” ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารได้อย่างไร เพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อนในประเทศอื่นๆ การแบ่งแยกอำนาจตุลาการออกมาเป็นเพียงการทำตามทฤษฎีทางรัฐศาสตร์เท่านั้น ไม่เคยมีการปฏิบัติเพื่อเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวแต่อย่างใด
ผลคือในช่วงแรกๆ ศาลสูงสุดมีคณะผู้พิพากษาเพียง 4 คนเท่านั้น ช่วง 12 ปีแรกมีตุลาการรวมทั้งสิ้นเพียง 12 คน มีประธานรวม 3 คน การตัดสินคดีก็เป็นไปในลักษณะเหมือนศาลยุติธรรมทั่วไปที่รอคดีขึ้นมาสู่ศาล และคำพิพากษาก็ไม่มีผลกระทบสำคัญใดๆ ต่อทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร
บุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในศาลสูงสุดของสหรัฐคือ จอห์น มาร์แชล (John Marshall) ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งเป็นประธานคนที่ 4 เมื่อปี 2344 และดำรงตำแหน่งยาวนานถึงกว่า 34 ปี จนถึงแก่มรณกรรมในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งเมื่ออายุได้ 79 ปี 9 เดือน 12 วัน
การเสนอแต่งตั้งจอห์น มาร์แชล ดำเนินไปอย่างฉุกละหุกในช่วงประธานาธิบดี จอห์น อดัมส์ รักษาการในตำแหน่งหลังแพ้เลือกตั้ง ขณะนั้นประธานศาลสูงสุดคือ โอลิเวอร์ เอลส์เวิร์ธ สุขภาพทรุดโทรมมาก จอห์น อดัมส์ เสนอให้จอห์น เจย์ ซึ่งเคยเป็นประธานศาลสูงสุดคนแรกในช่วงปี 2332-2338 และได้ลาออกไป เข้าไปทำหน้าที่อีกรอบ (จอห์น เจย์ เป็นนักกฎหมายคนสำคัญเป็น 1 ใน 3 ของผู้จัดทำคำอธิบายร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสนับสนุนให้รัฐต่างๆ ลงมติรับรองรัฐธรรมนูญ) แต่จอห์น เจย์ ปฏิเสธ ด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องการไปรับตำแหน่งที่ไร้ทั้ง “พลัง ความสำคัญ และศักดิ์ศรี” (Energy Weight and Dignity) จอห์น อดัมส์ จึงบอกกับมาร์แชลว่า “กันจะต้องเลือกแกเสียแล้ว” เพียงไม่กี่วันหลังเสนอชื่อ วุฒิสภาก็ประชุมให้การรับรองเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2344 สี่วันหลังจากนั้นเขาก็ได้รับคำสั่งแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 31 ม.ค. เขาเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 ก.พ. แต่ได้รับการขอร้องจากประธานาธิบดีให้ช่วยงานในหน้าที่รัฐมนตรีต่างประเทศต่อไปจนถึงการทำงานวันสุดท้ายของประธานาธิบดี จอห์น อดัมส์ ในวันที่ 4 มี.ค. 2344
นอกจากแต่งตั้งประธานศาลสูงสุดแล้ว จอห์น อดัมส์ ยัง “ลุย” แต่งตั้งผู้พิพากษาจำนวนมาก โดยทำงานกันอย่าง “หามรุ่งหามค่ำ” จนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 3 มี.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการทำงานในตำแหน่งประธานาธิบดี บรรดาผู้พิพากษาที่ได้รับแต่งตั้งเหล่านี้ จึงถูกพวกรีพับลิกันตั้งฉายาว่า “ผู้พิพากษาเที่ยงคืน” (Midnight Judge)
และแล้วก็ “เกิดเรื่อง” ขึ้นจนได้ แม้จอห์น อดัมส์ กับจอห์น มาร์แชล จะได้ช่วยกันออกคำสั่งลงนามประทับตราและส่งคำสั่งออกไป แต่มีบางคำสั่งที่ไม่ทันได้ส่งไป รุ่งเช้ารัฐมนตรีคนใหม่คือ เจมส์ แมดิสัน เข้ามารับตำแหน่งแทน แล้วเห็นจดหมายหลายฉบับยังกองวางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งในกองจดหมายเหล่านั้นมีฉบับหนึ่งเป็นคำสั่งแต่งตั้งวิลเลียม มาบิวรี ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ต่อมา คำสั่งฉบับนั้นก็ “อันตรธาน” หายไป ไม่มีใครเห็นคำสั่งฉบับนั้นอีก เมื่อไม่ได้รับคำสั่งนั้น มาบิวรี จึงยื่นเรื่องต่อศาล ขอให้รัฐมนตรี เจมส์ แมดิสัน ส่งคำสั่งนั้นให้ตน แน่นอนว่า เจมส์ แมดิสัน ไม่ยอมส่งคำสั่งให้ เพราะพวกรีพับลิกันต่างต้องการลบล้างคำสั่งแต่งตั้ง “ผู้พิพากษาเที่ยงคืน” เหล่านั้น จึงเกิดเป็นคดีฟ้องร้องและในที่สุดเรื่องก็ขึ้นสู่ศาลสูงสุดในปี 2346 กลายเป็นคดีครึกโครม เป็น “เผือกร้อน” เข้าไปสู่มือของจอห์น มาร์แชล คนจำนวนมากพากันจับจ้องว่าเขาจะตัดสินคดีนี้อย่างไร
จอห์น มาร์แชล พลิกวิกฤตเป็นโอกาสตัดสินคดีนี้อย่างเฉียบคม เกิดสิ่งที่เรียกว่า ตุลาการภิวัฒน์ขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐ
โดยสถานะของศาลสูงสุดที่ จอห์น เจย์ ประธานคนแรก ไม่ยอมหวนไปรับตำแหน่งอีก เพราะเห็นว่าเป็นตำแหน่งที่ไร้ทั้ง “พลัง ความสำคัญ และศักดิ์ศรี” ไม่มีกองกำลัง และ “มือไม้” ที่จะไป “บังคับ” ใครได้ แต่ จอห์น มาร์แชล รู้ดีว่าจะทำอย่างไรให้คำพิพากษา ซึ่งองค์กรอื่นของรัฐไม่ชอบ แต่มีผลบังคับได้โดยไม่ใช้กำลังและเขาทำได้สำเร็จ







