สมเด็จวัดปากน้ำ เปิดบ้านศีล 5 เพื่อความปรองดองในชาติ
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ รณรงค์ให้ประชาชนรักษาศีล 5 เพื่อสร้างความปรองดองในชาติ สอดคล้องกับนโยบายของ คสช.
ในการนี้ได้ประทานป้ายบ้านรักษาศีล 5 จำนวน 744 ป้าย พร้อมทั้งประกาศนียบัตร ให้แก่หมู่บ้านต่างๆ ใน จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2557 ท่ามกลางพระสังฆาธิการในภาคเหนือ ข้าราชการและประชาชนมาร่วมงานครึ่งพัน แน่นหอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน
โครงการ 4 ปี
เป้าหมายโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่ขับเคลื่อนในลักษณะการประสานความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และราชการทุกภาคส่วนของประเทศ จะครอบคลุม 7,255 ตำบล 74,693 หมู่บ้าน และประชากร 61,561,933 คน โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ ร่วมกับคณะสงฆ์และหน่วยราชการและองค์กรอื่นๆ ในระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2557-2560)
นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รายงานต่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานในพิธี ว่า คณะสงฆ์โดยดำริของเจ้าพระคุณสมเด็จ ต้องการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ให้เกิดแก่ประชาชน เพื่อให้สังคมมีความสุขสงบ มีความรักและสามัคคี ลดปัญหาความขัดแย้ง สร้างความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ต้องการสร้างความปรองดองในชาติ
บัดนี้ จ.ลำพูน เป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนโครงการได้ดี มีหมู่บ้านสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 411 หมู่บ้าน ใน 8 อำเภอ 51 ตำบล คิดเป็น 68.61% ทั้งนี้มีหมู่บ้านสมัครเข้าร่วมโครงการครบ 100% มีถึง 3 อำเภอ 31 ตำบล
เมื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประทานเกียรติบัตรและป้ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 ให้แก่ผู้ร่วมโครงการแล้ว ได้กล่าวสัมโมทนียกถาว่า คณะสงฆ์นำโดยพระราชปัญญาโมลี เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ผู้นำองค์กรท้องถิ่น เช่น นิรันดร์ ด่านไพบูลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน และองค์กรอื่นๆ ตลอดถึงกำนันผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชน ร่วมมือกันดีมาก ทำการให้โครงหมู่บ้านรักษาศีล 5 เดินหน้าจนได้รับการชื่นชมจากทุกวงการ
สมเด็จชื่นชม
“ท่านทั้งหลาย จ.ลำพูน ถือว่าเป็นจังหวัดที่ปฏิบัติในศีล 5 ประจำอยู่แล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากคณะศิษย์ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา หรือครูบาวงศ์ อ.ลี้ รักษาศีล 5 เป็นประจำ ที่หมู่บ้านนั้นไม่เลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้าน ไม่ว่าหมู เป็ด ไก่ และไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ถึงวันพระก็รับศีล 8
ท่านทั้งหลาย ท่านประธาน คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการให้พี่น้องประชาชนคนไทยเรามีความปรองดองสมานฉันท์สามัคคี สิ่งนี้จะเกิดได้ ประชาชนต้องมีศีล 5
การรักษาศีลนั้นไม่ยาก รักษากายวาจาให้ดีก็แล้วกัน เมื่อไม่เบียดเบียนทางกาย วาจาก็พูดด้วยคำที่ดีๆ ศีล 5 ก็บริสุทธิ์ เว้นแต่บางท่านขอเว้นเป็นบางข้อ แต่ถ้ารักษาไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว พระเดชพระคุณพูดเล่นๆ ว่า แบบนี้ไปตายดีกว่า” สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ที่จะทำบุญอายุวัฒนมงคล 89 ปี วันที่ 26 ส.ค. 2557 (เกิดวันที่ 26 ส.ค. 2468 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 10 ปีฉลู บ้านเลขที่ 32 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ)
เจ้าพระคุณสมเด็จกล่าวถึงคุณประโยชน์ของศีล 5 ว่าเป็นหลักประกันสังคม สังคมที่มีศีล 5 อยู่เย็นเป็นสุข ปรองดอง สมานฉันท์ สามัคคี ไม่มียาเสพติด หมู่บ้านที่มีศีล 5 นอนไม่ต้องปิดประตู ไปไหนก็ไม่ต้องปิดประตู ของไม่หาย แต่เจ้าพระคุณว่าอย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด เพราะบางที่บางแห่งก็ไม่เหมือนกัน
สุดท้าย เจ้าพระคุณขอให้พระสังฆาธิการ ข้าราชการทุกหน่วยงาน ร่วมด้วยช่วยกันขับเคลื่อนให้พี่น้องเรามีศีล 5 ทั่วทุกหมู่เหล่า ทุกหมู่บ้าน ประเทศชาติเราจะอยู่เย็นเป็นสุข
นักท่องเที่ยวชมบ้านศีล 5
พระธรรมคุณาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 7 เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา กล่าวว่า โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในภาค 7 ได้รับการขับเคลื่อนด้วยดี บางหมู่บ้านมีคนทั้งหมู่บ้านรักษาศีล 5 เช่น หมู่บ้านห้วยต้ม อ.ลี้ กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ผู้คนอยากไปดู และศึกษาวิถีชีวิต เพราะทุกคนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่เลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร (หมู เป็ด ไก่ และปลา) เมื่อจะใส่บาตรพระ ก็เดินและยืนตามลำดับ คือผู้รักษาศีล 8 จะอยู่หัวแถว ตามด้วยผู้รักษาศีล 5 และเด็กหนุ่มสาว ตามลำดับ จึงเป็นหมู่บ้านที่น่าสนใจมาก นอกจากคนทั่วไปอยากไปดูแล้ว นักศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่งก็กำลังทำวิจัย โดยแนะนำนักศึกษาปริญญาเอกให้ผู้สื่อข่าวรู้จัก คือ คุณอาภากร ปัญโญ ที่ทำวิจัยหมู่บ้านห้วยต้ม เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หัวข้อวิจัยที่ อาภากร ปัญโญ คนท้องถิ่นบ้านห้วยต้ม อ.ลี้ คือเรื่อง การดำรงอัตลักษณ์ชุมชนศีล 5 ด้วยการจัดทำธรรมนูญชีวิตแบบมีส่วนร่วม : กรณีศึกษาชุมชนห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน
รักษาศีล กินเจทั้งหมู่บ้าน
ที่ผู้วิจัยให้เหตุผลที่เลือกบ้านห้วยต้มทำวิจัยว่า เนื่องจากชุมชนห้วยต้มมีความเฉพาะตัวที่น่าสนใจหลายประเด็น เช่น เป็นชุมชนที่ไม่ทำอาชีพเลี้ยงสัตว์ ไม่ขายสุรา ไม่ขายเนื้อสัตว์ ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ที่สำคัญทุกคนหยุดงานในวันพระ เพื่อไปปฏิบัติธรรมที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อย่างพร้อมเพรียง ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะช่วยเหลือและร่วมมือกับชุมชนในการศึกษา ค้นหา และพัฒนากระบวนการ วิธีการ ให้ได้มาซึ่งการดำรงอัตลักษณ์ชุมชนศีล 5 ของชุมชนห้วยต้ม และเป็นชุมชนต้นแบบแห่งเดียวใน จ.ลำพูน เพื่อสร้างความเป็นตัวตนและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนภายใต้ความรุนแรงและการถูกครอบงำจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ที่พยายามจะเข้ามาทำลายอัตลักษณ์ของชุมชน
ครูบาต้นแบบ
เอกสารการวิจัยพูดถึงความเป็นมาของชุมชนหมู่บ้านห้วยต้มที่รักษาศีล 5 ทั้งหมู่บ้าน เพราะเป็นชุมชนที่ดำรงอัตลักษณ์ตามแบบของพระครูพัฒนกิจจานุรักษ์ (ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา หรือครูบาวงศ์) ที่นำหลักศีล 5 มาเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างขึ้นโดยสังคมอัตลักษณ์ จำเป็นต้องมีกระบวนการสร้างความเหมือนระหว่าง “พวกเรา” หรือ “คนอื่น” หรือ กระบวนการสร้างอัตลักษณ์เกิดควบคู่กันไป
ครูบาวงศ์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนด้วยการปฏิบัติธรรมและการสั่งสอนเรื่องศีล 5 จะปฏิบัติตนด้วยการไม่ฉันเนื้อสัตว์ สอนชาวบ้านว่าการฉันหรือรับประทานเนื้อสัตว์นั้นเป็นการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นถึงความเดือดร้อน อาหารอย่างอื่นก็มีมากมายที่ทำให้คนเราเจริญหรือเติบโตขึ้นได้ ไม่จำเป็นที่ต้องกินเนื้อสัตว์ก็ได้ จากศรัทธาความเชื่อปสาทะความเลื่อมใสในปฏิปทาครูบาวงศ์ และความเสมอต้นเสมอปลายเรื่องศีลนี้เองทำให้ได้รับการยอมรับจากศรัทธาประชาชนทั่วไป และชุมชนห้วยต้ม
ทุกคนนับถือศาสนาพุทธในหมู่บ้านมีกฎกติกา ปฏิบัติตามคำสอนของครูบา ทำบุญฟังเทศน์ทุกวันพระ พึ่งพาอาศัยเอื้ออาทรต่อกัน มีความสามัคคี มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนเผ่า เช่น การทอผ้า การแต่งกายชุดประจำเผ่าและภาษาพูด
ในมุมมองของคนภายนอก มองว่าห้วยต้มเป็นชุมชนที่ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี คือ ปฏิบัติตามศีล 5 อยู่กันด้วยความรัก อบอุ่น สิ่งที่คนภายนอกสัมผัสได้ คือ วัฒนธรรมชุมชน การหยุดทำงานทุกวันพระเพื่อพาครอบครัวมาทำบุญที่วัด หรือทำความสะอาดวัด
การดำรงชีพ อยู่ได้สบายด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวกินเอง ไม่ฆ่าสัตว์ ถือศีลภาวนา ไม่ดื่มเหล้า ใช้ชีวิตพอเพียง รักและดูแลครอบครัว โดยมีประเพณีวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน
ทุนนิยมบุก
องค์ความรู้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นแบบแผนในการดำรงชีวิต โดยยึดถือหลักศีล 5 เป็นหลัก
แต่เมื่อครูบาวงศ์มรณภาพลง กอปรกับกระแสทุนนิยมอิทธิพลจากภายนอกเข้ามากระทบต่อวัฒนธรรมชุมชนและชีวิตความเป็นอยู่การปฏิบัติตนของความเป็นชุมชนศีล 5 เริ่มเลือนรางลงไป
ชุมชนเองก็คิดหาวิธีการที่จะป้องกันและพยายามกล่อมเกลาจิตใจคนรุ่นหลังให้ประพฤติปฏิบัติเหมือนดั้งเดิม เพื่อดำรงอัตลักษณ์ของชุมชนไว้ หากไม่ได้รับการแก้ไขและร่วมกันหาวิธีการรักษา ความเป็นชุมชนดั้งเดิมที่เคยสงบเงียบเอื้ออาทร รักใคร่ปรองดองอาจจะเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย
งานวิจัยจะหาคำตอบว่า จะทำอย่างไรให้ชุมชนแบบดั้งเดิม มั่นคง ยั่งยืน ไม่ตกไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่ถาโถมเข้ามา


