
2สัปดาห์เคาะแผนสินค้าเกษตร
คสช.เห็นชอบตั้งคณะทำงาน ดันยุทธศาสตร์ 4 พืชเศรษฐกิจ เล็งเคาะใน 2 สัปดาห์ เอกชนร่วมทำแผน
คสช.เห็นชอบตั้งคณะทำงาน ดันยุทธศาสตร์ 4 พืชเศรษฐกิจ เล็งเคาะใน 2 สัปดาห์ เอกชนร่วมทำแผน
พล.อ. ฉัตรชัย เห็นชอบตั้งคณะทำงานโรดแม็ปพืช 4ชนิด ก่อนทำเป็นยุทธศาสตร์ประเทศตามที่กระทรวงเกษตรฯเสนอในสองสัปดาห์
นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน วันที่ 23 ส.ค. 2557 เห็นชอบตามที่กระทรวงเสนอให้ตั้งคณะทำงานพืชเศรษฐกิจ 4 ชนิดขึ้นมา เพื่อไประดมความเห็นใน 2 สัปดาห์ เพื่อร่วมกันกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายหลังที่มีการตั้งกรรมการชุดดังกล่าว
สำหรับแนวทางที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ยกร่างเป็นตุ๊กตาของยุทธศาสตร์พืชทั้ง 4 ชนิดนั้น จะใช้ความเหมาะสมของดินเป็นหลัก เป็นฐานการโซนนิ่งพื้นที่ปลูกแต่ละชนิด เพื่อลดต้นทุนการผลิตและสามารถเพิ่มผลผลิตต่อได้ รวมถึงแนวทางการผลิตที่จะต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
คณะทำงานจัดทำยุทธศาสตร์(โรดแมป) ของพืชทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง มีอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธาน 2 ชุด 2.ยุทธศาสตร์น้ำมันปาล์ม มีเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นประธาน และ 3.ยุทธศาสตร์ด้านอ้อย มีเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นประธาน
ทั้งนี้มีรายงานว่าภาคเอกชนสะท้อนความเห็นว่าสินค้าเกษตรมีปัญหาว่าผลผลิตออกมากระจุกตัวพร้อมกัน กระทรวงควรหาแนวทางส่งเสริมให้มีผลผลิตนอกฤดูและทยอยออกได้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่นกรณีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ควรจะส่งเสริมให้มีการกระจายผลผลิตให้ออกเฉลี่ยเท่ากันใน 3 รอบเนื่องจากจะออกรอบแรกมากทำให้ต้องไปนำเข้าจากเพื่อนบ้านเป็นระยะ
ทั้งนี้มีรายงานว่า กระทรวงเกษตรฯ สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันพื้นที่ปลูกรวม 7.51 ล้านไร่ ผลผลิตรวมต่อปีประมาณ 5.08 ล้านตันมีปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ตกต่ำเกิดจากผลผลิตออกมากและกระจุกตัวในเดือนส.ค.ธ.ค. ซี่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากถึง 86.80% ของผลผลิตเฉลี่ยปีละ 5.08 ล้านตัน ประกอบกับการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาวและกัมพูชา ภายใต้ความผูกพันการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งผลผลิตข้าวโพดของประเทศเพื่อนบ้านออกสู่ตลาดช่วงเดียวกันกับข้าวโพดในประเทศ ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาควรพิจารณาจัดทำข้อมูลด้านความต้องการใช้ข้าวโพดในประเทศให้เป็นเอกภาพ
ส่วนสินค้ามันสำปะหลัง ปัจจุบันมีพื้นที่เก็บเกี่ยวประมาณ 8.32 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 29.20 ล้านตัน ปัญหาของมันสำปะหลังในไทยเกิดจากเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ปลูกมันสำปะหลังมานาน ส่งผลให้เกิดปัญหาดินดาน จนผลผลิตต่อไร่ต่ำ ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น นอกจากนี้ราคาหัวมันสดยังขึ้นอยู่กับการส่งออกไปยังประเทศจีน เนื่องจากนำเข้ามันสำปะหลังไทยถึง 99% ที่ผ่านมาภาครัฐได้พยายามจัดทำโครงการเพื่อลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร เช่น โครงการไถระเบิดดินดานไร่มันสำปะหลัง นำร่องใน 10 จังหวัด เป็นต้น
สำหรับปาล์ม มีเนื้อที่ให้ผลผลิตทั่วประเทศรวมประมาณ 4.10 ล้านไร่ ผลผลิตในปี 2557 ประมาณ 13.20 ล้านตัน ราคาเฉลี่ยในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่กิโลกรัม(กก.) ละ 4.34 บาท ส่วนแนวโน้มราคาครึ่งปีหลังคาดว่าจะลดลง เพราะระดับสต๊อกน้ำมันปาล์มในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะปาล์มในประเทศจะเริ่มออกสู่ตลาด ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศยังทรงตัว ปัญหาของปาล์มน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ เกษตรกรใช้พันธุ์ปาล์มคุณภาพต่ำ โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มใช้กำลังการผลิตเพียง 6070% เท่านั้น ขณะที่การกำหนดราคาปาล์มยังไม่เป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากรัฐยังตรึงราคาน้ำมันปาล์มชนิดขวดที่ปลายทาง
ส่วนสินค้าอ้อยโรงงานมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั่วประเทศในปีการผลิต 2556/57 รวมประมาณ 8.46 ล้านไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 103.70 ล้านตัน ปัญหาการผลิตอ้อยในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ เครื่องจักรกลสำหรับใช้ในไร่อ้อยมีราคาสูง เกษตรกรต้องใช้แรงงานเก็บเกี่ยวเป็นหลัก ขณะที่ค่าจ้างแรงงานมีแนวโน้มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า ต้นทุนการผลิตอ้อยที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคา สูงกว่าราคาอ้อยขั้นต้นที่เกษตรกรได้รับ ทำให้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรได้เรียกร้องขอความช่วยเหลือเพื่อเพิ่มเงินค้าอ้อยทุกปี
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การประชุมคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า ที่มีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันที่ 23 ส.ค. ยังไม่ได้ข้อสรุปและให้ได้ตีกลับแผนยุทธศาสตร์พืชเศรษฐกิจทั้ง 4 ประเภทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลับไปจัดทำแผนมาเสนอใหม่ภายใน 2 สัปดาห์ ภาคเอกชนต้องเข้าไปร่วมประชุมในคณะทำงานย่อยของพืชแต่ละตัว เพื่อให้ได้แผนที่ครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมกลับไปนำเสนอใหม่
อย่างไรก็ตาม คาดว่าต้องเตรียมประชุมเพื่อระดมสมองกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยใช้เวลาอย่างน้อย 4 ครั้ง น่าจะเรียกประชุมกันครั้งแรกในช่วงต้นสัปดาห์นี้ และใช้เวลา 3 เดือนในการทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน
การจัดทำยุทธศาสตร์โซนนิ่งพืชเศรษฐกิจทั้ง 4 ชนิดของประเทศไทย คือ ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมันและอ้อย เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับพืชเศรษฐกิจที่เป็นตัวสร้างรายได้หลักให้ประเทศ ซึ่งมองว่าครั้งนี้น่าจะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบนการผลิตให้มากขึ้นทั้งห่วงโซ่ คาดว่าแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการจัดทำให้ออกเป็นแผนปฎิบัติที่ชัดเจน
อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนต้องการผู้นำที่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ และสามารถนำพาประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ว่า ในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใดและมีเป้าหมายสร้างรายได้ต่อหัวให้กับประชาชนในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มากกว่าได้รัฐบาลที่เป็นคนทำงานเก่งอย่างเดียว
“ในช่วง 2 ปีแรก อาจต้องใช้เวลาในการเขียนแบบเริ่มต้นในการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ก่อน หลังจากนั้นก็จะต้องค่อยๆ ปรับแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค ไม่ใช่เข้ามาแล้วมัวแต่มานั่งแก้ปัญหาเดิมๆ เหมือนที่ผ่านมา” นายพรศิลป์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าควรจะดึงทั้งนักการเมือง ข้าราชการ เอกชนและเอ็นจีโอ เข้ามานั่งร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อพัฒนาประเทศให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ ไทยควรจะต้องปรับโครงสร้างกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรทั้งระบบใหม่ โดยจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว 20 ปี ออกมาให้ชัดเจนว่า อนาคตอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรของไทยจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด ซึ่งคาดว่าหากทำจริงจังจะใช้เวลาในการเขียนแผนไม่เกิน 1-2 ปี และน่าจะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมได้ภายใน 5 ปี เพราะหากยังไม่ทำอะไรในช่วง 5 ปีจากนี้ อาจจะทำให้อุตสาหกรรมสินค้าเกษตรของไทยแข่งขันไม่ได้แน่นอน
ปัจจุบันการแข่งขันในอุตสาหกรรมเกษตรไม่ได้แข่งขันกันที่ราคาอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่จะมีเรื่องของมาตรฐานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กลายเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) นอกจากนี้ยังมีเรื่องของมาตรฐานสินค้าและถิ่นกำเนิดสินค้าที่ภาคเอกชนต้องทำความเข้าใจ
“วันนี้ไทยต้องปรับโครงสร้างสินค้าเกษตรใหม่หมด และต้องกลับมาดูเป็นรายตัว เพราะจะใช้แต่วิธีการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรให้อย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมาคงไม่ได้ แต่อาจจะมีการนำมาใช้บ้างเป็นครั้งคราว ไม่เช่นนั้นจะทำให้สินค้าเกษตรของไทยแข่งขันไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่า วันนี้ความน่าสนใจของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยหมดอายุแล้ว จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างใหม่ให้แข็งแรง” นายพรศิลป์ กล่าว
นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าวันนี้มีสินค้าเกษตรของไทยหลายตัวที่แข่งขันไม่ได้ เพราะหลังจากการลดภาษีนำเข้าระหว่างกันในภูมิภาคอาเซียนเป็น 0% แล้ว ที่ผ่านมาไทยไม่ได้คิดหรือดูว่าจากนี้ไปจะแข่งขันได้อย่างไร และจะมีผลกระทบต่อภาพรวมสินค้าเกษตรของไทยอย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ดี มองว่าการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ต่อไปจะกลายเป็นตัวพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง หากประเทศไหนสามารถจับจุดได้ก่อนก็จะเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเอฟทีเอเป็นเหมือนกลไกในการควบคุมและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนอยากจะเสนอไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกครั้ง เพื่อให้ตัวแทนภาคเอกชนมีส่วนเข้าไปร่วมในการเจรจากรอบความตกลงประชาคมอาเซียน ทั้ง 3 เสา ที่ประกอบไปด้วย เศรษฐกิจ ความมั่นคง การเมืองและสังคม จากปัจจุบันที่ภาคเอกชนจะมีส่วนเฉพาะในเสาเศรษฐกิจเท่านั้น จนทำให้การเจรจามองข้ามผลกระทบที่เกิดขึ้น สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ส่งผลให้การแข่งขันของไทยภาคธุรกิจไทยไม่สามารถแข่งขันได้ รวมทั้งยังไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเท่าทัน







