
โมเดลสร้างความสงบท่ามกลางไฟใต้
เดอะ เอเชียน เอจ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของอินเดียนำเสนอรายงานระบุว่า ถึงพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยจะได้รับฉายาว่า “แคชเมียร์แห่งประเทศไทย” จากรายงานเหตุก่อความไม่สงบที่ยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานนับทศวรรษ ทว่าสำหรับในพื้นที่ จ.สตูล และสงขลา ภาครัฐมีนโยบายรักษาความสงบและความสามัคคีของคนในชุมชนที่ประสบความสำเร็จจนอาจเป็นตัวอย่าง หรือ “โมเดล” ได้
เดอะ เอเชียน เอจ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของอินเดียนำเสนอรายงานระบุว่า ถึงพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยจะได้รับฉายาว่า “แคชเมียร์แห่งประเทศไทย” จากรายงานเหตุก่อความไม่สงบที่ยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานนับทศวรรษ ทว่าสำหรับในพื้นที่ จ.สตูล และสงขลา ภาครัฐมีนโยบายรักษาความสงบและความสามัคคีของคนในชุมชนที่ประสบความสำเร็จจนอาจเป็นตัวอย่าง หรือ “โมเดล” ได้
จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล นับเป็น 5 จังหวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่มีความเสี่ยงการก่อความไม่สงบ เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากส่วนกลาง ส่งผลให้เกิดความรู้สึกแปลกแยก
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดความไม่สงบยังมีบางพื้นที่ที่ทางราชการสามารถรักษาความสมานฉันท์ของคนในชุมชนได้ ได้แก่ จ.สงขลา และสตูล ทาง เดอะ เอเชียน เอจ ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่โดยตรงเพื่อสำรวจมาตรการดังกล่าว
สำหรับ จ.สตูล เหนือชาย จิระอภิรักษ์ ผวจ.สตูล ได้เปิดเผยว่า ทางจังหวัดมีเป้าหมายที่จะสร้างให้เมืองที่มีประชากรราว 3 แสนคน เป็นแหล่งท่องเที่ยวการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และมีแผนที่จะประสานงานกับทางมาเลเซียในการทำโปรโมชั่นสำหรับการท่องเที่ยวร่วม โดยเฉพาะเส้นทางจากเกาะลังกาวี แต่การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในสตูลไม่มากเท่าที่หวังไว้
“ปัญหาที่ทั้งสองจังหวัดเผชิญตรงกันคือความรุนแรงในจังหวัดเพื่อนบ้าน ที่ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าที่หวังไว้” เหนือชาย ระบุ
ถึงแม้การท่องเที่ยวอาจต้องใช้เวลาในการพัฒนา อย่างไรก็ดี ผวจ.สตูล ได้เปิดเผยแก่ เดอะ เอเชียน เอจ ว่า เจ้าตัวรู้สึกภูมิใจที่สตูลไม่มีปัญหาด้านความขัดแย้งในชุมชน โดยได้ยกตัวอย่าง “สตูล โมเดล” ของชุมชนบ้านตันหยงโป ซึ่งเป็นแนวทางให้ตำรวจชุมชนเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนในชุมชน และให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่บ้านและอิหม่าม เพื่อสร้างความเข้าใจและช่วยกันขจัดปัญหาของชุมชน เช่น ปัญหาด้านยาเสพติด อาวุธ และสุรา
ขณะที่ทางด้าน จ.สงขลา ให้ความสำคัญกับการผสานความเข้าใจและวัฒนธรรมของคนในชุมชน เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้ง โดย พุ่ม พรานจันทร์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านเมืองงาม ระบุว่า มีการแต่งงานระหว่างชาวมุสลิมและพุทธหลายคู่ในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งทำให้เกิดการผสมกันระหว่างสองวัฒนธรรม ด้านโรงเรียนจึงให้มีการเรียนการสอนและปฏิบัติตามเทศกาลของทั้งสองศาสนา ซึ่งการผสมผสานดังกล่าวทำให้โรงเรียนแห่งนี้เป็น 1 ใน 20 โรงเรียนที่ได้พิจารณารับไอแพดตามโครงการของรัฐบาลชุดที่แล้ว
“นับเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งที่เห็นสุสานมุสลิม (กุโบร์) หลายแห่งในพื้นที่ของชาวพุทธ ขณะที่อิหม่ามและพระสงฆ์ยังติดต่อกันอย่างใกล้ชิด แม้กระทั่งช่วยค่าใช้จ่ายกันในงานศพ” รายงานระบุ
ครูใหญ่ของโรงเรียนบ้านเมืองงามรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีสื่อจากต่างชาติเข้ามาทำข่าว พร้อมย้ำว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่มักไม่รู้ว่าท่ามกลางความไม่สงบบางพื้นที่ภาคใต้ยังมีความสงบและสามัคคีได้เช่นกัน







