posttoday
โลกปรับทิศหลังยุติคิวอีตั้งรับยุครัดเข็มขัด

โลกปรับทิศหลังยุติคิวอีตั้งรับยุครัดเข็มขัด

20 สิงหาคม 2557

หมดเวลาถามหาคำตอบจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แล้ว สำหรับกรณีการยุตินโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี)

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

หมดเวลาถามหาคำตอบจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แล้ว สำหรับกรณีการยุตินโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ เพราะนับต่อจากนี้ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทุกประเทศทั่วโลกต้องคำนึงถึงพร้อมๆ กันก็คือทิศทางนโยบายทางการเงินนับต่อจากนี้ซึ่งมีแนวโน้มว่าประเทศเสาหลักทางเศรษฐกิจจะหวนกลับมาใช้นโยบายรัดเข็มขัดกันมากขึ้น

เหตุผลเพราะท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจของหลายประเทศที่เริ่มจะฟื้นตัว นำโดยสหรัฐ ตามด้วยอังกฤษ ยุโรป และญี่ปุ่น ความจำเป็นต้องการใช้นโยบายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเริ่มมีบทบาทลดน้อยถอยลงไป โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งระบุตรงกันว่า ประเด็นที่ต้องหาคำตอบให้ได้นับต่อจากนี้ก็คือ นโยบายรัดเข็มขัดจะเริ่มดำเนินการเมื่อใดและจะมีผลกระทบอย่างไรต่อระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าระยะเวลากว่า 6 ปี หลังจากเกิดวิกฤตการเงินในปี 2008 สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของหลายประเทศแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากตอนเกิดวิกฤตการเงินใหม่ๆ เห็นได้จากการที่นานาประเทศยังคงใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์หรือแตะระดับที่ศูนย์ โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้นโยบายดังกล่าวเกินครึ่งหนึ่งของทั่วโลก และเกือบทุกประเทศที่ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำล้วนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจัดได้ว่ามีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี

จอห์น เอ็ดวาร์ดส สมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางแห่งออสเตรเลียและนักวิชาสถาบันโลวี แสดงความเห็นว่า จนถึงขณะนี้ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ผลลัพธ์ที่แน่นอน หากสิ้นสุดการใช้มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนแน่แล้วก็คือการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังจะหมดลง และการสิ้นสุดนี้จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจนานาประเทศแน่นอน

เมื่อคำนวณจากห้วงระยะเวลาการทำงานของเฟด ภายในเดือน พ.ย.นี้ นักลงทุนทั่วโลกจะสามารถโบกมืออำลาแผนคิวอีได้แน่นอน และน่าจะพร้อมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในกลางปี 2015 ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษส่งสัญญาณเตรียมตัวมาแล้วก่อนหน้านี้ ด้วยการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ที่ 0.5%

ในส่วนของธนาคารกลางญี่ปุ่นและยุโรป แม้จะยังคงสงวนท่าที โดยไม่มีการประกาศหรือส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การที่ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐยกเลิกการพึ่งพามาตรการคิวอีและดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องจากปี 20152016 ธนาคารกลางของประเทศที่เหลือย่อมต้องเตรียมหาแผนรับมือเช่นกัน

โดยไม่ใช่เพียงแค่หาแนวทางรับมือกับการเลิกมาตรการกระตุ้นเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการหามาตรการรับมือกับแผนการเศรษฐกิจที่จะเป็นการหันมาใช้นโยบายประหยัดมากขึ้น หลังจากที่ทุ่มใช้งบประมาณมหาศาล เพื่อค้ำจุนพยุงเศรษฐกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไป จนระดับหนี้มีปริมาณมหาศาลน่าตกใจพอสมควร กระทั่งทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัดเพื่อรักษาดุลบัญชีของประเทศ

ถามว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลอย่างไร คำตอบรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด และเชื่อกันว่าจะส่งผลกระทบหนักหน่วงเอาการก็คือจะทำให้เงินสกุลเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อระดับหนี้ในตลาดประเทศกำลังพัฒนาและจะสร้างความปั่นป่วนในภาคการเงินของนานาประเทศทันที

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เมื่อสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนามีแนวโน้มจะเผชิญหน้ากับภาวะทุนไหลออก เนื่องจากนักลงทุนย่อมแห่ขนเงินไปลงทุนในที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งในกรณีนี้ก็คือสหรัฐ

ขณะเดียวกันการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตาม เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนสกัดทุนไหลออก จนกลายเป็นผลลัพธ์ทางลบของภาคบริษัทเอกชนในประเทศต่างๆ ที่ต้นทุนการกู้ยืมจะเพิ่มสูงขึ้นจนเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้

นอกจากนี้ การเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นนี้ ยังส่งผลให้ค่าเงินในประเทศกำลังพัฒนาอ่อนค่ามากเกินไป ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในปี 2013 ที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐเคยปรับตัวแข็งค่าขึ้น แต่กลับไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีการกู้ยืมเงินสกุลต่างชาติมาใช้บริหารจัดการและผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศในจำนวนมหาศาล

ทั้งนี้ เป็นที่รับทราบและเข้าใจกันดีโดยทั่วหน้ากันอยู่แล้วว่า การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำติดศูนย์และการอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารกลางนี้ไม่สามารถใช้ได้ตลอดไป และยิ่งใช้ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการเก็งกำไรและฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์

กระนั้นการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไปเป็นนโยบายรัดเข็มขัด ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่พื้นตัวเต็มที่ ก็นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ค่อนข้างอันตราย หากไม่มีการวางแผนและดำเนินการอย่างดี

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน