posttoday
"สินบน : อาชญากรรมระหว่างประเทศ"

"สินบน : อาชญากรรมระหว่างประเทศ"

19 สิงหาคม 2557

“เอ็งกินเหล้า เมายาไม่ว่าดอก แต่อย่าออกนอกทางไป ให้เสียผล เอ็งอย่ากินสินบาท คาดสินบน เรามันชนชั้นปัญญา ตุลาการ”

“เอ็งกินเหล้า เมายาไม่ว่าดอก แต่อย่าออกนอกทางไป ให้เสียผล เอ็งอย่ากินสินบาท คาดสินบน เรามันชนชั้นปัญญา ตุลาการ”

กลอนบทนี้เป็นพระโอวาทของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่ทางสื่อสาธารณะในโอกาสระลึกถึงวันสิ้นพระชนม์ที่วงการตุลาการยกย่องว่าเป็น “วันรพี” เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2557

น่าเสียใจที่ในวันนั้นมีรายงานข่าวว่าคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติสั่งลงโทษทางวินัยผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ 7 นาย ที่ถูกกล่าวหาว่าให้ประกันตัวจำเลยในคดีข่มขืนชำเราและคดียาเสพติด ผิดระเบียบและกฎหมาย

โทษทางวินัยที่ได้รับคือ ให้พ้นตำแหน่ง (ไล่ออก) 4 คน งดการเลื่อนเงินเดือน 2 คน และภาคทัณฑ์ 1 คน

พร้อมกันนั้น ก.ต.ได้มีมติให้สำนักงานศาลยุติธรรมทำหนังสือโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นยศ พร้อมกับพิจารณาเรื่องการดำเนินคดีอาญา

นั่นหมายความว่า ชื่อเสียงเกียรติยศที่สร้างสมมาตลอดชีวิตต้องสูญสิ้นไป และบุคคลในครอบครัวต้องอับอาย จากความผิดพลาดในการใช้อำนาจรัฐเพียงครั้งเดียว

ก่อนหน้านี้มีผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งถูก ก.ต.มีมติให้พ้นตำแหน่งเช่นเดียวกันในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพฤติกรรมฉันชู้สาวกับหญิงที่มีสามีแล้วและเรียกรับประโยชน์ และสื่อมวลชนได้นำรายงานการสอบสวนมาเผยแพร่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยรายละเอียดการลงโทษคนในวงการตุลาการต่อสาธารณะ

นับได้ว่าเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมลักษณะหนึ่ง ที่เปิดเผยการกระทำผิดของบุคคลในวงการยุติธรรมที่กระทำผิดและการลงโทษ เพื่อให้ผู้อื่นเกรงกลัวไม่กระทำผิดในลักษณะเช่นนี้อีก

มาถึงสัปดาห์นี้ มีการเปิดเผยภาพตำรวจจราจรเรียกรับเงิน 500 บาท จากผู้ขับรถปิกอัพที่กระทำผิดกฎจราจร ทางสื่อสาธารณะก็ต้องรอว่าท่านรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการอย่างไร และจะเปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ร้ายแรงกว่าเนื่องจากเป็นการยักยอกเงินของทางราชการ

การให้และเรียกรับสินบนเหล่านี้ เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบที่ต้องถูกดำเนินคดี ทั้งวินัยและอาญา รวมถึงต้องติดตามเงินคืนให้กับเจ้าของเงินด้วย

และเป็นสิ่งที่พระบิดาแห่งกฎหมายไทยคาดคั้นไว้ว่า “เราชนชั้นปัญญาตุลาการ” ต้องไม่กระทำ

น่าเสียใจที่บ้านเราให้ความสนใจเรื่องความผิดของการให้และเรียกรับสินบนน้อยมาก บางหน่วยงานถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ “ใครๆ ก็ทำกัน” จึงละเลยไม่ดำเนินคดีตามกฎหมายจนผู้กระทำผิด “ได้ใจ”

แม้แต่คดีใหญ่ที่เป็นเรื่องระหว่างประเทศ เช่นกรณีอดีตผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งรับสินบนจากชาวสหรัฐอเมริกา ผลทางคดีปรากฏว่าศาลสหรัฐพิพากษาจำคุกผู้ให้สินบน ซึ่งถูกจำคุกจนพ้นโทษแล้ว ผู้รับสินบนยังเป็นปกติสุขดี ทั้งๆ ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลนานแล้ว แต่สำนักงานอัยการสูงสุดยังไม่สั่งฟ้อง

คดีให้สินบนผู้บริหารรัฐวิสาหกิจกรณีนี้ สร้างความเสียหายให้กับกระบวนการยุติธรรมของไทยมาก เพราะในปัจจุบันสหประชาชาติและประเทศสมาชิกเห็นพ้องต้องกันว่า “สินบน” เป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของโลก ต้องร่วมมือกัน “ขจัด”

หลักคิดนี้นำมาซึ่ง “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชั่น ค.ศ. 2003” ที่ประเทศไทยได้ลงนามเห็นชอบเมื่อปี 2546 และให้สัตยาบันโดยจะมีอนุวัติการกฎหมายภายในโดยเร็วในปี 2554

สาระสำคัญของอนุสัญญาสหประชาชาติฉบับนี้ระบุว่า การให้และเรียกรับ “สินบน” เป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Crime) ซึ่งประเทศสมาชิก “ต้อง” แก้ไขกฎหมายภายในประเทศให้สอดรับกับกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยกำหนดรูปแบบความร่วมมือทางกฎหมายซึ่งกันและกันในการรวบรวมและส่งพยานหลักฐาน การส่งผู้ร้ายข้ามแดน การติดตาม อายัด ยึด และริบทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด

ลักษณะความผิดที่ระบุในกฎหมายมี 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก ความผิดที่รัฐภาคี “ต้อง” กำหนดให้เป็นความผิด ได้แก่ การให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าหน้าที่องค์การระหว่างประเทศ การยักยอก การเบียดบังหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การฟอกทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอาญา และการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

กลุ่มที่สอง ความผิดที่รัฐภาคี “ควร” พิจารณาเพื่อกำหนดให้เป็นความผิด ได้แก่ การใช้อิทธิพลเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์โดยมิชอบ การยักยอกทรัพย์สินในภาคเอกชน และการปกปิดความผิด

นอกจากนี้ อนุสัญญาฯ ยังเสนอให้รัฐภาคีพิจารณากำหนดให้เป็นความผิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

เช่น การร่ำรวยโดยผิดกฎหมาย การให้สินบนในภาคเอกชน การอายัด ยึด และริบทรัพย์สินในภาคเอกชน เพราะความผิดเหล่านี้ล้วนแต่เป็นบ่อเกิดและนำไปสู่การคอร์รัปชั่นทั้งสิ้น

สำหรับการดำเนินการของประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาพร้อมกับประเทศสมาชิกเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2546 และมอบให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาอนุวัติการกฎหมายให้เป็นไปตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก คือ “ขจัดสินบน” ให้หมดจากประเทศไทย

หลังจากรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เรื่องนี้ถูกนำมาพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยให้ความเห็นชอบในการลงสัตยาบันและให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย 3 ฉบับ แต่ภายหลังได้ปรับมาเหลือ 2 ฉบับ คือ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ. ... (การริบทรัพย์สิน) และร่างแก้ไข พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องคดีอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ. ...

กาลเวลาผ่านไปถึงปี 2553 กฎหมายที่จะอนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญา 2 ฉบับนี้ยังไม่ได้เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร แต่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะต้องเป็นเจ้าภาพการประชุม ป.ป.ช.โลก ในปี 2554 จึงมีหนังสือขอให้รัฐบาลเร่งรัดการอนุวัติการกฎหมายดังกล่าวก่อนมีการประชุมระดับนานาชาติ

ในที่สุดรัฐบาลขณะนั้นได้ตัดสินใจลงนามในสัตยาบัน โดยขอสงวนสิทธิ์ในการอนุวัติการกฎหมายภายหลังโดยเร็ว ซึ่งมีผลให้ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2554

สำหรับเรื่องนี้ สหประชาชาติได้ให้ความสำคัญมาก จึงร่วมมือกับธนาคารโลกจัดทำโครงการ “พันธมิตรไล่ล่าคอร์รัปชั่นนานาชาติ” (International Corruption Hunter AllianceICHA.) และได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาต่อต้านคอร์รัปชั่นรวม 200 คน ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อปี 2010 และปี 2012

ICHA. มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาด้านกฎหมาย ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ที่เป็นอุปสรรคต่อการติดตามทรัพย์สินที่เกิดจากการคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะสินบนข้ามชาติ และตั้งโครงการติดตามเงินที่สูญหายจากการคอร์รัปชั่น (Stolen Asset RecoveryStAR) เพื่อให้การติดตามทรัพย์สินจากการคอร์รัปชั่นระหว่างประเทศที่ซุกซ่อนอยู่ในที่ต่างๆ เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยเหตุนี้ สหประชาชาติจึงจะส่งผู้แทนประเทศสมาชิก 2 ประเทศ มาตรวจแนะนำและติดตามการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ เกี่ยวกับอนุวัติการกฎหมายของประเทศไทยในปี 2557 นี้

น่าเห็นใจ ป.ป.ช.ที่ต้อง “รับหน้า” การตรวจสอบครั้งนี้ในขณะที่การตรากฎหมายเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ป.ป.ช.จึงทำได้เพียงติดตามและ “เตือน” เท่านั้น

จนถึงวันนี้ กฎหมายเจ้าปัญหา 2 ฉบับนี้ ยังไม่อยู่ในบัญชีกฎหมาย 53 ฉบับที่ คสช.ส่งให้ สนช.เลย ป.ป.ช.จึงให้คำตอบถึงความก้าวหน้าของการอนุวัติการกฎหมายได้ยากว่า “จะมีผลบังคับใช้เมื่อใด”

หัวหน้า คสช.ช่วยอนุเคราะห์ให้ ป.ป.ช.มีคำตอบให้กับคณะกรรมการจากสหประชาชาติหน่อยครับ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน