
ความเห็นของผู้ที่อยู่ในวงการภูมิปัญญาไทยและความหลากหลายทางชีวภาพ
เมื่อได้เขียนเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นกับความเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาในฉบับที่แล้ว โดยให้ข้อมูลว่าตัวภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรชีวภาพเองนั้น ไม่สามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ยกเว้นจะมีการนำไปพัฒนาต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ส่วนงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่การจดสิทธิบัตร ก็มีหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายหน่วยงานรับผิดชอบ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ปรากฏว่าผู้เขียนได้รับข้อเขียนจากผู้ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ดร.ธนิต ชังถาวร อธิบายว่า เศรษฐกิจจากฐานชีวภาพนั้นครอบคลุมสินค้าและบริการอะไรบ้าง แล้วก็ตั้งความหวังไว้ว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนี้ น่าจะมีเวลาให้ผู้บริหารมองทิศทางของประเทศไทยได้กว้างไกลขึ้น ผู้เขียนซึ่งที่จริงก็รู้จักกันดีกับ ดร.ธนิต และเห็นว่าถ้าหากประเทศไทยเดินไปตามทางนี้โดยนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาช่วยประกอบด้วย ก็จะมีโอกาสไปได้ไกล จึงขอนำข้อมูลจากข้อเขียนของ ดร.ธนิต ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มาลงไว้ดังนี้
เมื่อได้เขียนเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นกับความเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาในฉบับที่แล้ว โดยให้ข้อมูลว่าตัวภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรชีวภาพเองนั้น ไม่สามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ยกเว้นจะมีการนำไปพัฒนาต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ส่วนงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่การจดสิทธิบัตร ก็มีหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายหน่วยงานรับผิดชอบ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ปรากฏว่าผู้เขียนได้รับข้อเขียนจากผู้ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ดร.ธนิต ชังถาวร อธิบายว่า เศรษฐกิจจากฐานชีวภาพนั้นครอบคลุมสินค้าและบริการอะไรบ้าง แล้วก็ตั้งความหวังไว้ว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนี้ น่าจะมีเวลาให้ผู้บริหารมองทิศทางของประเทศไทยได้กว้างไกลขึ้น ผู้เขียนซึ่งที่จริงก็รู้จักกันดีกับ ดร.ธนิต และเห็นว่าถ้าหากประเทศไทยเดินไปตามทางนี้โดยนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาช่วยประกอบด้วย ก็จะมีโอกาสไปได้ไกล จึงขอนำข้อมูลจากข้อเขียนของ ดร.ธนิต ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มาลงไว้ดังนี้
เศรษฐกิจจากฐานชีวภาพครอบคลุมสินค้าและบริการหลายประเภท อันได้แก่
1.กลุ่มสินค้าพื้นฐาน (ทรัพยากรชีวภาพจากธรรมชาติ) เป็นสินค้าชีวภาพที่ได้จากธรรมชาติหรือระบบนิเวศรอบชุมชนและนำมาจำหน่ายโดยตรง เช่น พืชสมุนไพร กล้วยไม้ป่า ของป่า สัตว์ป่า สัตว์สวยงามจากธรรมชาติ พรรณไม้ท้องถิ่น
2.กลุ่มผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำความหลากหลายทางชีวภาพมาปรับปรุง แปรรูป หรือปรุงแต่งเป็นผลิตภัณฑ์ อันได้แก่
• กลุ่มยาสมุนไพร สมุนไพรเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ ที่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายชนิด สมุนไพรที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อสุขภาพและการรักษาโรคมีประมาณ 500 ชนิด นำมาผลิตเป็นยา 4 กลุ่ม คือ ยาแผนโบราณ ยาสมุนไพรแผนโบราณ ยาสมุนไพรแผนปัจจุบัน และยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาใหม่ ซึ่งเป็นปลายน้ำที่ใช้สมุนไพรมากชนิดที่สุด
• กลุ่มอาหารสมุนไพร เครื่องดื่ม และอาหารเสริมสุขภาพ มีการใช้สมุนไพรประมาณ 100 ชนิด มูลค่าการตลาด 9,690 ล้านบาท คาดการณ์การขยายตัวของตลาดราวร้อยละ 1015 ต่อปี เนื่องจากเทคโนโลยีในการสกัดสารที่มีสรรพคุณจากสมุนไพรมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก ผู้ผลิตมีหลายระดับ ระดับที่ใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าจะมีราคาสูง สินค้าส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตไม่ซับซ้อนยุ่งยาก เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน และวิสาหกิจชุมชน
• กลุ่มเครื่องสำอางสมุนไพร หรือเครื่องสำอางจากสารสกัดธรรมชาติภายในประเทศ มีการใช้สมุนไพรกว่า 100 ชนิด ตลาดเครื่องสำอางสมุนไพรมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน อย่างไรก็ตามแนวโน้มการแข่งขันมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากข้อตกลงการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีคู่แข่งมากขึ้น
3.การบริการจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพ อันได้แก่
• ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวแบบนี้ทั้งคนไทยและต่างประเทศสูงขึ้นทุกปี สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม เช่น คุ้งบางกะเจ้า อันได้รับการยกย่องว่าเป็น The Best Urban Oasis of Asia
• ธุรกิจบริการด้านสุขภาพและสปา มีการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อการนวด การทำความสะอาดดูแลผิวพรรณและใบหน้า การขัดผิว การอบไอน้ำและพอกตัวด้วยสมุนไพร ลูกประคบ น้ำมันหอมระเหย สมุนไพรที่ใช้ในการอบมีพืชสมุนไพรที่ใช้ในผลิตภัณฑ์สปากว่า 50 ชนิด มูลค่าการตลาด 8,460 ล้านบาท สำหรับการใช้น้ำมันหอมระเหยภายในประเทศ ส่วนใหญ่นำเข้ามากกว่าร้อยละ 50 โดยมีการสำรวจพบว่า ธุรกิจสปาสามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติปีละ 24 หมื่นล้านบาท ขณะที่สปาขนาดเล็กซึ่งเป็นตลาดของคนไทย สร้างรายได้ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท
ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพ รวมทั้งการเสริมสร้างสมรรถนะในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการองค์ความรู้ การศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การผลิตด้านนวัตกรรมในวงกว้าง ที่ให้ผลตอบแทนสูงทางเศรษฐกิจและชุมชนต่างๆ มีรายได้อย่างยั่งยืนต่อไป ในขณะนี้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ได้ทำร่างนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ จึงน่าจับตามองว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพมากน้อยเพียงไร







