
พฤติกรรมทางจริยธรรมของนักการเมือง
หลังจากรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 กระแสการวิพากษ์เกี่ยวกับพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักการเมืองมีมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 กระแสการวิพากษ์เกี่ยวกับพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักการเมืองมีมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายฝ่ายได้เร่งรัดให้มีการ “ปฏิรูป”และกำหนดมาตรการมิให้นักการเมืองที่ไม่ดี หมดโอกาสเข้ามาสู่วงการเมือง
ฝ่ายนักการเมืองก็ออกมาปฏิเสธว่าข้อกล่าวหาต่างๆ ไม่เป็นความจริงจนมีการถกเถียงกันหาข้อยุติไม่ได้
การที่มีความเห็นต่างเช่นนี้เป็นเพราะ “มาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง”ขาดความชัดเจนและประมวลจริยธรรมที่มีอยู่ ไม่ได้กำหนดกลไกการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขบทบังคับใช้กฎหมายกันต่อไปในการ “ปฏิรูปประเทศ”
ขณะเดียวกัน ดร.วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช. ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ในการเปิดตัวการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า
“ภารกิจของ สปช.ด้านการเมือง ต้องเสนอแนะเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง การสมัคร สส. สว. ต้องแก้กติกาอันไหน รวมถึงเรื่องการป้องกันทุจริต การต่างประเทศ และความมั่นคง”
ความเห็นนี้สอดรับกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 35 (3) เกี่ยวกับสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ต้องครอบคลุมในเรื่อง
“...กลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน...”
นั่นหมายความว่า นักการเมืองที่จะเข้ามา “ใช้อำนาจรัฐ” ต้องเป็นคนดี ทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ซึ่งเป็นเป้าหมายของธรรมาภิบาลและต้องไม่เข้ามาแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องด้วย
เรื่องนี้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตรา 279 วรรคท้ายได้บัญญัติไว้แล้วว่า
“การพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งบุคคลใด เข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษบุคคลนั้น จะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย”
แต่ที่ผ่านมานักการเมืองที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐ “ละเลยไม่สนใจ” และมีบางคนพูดว่า “อย่าเอากระดิ่งมาผูกคอแมว” ซึ่งสะท้อนถึงความไร้จิตสำนึกในเรื่องคุณธรรมความดีของผู้พูด
ถ้าคิดให้ดีหลักการที่รัฐธรรมนูญบัญญัตินี้ เป็นบทบังคับพื้นฐานของการสรรหาบุคคลเข้ามาทำงานใดงานหนึ่งที่ “ต้อง” มีการรับรองความประพฤติหรือพฤติกรรมทางจริยธรรมในอดีตจากบุคคลที่น่าเชื่อถือ
โดยอาจจัดทำเป็นหนังสือรับรองความประพฤติหรือการประเมินในใบแบบประเมินพฤติกรรมที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อใช้มาเป็นข้อมูลประกอบการสัมภาษณ์ก่อนตัดสินใจรับเข้าทำงาน
สำหรับวิธีการตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตรา 121 ได้บัญญัติว่า
“ในการที่วุฒิสภาจะพิจารณาให้บุคคลใดดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้วุฒิสภาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนั้น รวมทั้งรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอันจำเป็น แล้วรายงานต่อวุฒิสภาเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป”
การดำเนินการนี้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่มีหลักการสำคัญในการ “ลดการใช้ดุลพินิจของบุคคล” ด้วยการตั้งกรรมการตรวจสอบฯ และกรรมการต้องรับผิดชอบผลการกระทำ (Accountability) หากมีความผิดพลาดของการตรวจสอบที่อาจเกิดขึ้นด้วย
จากการปฏิบัติช่วงแรกๆ กรรมาธิการของวุฒิสภาได้มีหนังสือสอบถามประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลไปยังส่วนราชการต่างๆ พร้อมกับเปิดรับข้อมูลทางไปรษณีย์และเว็บไซต์ของวุฒิสภา แต่ปรากฏว่าไม่มีใครเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคล ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่แน่ใจในขอบเขตของจริยธรรมก็ได้
ต่อมาคณะกรรมาธิการฯ ได้ออกแบบสอบถามพฤติกรรมทางจริยธรรมเชิงประจักษ์ โดยนำประมวลจริยธรรมขององค์กรที่จะไปปฏิบัติหน้าที่มาเป็นข้อมูลในการสอบถามว่า “ปฏิบัติเสมอ” และ “เคยละเลย”
หาก “เคยละเลย” ขอให้แจ้งข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งข้อมูลนี้จะแจ้งให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อรับทราบ เพื่อชี้แจงในการสัมภาษณ์ของคณะกรรมาธิการ
สำหรับบุคคลที่สมควรสอบถามนั้น จะสอบถามไปยังอดีตผู้บังคับบัญชาของบุคคลผู้นั้น 35 คน
วิธีนี้ได้ผลดีสำหรับบุคคลที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เนื่องจากมีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมไว้ในประวัติการรับราชการ
แต่วิธีนี้ไม่ค่อยได้ผลสำหรับบุคคลมาจากนักการเมืองและภาคเอกชน ซึ่งไม่มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความประพฤติของบุคคลไว้อย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ดี การรับรองพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคล เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลต่อสิทธิของบุคคลนั้นและอาจเกิดความไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาใช้อำนาจรัฐในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาด้วยการสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่มีการรวบรวมพฤติกรรมทางจริยธรรมในอดีตไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกของประชาชน
แนวทางในการแก้ไขเรื่องนี้ อาจกระทำได้ 3 วิธี
วิธีแรก สมควรให้พรรคการเมืองในฐานะสถาบันการเมืองเป็นผู้รวบรวมข้อมูลและรับรองพฤติกรรมทางจริยธรรมในอดีตของสมาชิกพรรคตามมาตรฐานจริยธรรม หากมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงกรรมการบริหารพรรคต้องรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการ “ลาออก”
วิธีที่สอง กำหนดให้มีองค์กรกลางในรูปของสภาวิชาชีพนักการเมืองเป็นผู้ดำเนินการเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ เช่น สภาทนายความ
สำหรับวิธีสุดท้าย หากไม่สามารถมีบุคคลรับรองพฤติกรรมทางจริยธรรมได้ อาจใช้วิธีรับรองตนเอง หากมีข้อผิดพลาดในข้อมูลอันเป็นเท็จถือเป็นความผิดอาญาที่ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2553 ระบุให้ผู้แต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแลความประพฤติปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐานจริยธรรมขณะดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว
ดังนั้น จึงต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 ในการตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งด้วย
หากพบว่าบุคคลนั้นมีประวัติความบกพร่องทางจริยธรรมทั้งก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฐ บุคคลที่แต่งตั้งจะต้องรับผิดชอบทางจริยธรรมด้วยการ “ลาออก” หรือเป็นความผิดทางวินัย
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องเตือนไว้ในที่นี้ว่ากฎหมายได้บัญญัติให้การเข้าสู่ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ จะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลนั้นอยู่แล้ว
การละเลยไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญเช่นที่ผ่านมาเป็นการ “ละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่” ซึ่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.มาตรา 123/1 มีบทลงโทษ “จำคุกหนึ่งถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” อยู่แล้ว
สรุปแล้วเรื่องนี้คงไม่ต้องปฏิรูปอะไรมากนัก เพียงแต่คงไว้ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเช่นเดิม และมีการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเสมอภาคกันเท่านั้น
บ้านเมืองก็จะมีความสงบสุขและเจริญก้าวหน้า เพราะได้ “คนดี” เข้ามาบริหารและปกครองบ้านเมือง







