
หลวงตาแตงอ่อน กัลยาณธัมโม
เคยมีคนถามท่านว่า “หลวงตาเห็นแสงสว่างตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เคยมีคนถามท่านว่า “หลวงตาเห็นแสงสว่างตั้งแต่เมื่อไหร่?”
คำตอบคือ “ไม่เห็นๆ หลวงตาไม่เคยเห็น ไม่อยากจะพูด” ท่านว่าคนอื่นพูดว่า ได้โน่นได้นี่ บางทีก็เสื่อมไป “แต่หลวงตาไม่ได้พูดอะไร ว่าได้อะไร ไม่ได้อะไร หลวงตาอยู่ได้ไม่เสื่อม อยู่ไปเรื่อยๆ เราก็ไม่อัศจรรย์ใคร ทุกๆ วันนี้ใครๆ จะว่าอะไรก็ว่า จะพูดอะไรก็พูด รบอันนั้นรบอันนี้ชนะไปแล้ว ถ้าท่านรบชนะไปแล้วก็ขอให้ท่านไปก่อน เราไม่รบไม่ชนะใครก็อยู่ทีหลัง ข้าเจ้าชนะแล้วไปที่ไหนก็ไปที่ท่านชนะ เราไม่ชนะเราก็ไปเรื่อยๆ จนมันชนะมันเอง ความดีมันย่อมชนะไม่ดีไปได้ เราปรารถนามันก็ได้ มันเป็นธรรมชาติความจริงของมัน”
หลวงตาแตงอ่อนเล่าว่า เมื่ออยู่บ้านผือนั้น อะไรๆ ก็ทำได้เพราะศรัทธา ศรัทธาเพราะเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นว่าพระอาจารย์มั่นนั้น “เป็นพระอริยะแล้ว เป็นพระไม่ทำบาปแล้ว” ประจักษ์พยานจากประสบการณ์ตรงนั้นมีสารพัด ไม่ว่าสิ่งใดที่คิดอยู่ในใจท่านก็พูดออกมา แม้แต่วันจะมรณภาพท่านก็พูดไว้ล่วงหน้าว่าจะมีอายุไม่เกินพระพุทธเจ้าคือ 80 ปี พยากรณ์อะไรก็ไม่ผิดพลาด ฯลฯ
“ท่านทักจิตตลอด คิดไปทางอื่นไม่ได้นะ คิดไปผิดๆ ถึงเวลาฟังเทศน์ มีคนมีหมู่มากๆ ท่านก็จี้ คำพูดของท่านมันเข้าไปถึงหัวใจ”
บวชมาหลายพรรษา แต่มาตั้งตนได้ก็ตอนอยู่กับพระอาจารย์มั่น ท่านว่าภาวนาแล้วจิตรวมลงครั้งแรกก็ตอนมาอยู่กับพระอาจารย์ใหญ่นี่ล่ะ
“แต่ก่อนก็ทำความเพียรไม่ย่อนะ แต่มันก็ไม่สงบเหมือนสมัยอยู่กับหลวงปู่มั่น”
แม้จะ “ภาวนาไปเรื่อยๆ ตามความสามารถของตัวเอง...ไม่ว่าหนาว ไม่ว่าร้อน ไม่ว่าเว็น (เช้า) ไม่ว่าค่ำ เวลาใดๆ ก็ภาวนา” แต่ท่านว่า กระนั้นแต่ละวันที่ได้อยู่กับพระอาจารย์มั่น ดูแต่ละวันมันช่างสั้นนิดเดียว ผิดกับตอนมาอยู่เอง ภาวนาเอง แม้จะเป็นอิสระและยังทำความเพียรภาวนามากๆ แต่มันสู้ตอนอยู่กับพระอาจารย์มั่นไม่ได้ เพราะตอนนั้นภาวนาดี และวันคืนแต่ละวันช่างสั้นนิดเดียว พวกภาวนาก็ได้รับผลแปลกอัศจรรย์ต่างๆ กัน ไม่สงบก็สงบ เข้าสมาธิไม่ได้ก็เข้าได้
“จิตมันไม่ได้ฟุ้งซ่าน จิตเป็นสมาธิ...กลัวอำนาจของท่าน จิตมันก็เลยไม่ไปไหน จิตออกนอกไม่ได้ ออกเมื่อไหร่ ท่านทักเลย”
หลวงตามหาบัวเคยบันทึกไว้ว่า ระหว่างอยู่กับพระอาจารย์ใหญ่นั้น ศิษย์บางรูปมีปัญญาเลยแกล้งทำอะไรผิดๆ เป็นการสร้างเหตุให้ “งานเข้า” เพราะถ้างานเข้าเมื่อไหร่ พระอาจารย์มั่นจะเทศน์กัณฑ์ใหญ่ ทำให้ได้ฟังธรรมโดยทั่วกัน แต่หลวงตาแตงอ่อนถ่อมตัวว่า ท่านเองนั้น “โง่หลายและไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร” เลยอยู่กับพระอาจารย์มั่นโดยไม่มีเหตุอะไรไปกระทบกระทั่งกับท่าน
หลวงตาท่านว่า หลวงปู่มั่นคงสงสารศิษย์รูปนี้ วันหนึ่งพอขอโอกาสซักผ้าแต่เช้า ระหว่างนั่งเฝ้าผ้าที่ยังไม่ทันแห้งดี พระอาจารย์มั่นก็เดินมายืนอยู่ใกล้ๆ ศีรษะ เหมือนกับที่เคยเห็นมาก่อนแล้วในนิมิตครั้งแรก แล้วจู่ๆ พระอาจารย์มั่นก็เอาผ้าเช็ดหน้าวางปกลงมาที่ศีรษะหลวงตา ก่อนจะเดินลงบันไดไป
“ท่านจะปริศนาอะไรไม่รู้ เราคิดอยู่แต่ว่า ท่านสงสาร เราโง่หลาย ท่านสงสารหลวงตา เพิ่นก็ฮัก เมตตา สงสารอยู่”
หลวงตาว่า ตัวเองโง่ แต่ในทางกลับกันแสดงว่าท่านควบคุมจิตได้ดีจนไม่กระทบกระทั่งพ่อแม่ครูอาจารย์ ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่นอกจากจะให้ผ้าเช็ดหน้าเช่นว่าแล้ว พระอาจารย์มั่นยังให้อะไรท่านอีกหลายอย่าง ศิษย์คนอื่นก็ว่า ได้แต่ของดีๆ แต่ท่านเองบอกว่า “เฮาบ่ได้ร้อง เฮาบ่ได้ขอ เพิ่นสิให้ เพิ่นอาจจะเห็นอุปนิสัยภายในของหลวงตาก็ได้”
เมื่อสิ้นพระอาจารย์มั่น ท่านกับพระอีกหลายรูปช่วยกันต่อโลงศพถวาย อยู่ช่วยงานประชุมเพลิงจนแล้ว แม้จะรักผู้เป็นอาจารย์ ในยามที่มรณะมาคั่นกลางท่านก็ว่า
“ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ปลงสังขารแล้วตั้งแต่ท่านป่วย เราก็นั่งพัดท่าน ท่านก็ว่าชีวิตของเรานี้ คงไม่นานเดี๋ยวก็จากลูกศิษย์ลูกหาไป ใครก็เหมือนกันนั่นแหละเดี๋ยวก็ตาย ...หลังท่านมรณภาพแล้ว หลวงตานิมิตเห็นท่านอยู่เรื่อยๆ เห็นเรื่อย”
สิ้นร่มโพธิ์ล้มแล้ว หลวงตาแตงอ่อนก็ออกวิเวกไประยะหนึ่งก่อนกลับมาวัดและพำนักอยู่ ณ แถบถิ่นกำเนิดอยู่อย่างเงียบๆ ตามวิถีพระป่าเรื่อยมา จนเจริญธรรม เจริญพรรษา เป็นพระมหาสมณะในวงกรรมฐาน
ถ้าตามค้นลงไปในเทศนาของท่านก็จะเข้าใจว่า ทำไมท่านไม่อัศจรรย์ใคร
หลวงตาแตงอ่อนเทศน์ไว้ครั้งหนึ่งว่า “อะไรมันก็มีประจำอยู่ในเรา ไม่ใช่ว่าอยู่ในคนอื่น ของคนอื่นก็อยู่ในคนอื่น เรานี่เป็นธาตุสี่ขันธ์ห้า รวมกันเป็นรูป รูปนี่ก็แยกออกอีกเป็นอาการ 32 ในตัวของเรามีอาการ 32 ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน เนื้อ หนัง เอ็น กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด นั่นมันแยกออกไป แต่มันก็อยู่บ่อน (ที่) เดียวกันนั่นล่ะ อาหารใหม่อาหารเก่าก็แยกกัน ให้มันรู้พิสดารออกไป ดิน น้ำ ไฟ ลม ผสมกันเป็นกาย ว่าโดยย่อคือรูป (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) พิจารณาเข้ามา
มนุษย์มันมีอาการ 32 ไผสิเป็นอะไร เป็นอยู่นั่น ไผสิดี สิชั่วก็เป็นอยู่อย่างนั้น เป็นอาการ 32 บ่ผิดไปจากนี้ เกิดพยาธิ เกิดโรค เกิดภัย ก็เกิดในนั้นไม่ได้ไปเกิดที่อื่น
มันจะเกิดในอาการใดก็แล้วแต่ กายมนุษย์ก็มีอาการ 32 ถ้ามันขัดข้อง แม้แต่ชิ้นเล็กๆ ก็เหมือนกัน ถ้ามันเกิดขัดข้องอันใดอันหนึ่ง มันไม่ทำงาน เรียกว่ามันวิบัติในอาการ 32 ไม่ทำงาน ไม่สะดวก เอาหยังมาซ่อมละก็ธรรมดาที่เราหามานี่ล่ะ หายามาบรรเทาทุกข์...นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นความสุขอย่างยิ่ง
ถ้าทำถึงมันก็มองเห็น มีความรู้ มีความเห็น ถ้าไม่ทำมันก็ปิดบัง ของแบบนี้มันไม่ได้เปิดเผย
ถ้าว่าตายมันตายทุกขณะ ตายอย่างปิดบัง ตายอย่างไม่เปิดเผย ตายอย่างปิดบังว่าเราไม่ตาย วันคืนมันล่วงไปเราไม่เห็น อันที่จริงมันตาย มันแก่ มันลากไปตลอดเวลา นี่มันปิดบัง”
“กายวาจาเป็นศีล รักษาใจมั่นชื่อว่าเป็นสมาธิ รอบรู้ในกองสังขารชื่อว่า ปัญญา
ไม่ประพฤติผิด ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ เท่านี้แหละเป็นศีล
รักษาใจมั่นชื่อว่าเป็นสมาธิ
ความรอบรู้ในสังขารชื่อว่า ปัญญา”
“อิริยาบถมันปิดบังมรรคผลนิพพาน เอาอิริยาบถเดียวต้องเกิดมรรคเกิดผล...ต่อสู้ไปให้รู้จริงๆ จังๆ นั่งอยู่ไม่ลุก มันจะหมดชีวิตไปก็ไม่ห่วง สู้กับมัน”
“ให้รู้ใจตนเอง สิ่งใดมากระทบก็ให้รู้ว่ามันมากระทบ กระทบทางตาก็รักษาตา สิ่งที่กระทบมันเป็นผัสสะเวทนา กระทบแล้วเกิดเวทนา ความไม่สบายใจไม่สบายตา
ความรู้นั้นเกิดขึ้นมาว่า มันเกิดขึ้นมาทางตา สิ่งใดที่มันกระทบไม่ดี พูดส่อเสียดคำหยาบ กระทบหูเป็นผัสสะ ก็รู้ว่ามันกระทบกระทั่ง
กระทบทางกายเรียกว่า กายวิญญาณ เราก็รู้ว่าสิ่งนี้มันเกิดกับเรา มันเห็นแล้วว่ากายวิญญาณ มันเกิดจากกายของเรา
วิญญาณคือความรู้ กระทบใจเรียกว่ามโนวิญญาณ มันก็รู้เกิดดับ เกิดดับ ความดีใจเสียใจ ได้รับของที่ชัง ไม่พอใจก็เสียใจ สิ่งใดได้มาแล้วมันหายไปก็เสียใจ ให้มันรู้ว่าเกิดขึ้นมาแล้วดับ เกิดขึ้นมาแล้วดับ เป็นเช่นนี้ ตลอดปีตลอดชาติ ตลอดชีวิตของเรา เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ กระทบกระทั่งทำอันตรายทำให้คนอื่นร้อน เราก็ร้อน...ทำให้มันถูก โยชน์หนึ่งมี 400 เส้น วันละโยชน์ ละโยชน์ก็ถึง...”
ท่านมากี่โยชน์แล้วไม่อยากรู้ แต่คนถามเรื่องพระโสดาบัน เรื่องจิตพระอรหันต์ท่านแสดงได้ละเอียด
ละเอียดเยี่ยงผู้รู้ตนจึงไม่อัศจรรย์ใคร







