posttoday
เราเป็นอย่างที่เราเป็น ไม่ต้องแกล้งเป็นแกล้งตาย

เราเป็นอย่างที่เราเป็น ไม่ต้องแกล้งเป็นแกล้งตาย

10 สิงหาคม 2557

ผมเห็นคนที่แสดงตัวเป็นนักประชาธิปไตย ตอนนี้การต่อรองผลประโยชน์ของตัวเองว่าจะเป็นนักประชาธิปไตยต่อหรือเปล่า

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กว่าสองเดือนหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศฉบับที่ 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจการใดๆ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์อีกครั้ง ในฐานะจำเลยของสังคมที่กำลังถูก “แช่แข็ง” และกันออกไปอยู่นอกกระบวนการปฏิรูปที่เดินหน้าเข้าสู่ระยะที่ 2

“สถานการณ์ขณะนี้น่ะลำบาก มันลำบากอยู่แล้ว แต่ไม่เป็นปัญหา ผมไม่บ่น ถือว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม พรรคก็ต้องจัดการ อันไหนที่มีปัญหาก็ทำหนังสือถึง กกต.ให้เขาทบทวนแนวทางต่างๆ แต่ไม่ขอแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ขอพูดแต่เรื่องบ้านเมือง”

อภิสิทธิ์ยอมรับว่าจากการพูดคุยกับอดีต สส.หลายคนกำลังใจดีอยู่ ถึงจะลำบากหน่อย แต่ก็มีกำลังใจทำงาน ส่วนสมาชิกที่เคยแยกไปเคลื่อนไหวกับ กปปส.ก็ไม่มีปัญหา แต่ละคนมีจุดยืนที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกัน จะมีก็แต่พระสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ลาออกจากสมาชิกพรรค ซึ่งสมาชิกพรรคทั้งหมดยังผูกพันกัน

แม้จะไม่สามารถประชุมพรรค หรือเคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้ แต่ สส.มีหน้าที่ดูแลชาวบ้านก็ต้องทำไป ส่วนงานของพรรคทุกคนก็รู้บทบาทตัวเอง เช่น บางคนทำงานเรื่องนโยบายก็ทำต่อ พบปะหาข้อมูลฝ่ายต่างๆ ของสังคม และคงไม่มีใครตอบได้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นอย่างไร

“พรรคยังรักษาจุดยืนอุดมการณ์ตัวเอง แก้ไขจุดอ่อนของตัวเองไป หากไม่มั่นคงเรื่องอุดมการณ์ จุดยืนก็จะเป็นจุดจบของประชาธิปัตย์ เพราะประชาธิปัตย์อยู่ได้ด้วยอุดมการณ์ ต้องไม่ไขว้เขว”

แม้ระยะหลังจะถูกมองว่าประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่อิงอยู่กับ “กองทัพ” แต่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงว่าเป็นเรื่องวาทกรรมในอดีต เราไม่เคยเคลื่อนไหว อะไรที่จะเข้าสู่อำนาจ ยกเว้นตามกระบวนการประชาธิปไตย อันนั้นก็ชัด เวลาเกิดเหตุอย่างนี้ จุดยืนเราไม่มีมาต่อรองกับใคร

“ผมเห็นคนที่แสดงตัวเป็นนักประชาธิปไตย ตอนนี้การต่อรองผลประโยชน์ของตัวเองว่าจะเป็นนักประชาธิปไตยต่อหรือเปล่า เราไม่ได้เป็นอย่างนั้น กาลเวลาจะพิสูจน์เอง เราเป็นอย่างที่เราเป็น ไม่ต้องแกล้งเป็นแกล้งตาย”

อภิสิทธิ์ประเมินการดำเนินการ คสช.ว่า เวลานี้ที่เข้าสู่ระยะที่ 2 อย่างไม่เต็มรูปแบบ หลังจากมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และใกล้จะมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาในภาพรวมระยะที่หนึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความสงบตัดกับภาพสถานการณ์ก่อนหน้าครึ่งค่อนปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

ทำให้เกิดความพึงพอใจว่า หนึ่ง บ้านเมืองสงบ มีการจับกุมอาวุธ จัดการความรุนแรง สอง มีปัญหาที่รอการแก้ไขมานานหลายเรื่อง โดยเฉพาะปีสุดท้ายของรัฐบาลที่แล้ว ไปติดหล่มกฎหมายนิรโทษกรรม และการชุมนุม จนมาเป็นรัฐบาลรักษาการ ทาง คสช.ทำการบ้านมาดี และจับจุดว่าจะต้องสะสางอะไรให้เร็วบ้าง เช่น การจ่ายเงินข้าว อนุมัติการส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งหยิบประเด็นที่คนจะพอใจ เช่น สะสางผู้มีอิทธิพลก็ประสบความสำเร็จ สามารถใช้อำนาจเด็ดขาดเข้ามาจัดการ

เราเป็นอย่างที่เราเป็น ไม่ต้องแกล้งเป็นแกล้งตาย

สำหรับระยะที่ 2 อภิสิทธิ์มองว่า...ไม่ง่าย!!!

“โจทย์กว้างขึ้น ยากขึ้น จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ดี คนยังบ่นอยู่ แต่คนมองเห็นโอกาสว่าบ้านเมืองสงบ คิดว่ามีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นบางอย่างกลับคืนมา แต่ปัญหาคือต่างประเทศ โลกตะวันตก ยังไงก็จะต้องมีข้อติดขัด แต่สำคัญกว่านั้น ปัญหาการเมือง การปฏิรูปที่ยังไม่เห็นความชัดเจน”

แม้ตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่มีทั้งอำนาจพิเศษ และองค์กรต่างๆ แต่ยังไงคนก็ยังมองว่าเป็นเรื่องของ คสช.อยู่ดี เพราะเป็นผู้เลือก สนช. ครม. สปช. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างต้องย้อนกลับไปที่ คสช. คำถามคือโจทย์ที่องค์กรเหล่านี้จะตอบคืออะไร

สำหรับรายชื่อ สนช.ที่ปรากฏออกมาเป็นข้าราชการและคนมีสีเข้ามาในสัดส่วนที่มากกว่าสัดส่วนอื่นๆ นั้น อภิสิทธิ์ประเมินว่า ทั้ง สนช. รวมไปถึง ครม. เบื้องต้นต้องตอบสนองนโยบาย คสช.เป็นอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยู่ที่หลัก คสช.จะวางอย่างไร

อีกด้านหนึ่งคนคาดหวัง สนช.ชุดนี้ เพราะน่าจะผลักดันกฎหมายได้ง่ายนั้น ควรดูว่าอะไรที่คนทั้งประเทศเห็นตรงกัน เรื่องนั้นก็ควรดำเนินการทำให้ออกมาเป็นกฎหมายเลย ทั้งเรื่องการทุจริต เพิ่มบทลงโทษหนักขึ้น ยืดอายุความ เสริมเขี้ยวเล็บกลไกการตรวจสอบ หรือกฎหมายที่ยังไงก็ต้องออกให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศอาเซียน อย่างนี้ให้ลุยไปเลย

“ผมยังเชื่อว่ามีกฎหมายอีกหลายฉบับ ที่หากย้อนไปดู 3-4 รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามเสนอแต่ยังค้างอยู่ อย่างตอนนี้คนพูดเรื่องกฎหมายอุ้มบุญ สมัยรัฐบาลผมก็เคยเสนอไปแต่ยังไม่เสร็จ ถ้าทำอย่างนี้มีปัญหา รวมไปถึงประกาศที่ออกมาเยอะมากเป็นร้อยฉบับหลังรัฐประหาร มีสถานะเป็นกฎหมายทั้งสิ้น สนช.จะเข้ามาก็อยากให้สะสางให้เรียบร้อย ว่าอะไรจะอยู่ต่อรูปแบบไหนอย่างไร”

ถามย้ำสัดส่วน สนช.ที่กระจุกตัวอยู่ อยู่ที่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ จะเป็นปัญหาต่อการพิจารณากฎหมายอย่างรอบคอบที่ต้องการความหลากหลายหรือไม่ อภิสิทธิ์ตอบแบบอ้อมๆ ว่า ถ้าไปหยิบประเด็นซึ่งแต่ละฝ่ายเห็นพ้องอยู่บนพื้นฐาน ความกังวลนี้ก็จะลดลงไป แต่หากไปหยิบเรื่องที่ยังมีข้อโต้แย้ง ก็จะเกิดปัญหาตามมาได้

“อย่างเรื่องรถไฟฟ้ารางคู่ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนค้าน เรื่องนี้เกิดตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย สมัยผมเป็นรัฐบาลก็อนุมัติไปแล้ว แต่ต่อมารัฐบาลที่แล้วขอให้ไปใช้เงินกู้ ต่อมาจะให้กลับมาเป็นไม่ใช้เงินกู้ก็ว่ากันไป ดังนั้นหากโครงการที่มีข้อโต้แย้งเยอะๆ กระทบชุมชน สิ่งแวดล้อม ก็อยากให้ระมัดระวัง ยุคนี้การเปิดโอกาสให้ฟังความคิดเห็นก็อาจไม่ง่าย”

ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ สนช.จะเลือกต่อไปนั้น จะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. หรือไม่นั้น อภิสิทธิ์วิเคราะห์ว่าคนในสังคมมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้บริหาร สองเดือนที่ผ่านมาเข้าเป้า คนรู้สึกว่าอยากให้ทำไปทำนองนั้น แต่ส่วนตัวตอบแทนไม่ได้ว่าตัว พล.อ.ประยุทธ์ คิดยังไง จะคิดว่าดีไม่ดีนั้นไม่ทราบ จะเป็นหรือไม่เป็น สังคมไม่มีประเด็นมากนัก แต่ต่างประเทศมองอีกอย่างก็อีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่จะพิสูจน์ฝีมือของ คสช. ส่วนตัวเคยเขียนไว้ตั้งแต่เริ่มรัฐประหารว่าสุดท้ายต้องไปตัดสินกันที่ “ปลายทาง” เมื่อ คสช.คืนอำนาจกลับมาผ่านรัฐธรรมนูญฉบับถาวร การเมืองจะดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ จุดสุดท้ายที่จะวัดว่า “บ้านเมือง” กับ “การเมือง” จะดีขึ้นหรือไม่

“งานหนึ่งปีกว่าจากนี้คืองานที่หนักมากของ คสช. เพราะ คสช.เข้ามาสองสามอาทิตย์แรกก็เป็นที่พึงพอใจ แต่เราลืมกันไปแล้ว อีกปีหนึ่งราคาข้าวจะเป็นอย่างไร จะขายหมดไหม สุดท้ายตัดสินปลายทาง”

โดยเฉพาะการบริหารจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจที่ถือเป็นบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นที่สำคัญ ถ้าเศรษฐกิจดีการทำงานทุกอย่างก็ง่าย แต่ถ้าปัญหาประชาชนเดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา มันก็ทำให้ที่จะคิดทำเรื่องปฏิรูปโครงสร้างทำยาก ถ้าพืชผลเกษตรตกต่ำตลอด คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่มีความสุข ทำงานยาก

“ที่ผ่านมาสามเดือนชาวนาได้เงินรอบเก่า รอบใหม่ ราคาไม่ได้เป็นที่พอใจนัก ยาง ปาล์ม พูดตรงๆ ว่ายังไม่เป็นที่พอใจ แต่ไม่อยากให้บ้านเมืองมีปัญหา แต่อีกสักพักเขาก็จะทนไม่ไหวแล้ว เมื่อต้องมากังวลเรื่องกับท้องถิ่น ไม่ให้ท้องถิ่นทำงานปกติ คสช.กับโครงสร้างทั้งหมดต้องมารับทุกอย่างทั้งหมด จะเหนื่อยมาก”

อีกปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องทุจริต อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้พูดถึงตัวบุคคล เพราะในฐานะที่เคยทำงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ มาด้วยกัน รู้ว่าตั้งใจดี แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยอมรับว่าที่ผ่านมาเริ่มมีคนอ้างชื่อไปหากินแล้ว เป็นปัญหาที่กลไกไม่ปกติทำงาน การตรวจสอบยากขึ้น ดังนั้นเมื่อข้างนอกตรวจสอบได้ยาก พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องทำ และต้องรักษาความชัดเจนในการไม่มีผลประโยชน์ ไปเรื่อยๆ

เราเป็นอย่างที่เราเป็น ไม่ต้องแกล้งเป็นแกล้งตาย

“ประชามติ”สร้างภูมิคุ้มกัน ปฏิรูป 

อภิสิทธิ์ มองว่า ตามกรอบรัฐธรรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 ที่กำหนดกรอบเนื้อหาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั้นในหลักใหญ่ๆ นั้น เขียนไม่ผิดเพราะต้องจัดการเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง  หรือ ทุจริตคอรรัปชั่น ทั่วไป  แต่ในส่วนของ ถ้อยคำไม่แน่ใจว่าเจาะจง มัดมากเกินไปหรือเปล่า รวมทั้งไม่แน่ใจว่าตีความอย่างไร ในกรณีที่หากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนไม่ตรงกับประเด็นเหล่านี้จะเป็นปัญหาอย่างไร

หนึ่งในบทเรียนที่ผ่านมาคือปัญหารัฐธรรมนูญที่มาจากหลังรัฐประหารจะถูกต่อต้าน คัดค้าน และนำไปสู่ผลักดันแก้ไขเนื่องจากที่มาจากทหารนั้น  อภิสิทธิ์ มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกเคลื่อนไหวคัดค้านหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการปฏิรูป อีกหลายๆ ด้าน  ดังนั้นต้อง ทำให้พื้นฐานสังคมรองรับกติกาในอนาคต

“หากใครอยากเป็นนักประชาธิปไตยจะมาปลุกระดม  ว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากคสช.  คุณจะเขียนอย่างไรก็ปลุกประเด็นนี้อยู่ แล้ว  แต่ถ้าเขียนกติกาให้ชัด ให้ตอบโจทย์  และเป็นประชาธิปไตยก็เถียงยากหน่อย ถ้าเขียนแล้วมีจุดอ่อน  ยังไงก็เผชิญกับปัญหาต่อไปในอนาคต ยิ่งถ้าไปเขียนห้ามแก้ ห้ามอะไรก็จะยิ่งเป็นความอึดอัดที่จะเกิดขึ้น แต่หากเขียนแล้วเป็นที่ยอมรับก็เบาลง”

อภิสิทธิ์ มองว่า ประชามติเป็นทางออกหนึ่งที่จะเป็นภูมิคุ้มกันให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการปฏิรูป เพราะการปฏิรูปซึ่งสามารถมีข้อโต้แย้งได้ สุมมติการปฏิรูปที่ทำให้การบริหารสวนทางกับการกระจายอำนาจเมื่อพรรคการเมืองกลับมามีบทบาทเมื่อไหร่พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องต่อสู้ให้กลับมามีการกระจายอำนาจ  แต่ถ้าสมมติการปฏิรูป มีประชามติว่าให้ทำอย่างนี้  ก็ลดน้ำหนักคนที่จะคิดเป็นอย่างอื่น 

แต่พอไม่มีการทำประชามติก็จะเป็นจุดอ่อน เพราะบางเรื่องไม่ขาว ไม่ดำ อย่างปราบทุจริต ค่อนข้างโต้แย้งได้น้อย แต่สำหรับเรื่องอื่นๆ  ทั้ง เรื่อง พลังงาน กระจายอำนาจ  ความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจ ภาษีตัวไหน ไม่ใช่เรื่องง่าย

ส่วนภารกิจที่สำคัญอย่างการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ นั้น  อภิสิทธิ์  ชี้แจงว่า ถ้าใช้คำว่า  “ปรองดอง” หมายถึง สลายสี  นั้นไม่ค่อยแน่ใจว่าตรงไหม สีอาจจะเป็นรูปธรรมของความรุนแรง หรือ การแบ่งขั้วของคน  แต่ต้องยอมรับว่าทุกสังคมยังไงคนก็ต้องคิดต่างกัน อนาคตก็ต้องคิดต่างกัน  

“สำหรับผมการปรองดองไม่ใช่สลายสี แต่ทุกสีอยู่ร่วมกันได้ มีกติกาที่ทุกสีต้องเคารพและอยู่ร่วมกันได้  แต่ว่าถ้าไปตั้งโจทย์ว่า คนที่เคยเป็นเหลือง เป็นฟ้า เป็นแดง เป็นเพื่อไทย เป็นประชาธิปัตย์  จะคิดเหมือนกัน  มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันไม่เป็นไปตามความเป็นจริงของสังคมที่มีความหลากหลาย  แต่หากบอกว่าถ้าอยากมีสี มีกลุ่ม มีคนที่เชื่อมั่นในพรรค ในกลุ่ม แต่คุณต้องไม่ใช้ความรุนแรง ใช้เสรีภาพตามขอบเขตที่เหมาะสม  ถ้าอย่างนี้ปรองดอง

... ที่ผมเป็นห่วงมากคือ ถ้าตีโจทย์ ความปรองดอง  เป็นเรื่องถ้าขัดแย้งแล้วให้หยุดขัดแย้ง มันไม่ใช่เพราะรูปธรรม ของคนที่ออกมาสู่ท้องถนนเกือบ 10  ปีบางทีไม่มีเรื่องของความขัดแย้งส่วนบุคคล เลย  แต่เป็นเรื่องของความเชื่อเป็นเรื่องของผิดถูก  เพราะฉะนั้น คนที่เคลื่อนไหว 6-7 เดือนก่อนหน้าปฏิวัติ  หนึ่ง ตัวเขาเองไม่ได้มีผลประโยชน์ นอกจาก ในฐานะประชาชน สอง เขาไม่ต้องการเห็นความไม่ถูกต้อง  ถ้าไปตอบโจทย์ ว่าต่อไปนี้ไม่ให้มีการขัดแย้ง ชุมนุมประท้วงอีก เอาคนผิด คนถูกมาให้ลืมๆ กันไปเป็นการตั้งโจทย์ผิด เพียงแต่คุณต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคนเท่านั้น เอง  ใครถูกกล่าวหาว่าผิด ต้องมีสิทธิในการพิสูจน์ตัวเอง”

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า บรรยากาศบ้านเมืองที่สงบนั้น หากไปทำเรื่องบรรยากาศ สร้างความสงบ ทำกติกาให้เข้มงวด ทำเรื่องเฮทสปีช  ไม่ว่า คสช.  สปช. สนช. สามารถ สร้างกติกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสมก็ช่วยได้เยอะแต่ถ้าปลายทางไปบอก ว่า ที่ผิดๆ ก็ให้ลืมๆ กันไป อันนี้คุณก็ย้อนกลับไปสู่  การไม่ยอมรับเรื่องนิรโทษกรรมซึ่งนิรโทษกรรม จะต้องเน้นเฉพาะเรื่องมาตรฐาน ความผิดการเมืองจริงๆ อาทิ ฝ่าฝืนกฎหมายกาชุมนุม ไม่ใช่จงใจผิดอาญา

“การจะปฏิรูปประเทศให้สะอาดขึ้น แต่สิ่งที่คุณทำคือบอกว่าใครที่ทำทุจริตในอดีตก็ปล่อยไป แค่นี้มันก็ขัดกันในตัวอยู่แล้ว”

กระจายอำนาจท้องถิ่น ปล่อยเลือกตั้ง สกัดปัญหาวุ่นวาย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประเมินถึงกระบวนการปฏิรูปว่า น่าห่วงใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ปฏิรูป คสช.มีข้อจำกัด ต้องพึ่งพากลไกข้าราชการมาก ซึ่งทิศทางการปฏิรูป 11 ด้าน นิยามให้สั้นที่สุด คือ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ซึ่งราชการไม่ค่อยเชื่อแนวทางนี้ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปในหลายๆ ด้านเอาเข้าจริงจะสวนทางกับการวาดหวัง

ทั้งนี้ เห็นได้ชัดคือการกระจายอำนาจ ซึ่งกระแสมาจนถึงเตรียมจะให้เลือกผู้ว่าราชการจังหวัด แต่หลังจาก คสช.เข้ามา ไม่รู้ว่าตัดทิ้งไปหรือยัง และที่เป็นปมปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ คือ ประกาศระงับการดำเนินการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ไม่แน่ใจเหตุผลที่แท้จริง เดากันสองเหตุผลคือ หนึ่ง เกรงว่าจะวุ่นวาย สอง อยากปรับโครงสร้างท้องถิ่นใหม่หมด คล้ายๆ เข้ามาหยุดของเดิมเอาไว้

“แต่ปัญหาคือ การเลือกตั้งผมคิดว่าถ้าเป็นการเลือกตั้งระดับชาติ หรืออาจจะรวม กทม. เพราะที่ผ่านมามีเรื่องพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ตรงนั้นหากบอกว่ายังไม่เหมาะก็เข้าใจได้ แต่ อบต. เทศบาล แม้กระทั่ง อบจ. ก็มีลักษณะไม่เหมือนเลือกตั้งระดับชาติ มองไม่ออกว่าจะสร้างปัญหาอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความอึดอัด เพราะบางท้องถิ่นสมาชิกหมดวาระก็ใช้การสรรหา บางพื้นที่สรรหาคนนอกพื้นที่มาเป็น แค่อยู่จังหวัดเดียวกัน สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ นักการเมืองท้องถิ่นจะมีคนดีคนชั่วเท่าไหร่ก็สุดแล้วแต่ แต่เป็นกลไกที่เชื่อมประชาชนเข้ามาหางานท้องถิ่น ตรงนี้จะหายไป”

ยิ่งนานวันจะยิ่งเป็นปัญหา และสุดท้ายหากปล่อยให้เลือกตั้ง ก็จะเลือกตั้งพร้อมกันหมด ตรงนั้นจะยิ่งทำให้กระแสการเมืองระดับชาติเข้าไปสู่กระแสท้องถิ่นมากขึ้น ดังนั้นถ้าเห็นว่าที่ใดที่มีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องยังไม่อยากให้เคลื่อนไหวก็เข้าใจได้ แต่ตรงไหนอย่างเทศบาลภาคเหนือ อบต.ภาคใต้ ทำไม คสช.ไม่ปล่อยให้เลือกเพราะเลือกไม่พร้อมกัน และหาก กกต.แสดงให้เห็นว่าสามารถปราบโกงการเลือกตั้งได้ จะเป็นบวกมากกับการปฏิรูป

อภิสิทธิ์ ยังกังวลอีกว่า การปฏิรูปจริงๆ จะไม่นำไปสู่การลดอำนาจรัฐ กระจายอำนาจประชาชน เมื่อภาคราชการมองท้องถิ่นว่ามีการทุจริตมาก แต่ความจริงข้อเสนอการกระจายอำนาจจะต้องพ่วงเรื่องมาตรการช่วยลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และมีระบบตรวจสอบ

อย่างสิ่งที่ประชาธิปัตย์เสนอ คือ เมื่อมีการกระจายอำนาจจะต้องมีการตรวจสอบที่ไม่ใช่โดยสภาท้องถิ่น แต่จะโดยสภาประชาชน หรือจะเรียกอะไรก็ตามอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หรือเรื่องปฏิรูปตำรวจที่ไม่แน่ใจว่าการลดการรวมศูนย์เพื่อลดการแทรกแซงจะทำได้แค่ไหน ถ้าหากราชการมีอิทธิพลสูงต่อการตัดสินใจ แม้แต่บางเรื่องที่เถียงกันมากพลังงาน ออกมายังไงก็ต้องมีฝั่งไม่พอใจ

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า งานปฏิรูปจะเป็นงานที่ท้าทายมาก ส่วนของพรรคก็จะนำเสนอข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ไม่ได้ไปร่วมงาน เพราะรู้สึกว่าคนคงไม่อยากให้นักการเมืองไปยุ่งกับเรื่องพวกนี้เพราะนักการเมืองเป็นจำเลย แต่ยินดีที่จะให้ข้อมูล แนวความคิดตลอด ซึ่งส่วนตัวคิดว่าทั้งพรรคการเมือง ทั้งองค์กรอิสระ ไม่ควรอยู่ในสภาปฏิรูป ควรอยู่ในฐานะผู้ให้ข้อมูล เพราะการปฏิรูป เขาอาจต้องการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง แต่อาจรวมไปถึงระบบการทำงาน กกต. ป.ป.ช. จึงควรเป็นผู้ให้ข้อมูลมากกว่าไปร่วมพิจารณา

เราเป็นอย่างที่เราเป็น ไม่ต้องแกล้งเป็นแกล้งตาย

อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ ความยากในการวางเส้นที่เหมาะสมว่าอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ ในสถานการณ์พิเศษ อย่างเรื่องการใช้อำนาจพิเศษ ปราบมาเฟีย ปราบอาวุธ ปราบความรุนแรงได้ เชื่อว่าคนไม่ติดใจมาก แต่ถามว่าการใช้อำนาจพิเศษจำเป็นทุกเรื่องหรือไม่ ก็คงไม่

“อย่างเรื่องความมั่นคง โอเค ความสงบ โอเค เพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากมีปัญหาค้างคาเร่งด่วน โอเค ผมว่าคนเข้าใจ แต่มันจะต้องทุกเรื่องไหม ผมตั้งข้อสังเกตนะ เพราะตัวบุคคลผมไม่มีปัญหาอะไรกับท่าน อย่างคุณพรเพชร (วิชิตชลชัย) ซึ่งเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ยังดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถ้าถามว่า ประเทศปฏิรูปแล้ว ควรจะยอมให้มีผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระกับนิติบัญญัติพร้อมกันหรือไม่ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าบอกว่านี่คือสถานการณ์พิเศษ ก็ต้องถามกลับไปว่า แล้วความจำเป็นคืออะไร

...ผมไม่อยากให้มีปมแบบนี้ เพราะวันข้างหน้าต้องเอาจริงเอาจังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่เวลานี้เราจะมาวางระบบ ถ้าเรามีตัวอย่างว่าทำไมตอนนั้นทำได้ มันไม่เป็นผลดี ผมกังวลนิดหน่อย และติดใจประกาศ คสช. ฉบับ 73 ยกเว้นประมวลจริยธรรม ซึ่งไม่รู้ว่าใช้หรือไม่ แต่ผมไม่อยากให้ใช้ ใช้ก็ต้องมีเหตุผลที่ชัดไปเลย ว่าต้องใช้เพราะสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นวันข้างหน้าจะเป็นเหยื่อ คนจะบอกว่าทำไมฝ่ายนั้นทำได้ พอเขาจะทำจะมาห้ามอะไรฝ่ายเดียว”

อภิสิทธิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้แต่กรณีคำสั่ง คสช.ต่อสื่อมวลชน จากที่ได้สัมผัสกับความรู้สึกของสื่อ เห็นว่าไม่เป็นผลดีหากปล่อยให้อึดอัดนานๆ การเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นมันไม่ได้ยากขนาดที่จะแยกแยะระหว่างคนที่แสดงความเห็นโดยสุจริต กับคนที่มีเจตนาแอบแฝงมุ่งทำลาย

ดังนั้น จึงอยากเห็นการผ่อนคลายคำสั่ง ระเบียบ ในลักษณะค่อยๆ ผ่อนคลาย ทั้งนี้ไม่ติดใจหากใครมีเจตนาแอบแฝงจะบ่อนทำลาย จัดการได้ แต่อะไรที่คลายได้ต้องค่อยๆ คลาย เพราะไม่เช่นนั้นสุดท้ายเมื่อกักไว้ทุกอย่างปล่อยรวดเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีกับการทำงานของ คสช.เอง

“ปัญหาใหญ่คือ เราตีโจทย์ว่าปัญหาคืออะไร ผมคิดว่า คสช.ต้องพยายามทำให้ระบบดีกว่าเดิม ระบบกับคนแยกกัน คนทำอะไรผิดก็จัดการไป แต่ถ้าออกแบบระบบเหมือนกับขจัดกีดกันคน ผมคิดว่าสำเร็จยากในแง่การปฏิรูปที่ยั่งยืน

...ปัญหาถูกมองว่าเป็นเพราะนักการเมืองในอดีต แต่ถามว่ามันใช่หรือเปล่า ผมกลับมองว่าคนที่เป็นนักการเมืองอาชีพจริงๆ ที่ทำในแบบแนวทางต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ใช่คนสร้างปัญหา แต่นักการเมืองไม่อาชีพต่างๆ ที่มองผลประโยชน์ธุรกิจต่างๆ ที่สร้างปัญหา”

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน