
ผลประโยชน์ของกองทัพ
ในงานวิจัยเรื่อง “รัฐประหารที่นำไปสู่ประชาธิปไตย” (The Democratic Coup d’Etat) ของ Ozan O. Varol (วารสาร Harvard International Law, Vol. 53, 2012) มองว่าผู้นำทหารถือเป็นตัวแสดงในทางการเมืองที่ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง (Selfinterested actors) ด้วยเช่นกัน ไม่ต่างจากตัวแสดงทางการเมืองอื่นๆ อันได้แก่ นักการเมือง
ในงานวิจัยเรื่อง “รัฐประหารที่นำไปสู่ประชาธิปไตย” (The Democratic Coup d’Etat) ของ Ozan O. Varol (วารสาร Harvard International Law, Vol. 53, 2012) มองว่าผู้นำทหารถือเป็นตัวแสดงในทางการเมืองที่ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง (Selfinterested actors) ด้วยเช่นกัน ไม่ต่างจากตัวแสดงทางการเมืองอื่นๆ อันได้แก่ นักการเมือง
ผลประโยชน์หลักของกองทัพมีอยู่ 2 อย่าง : 1.การปกป้องรักษาและส่งเสริมให้กองทัพมีสถานะหรือสิทธิพิเศษในสังคม เห็นได้จากกรณีทหารอียิปต์และตุรกีที่มีสิทธิพิเศษทางสังคมและเศรษฐกิจต่างๆ มากมาย และทหารของสองประเทศนี้ก็มุ่งที่จะดำรงรักษาสถานะดังกล่าวนี้ไว้ 2.รักษาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นผลประโยชน์ของกองทัพด้วย และยามที่เกิดปัญหาความมั่นคงภายใน อันได้แก่ ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ก็จะส่งผลให้กองทัพหันเหความสนใจจากภารกิจหลักในการปกป้องภัยคุกคามจากภายนอกมาสู่ปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ผลประโยชน์สองข้อนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนกองทัพนับตั้งแต่รัฐประหารจนไปจนเสร็จสิ้นการส่งผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย
ในระบอบที่เป็นเผด็จการหรืออำนาจถูกรวบไว้อย่างเบ็ดเสร็จ จนนำไปสู่ความขัดแย้งตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ผู้นำในระบอบดังกล่าวอาจจะใช้กำลังบังคับหรือการข่มขู่ที่จะใช้กำลัง เพื่อสยบการต่อต้านและป้องกันไม่ให้มีการเลือกตั้งที่จะมีคนอื่นๆ สามารถแข่งขันกับฝ่ายรัฐบาลได้ ในสถานการณ์ดังกล่าวนี้กองทัพจะต้องติดตามประเมินความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถ้ารัฐบาลเข้มแข็งพอที่จะปราบปรามหรือสกัดการต่อต้านของประชาชนได้ กองทัพก็มักจะยอมรัฐบาลนั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพและสถานะสิทธิพิเศษของกองทัพไว้
ตัวอย่างเช่น หลายทศวรรษที่ผ่านมาจนกระทั่งต้นปี 2011 กองทัพอียิปต์สนับสนุนระบอบการปกครองที่รวบอำนาจ โดยประธานาธิบดีมูบารักมาตลอด เพราะมูบารักสามารถควบคุมตรวจสอบกระแสต่อต้านของประชาชนไว้ได้ ผ่านมาตรการการออกกฎหมายพิเศษและเขาเองก็ดูเข้มแข็งพอที่จะยังอยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ ได้ กองทัพอียิปต์ก็ยังคงรักษาสิทธิพิเศษอันมหาศาลของตนไว้ได้ในช่วงระหว่างการปกครองของมูบารัก และด้วยเหตุนี้กองทัพก็มีแรงจูงใจที่จะสนับสนุนระบอบมูบารักอยู่ตราบเท่าที่มูบารักยังคงมีอำนาจมากพอที่จะรักษาสถานการณ์ไว้ได้
คำถามคือ แล้วอะไรคือแรงจูงใจให้ทหารหันมาต่อต้านทำรัฐประหารโค่นล้มมูบารักหากในตอนแรกเริ่มก่อนหน้านี้ยังให้การสนับสนุนอยู่ เป็นไปได้ว่าพลวัตรทางอำนาจระหว่างรัฐบาลกับประชาชนเริ่มเปลี่ยนฝ่ายประชาชนที่ออกมาต่อต้านเริ่มที่จะมีอำนาจมากพอที่จะต้านทานการปราบปรามควบคุมของรัฐบาล ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในพลวัตแห่งอำนาจนี้อาจจะเป็นสาเหตุที่เปลี่ยนแรงจูงใจของกองทัพ และเมื่อดุลอำนาจเปลี่ยนไปทางฝ่ายประชาชน กองทัพมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง นั่นคือ
1.เข้าข้างรัฐบาลและใช้กำลังปราบปรามฝ่ายประท้วงโดยทั่วไป ทางเลือกนี้มักจะไม่เป็น “ประโยชน์” ต่อกองทัพ เพราะถ้ากองทัพใช้กำลังจัดการกับประชาชน กองทัพก็อาจจะเจอสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับการตอบโต้จากอำนาจต่างประเทศที่ให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มปฏิวัติ ดังที่เกิดขึ้นในกรณีของลิเบียในปี 2011 การใช้กำลังกับประชาชนอาจจะทำให้กองทัพต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียความนิยมและสิทธิพิเศษในสังคมอย่างไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้ อีกทั้งกองทัพยังอาจจะต้องเสี่ยงกับการเอาใจออกห่างจากทหารชั้นผู้น้อยที่อาจจะปฏิเสธที่จะยิงประชาชนผู้ประท้วง แถมยังอาจจะก่อตัวทำรัฐประหารต่อรัฐบาลและผู้นำกองทัพอีกด้วย ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในประเทศที่กองกำลังส่วนใหญ่ของกองทัพเป็นทหารเกณฑ์ ทหารเกณฑ์มีแนวโน้มที่จะมีใจให้ฝ่ายประชาชนมากกว่าทหารอาชีพ และจากปัจจัยที่ทหารชั้นผู้น้อยอาจจะขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในการใช้ความรุนแรงกับประชาชนทั่วไป ย่อมส่งผลต่อการสูญเสียการบังคับบัญชา เห็นได้ว่ารัฐประหารที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตย จึงมักจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีกองกำลังทหารเกณฑ์เป็นหลัก
2.คงความเป็นกลาง ปล่อยให้ความสับสนวุ่นวายหรือการปฏิวัติดำเนินไป ซึ่งทางเลือกนี้ก็ถือว่าเสี่ยงอีกเช่นกัน เพราะถ้าฝ่ายประชาชนชนะสามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการได้ ประชาชนก็จะเป็นตัวแสดงที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย กองทัพจะไม่มีบทบาทนำ และในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ประชาชนอาจจะล้มล้าง หรือจำกัดอภิสิทธิ์ หรือสถานะพิเศษที่กองทัพเคยมี ด้วยเหตุผลที่ว่าในช่วงที่ประชาชนต้องดิ้นรนต่อสู้ ทหารกลับอยู่เฉยๆ สบาย
3.เลือกทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล และรับบทกำกับควบคุมกระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ลงเอยด้วยการผ่องถ่ายอำนาจไปสู่ประชาชน ทางเลือกนี้จะทำให้กองทัพสามารถวางรากฐานระบอบที่มีเสถียรภาพมากกว่า ในสายตาของประชาชน กองทัพจะเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือไว้วางใจ กองทัพยังคงรักษาผลประโยชน์ของตนไว้ได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้นำกองทัพ โดยส่วนใหญ่ด้วยเหตุนี้ การทำรัฐประหารจึงเป็นทางเลือกที่ให้ประโยชน์สำหรับกองทัพ นั่นคือสามารถรักษาความต่อเนื่องและเสถียรภาพไว้ได้ ผลประโยชน์ดังกล่าวนี้จะบรรลุได้โดยผ่านการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของโครงสร้างการปกครอง
อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่าเป้าหมายหลักของกองทัพในการทำรัฐประหารที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยนี้ไม่ใช่การส่งเสริมประชาธิปไตย แต่เป็นการรักษาเสถียรภาพความมั่นคงเป็นหลัก และการวางรากฐานของระบอบประชาธิปไตยในอนาคตก็จะเป็นวิธีการที่ทำให้กองทัพบรรลุเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพความมั่นคงภายในได้ต่อไป (ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2557 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (WCU071HS57)







