posttoday
ราคาเอทานอลที่ควรจะเป็นเพื่อสร้างความเป็นธรรมสูงสุด

ราคาเอทานอลที่ควรจะเป็นเพื่อสร้างความเป็นธรรมสูงสุด

07 สิงหาคม 2557

เข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2557 ไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความสงบสุขของบ้านเมืองซึ่งมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังแนวโน้มการปฏิรูปประเทศได้ไปในทิศทางที่ควรจะเป็น และหนึ่งในการปฏิรูปบ้านเมืองของเราที่น่ายินดีก็คือ “การปฏิรูปพลังงาน” อย่างจริงจัง ที่ช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา ภายหลังการรวมตัวของกลุ่มกูรูพลังงาน ผู้รู้จริงด้านพลังงาน ทั้งจากกลุ่มนักวิชาการ ข้าราชการ ผู้ประกอบการเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจพลังงาน ได้เปิดตัว “กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนโยบายด้านพลังงานของประเทศ ไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องและนำเสนอข้อเท็จจริงด้านพลังงานที่น่าเชื่อที่สุด

เข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2557 ไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความสงบสุขของบ้านเมืองซึ่งมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังแนวโน้มการปฏิรูปประเทศได้ไปในทิศทางที่ควรจะเป็น และหนึ่งในการปฏิรูปบ้านเมืองของเราที่น่ายินดีก็คือ “การปฏิรูปพลังงาน” อย่างจริงจัง ที่ช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา ภายหลังการรวมตัวของกลุ่มกูรูพลังงาน ผู้รู้จริงด้านพลังงาน ทั้งจากกลุ่มนักวิชาการ ข้าราชการ ผู้ประกอบการเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจพลังงาน ได้เปิดตัว “กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนโยบายด้านพลังงานของประเทศ ไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องและนำเสนอข้อเท็จจริงด้านพลังงานที่น่าเชื่อที่สุด

หนึ่งในข้อเท็จจริงด้านพลังงาน ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงและตั้งคำถามว่า เหตุใดราคาจำหน่ายเอทานอลในประเทศซึ่งเป็นส่วนผสมหลักในน้ำมันแก๊สโซฮอล์ จึงมีราคาจำหน่ายแพงกว่าน้ำมันเบนซิน และแพงกว่าราคาเอทานอลในตลาดโลก จึงทำให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ในประเทศแพงตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นประเด็นด้านการส่งเสริมพลังงานทดแทนในประเทศที่มีความอ่อนไหว ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้อธิบายกับท่านผู้อ่านทุกท่าน โดยเฉพาะข้อเท็จจริงราคาเอทานอลที่ควรจะเป็น และประเด็นที่เกี่ยวข้อง

เบื้องต้น ประเด็นราคาเอทานอลที่ขายอยู่ในปัจจุบัน ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าราคาสูงเกินไปหากเทียบกับราคาน้ำมันเบนซินหน้าโรงกลั่น (Exrefinery Price) นั้น อยากให้พิจารณาถึงค่าความร้อน (Heating Value) ที่พบว่า เอทานอลมีค่าความร้อนสูง (High Heating Value) เท่ากับ 29.7 เมกะจูล/กิโลกรัม (MJ/kg) ส่วนน้ำมันเบนซินมีค่าความร้อนสูงเท่ากับ 47.3 MJ/kg ซึ่งเห็นได้ว่าเอทานอลมีค่าความร้อนคิดเป็นเพียง 62.8% ของน้ำมันเบนซินเท่านั้น จึงทำให้มีหลายคนมีความเห็นว่า ราคาเอทานอลควรจะมีราคาเป็นสัดส่วนตามค่าความร้อนเมื่อเทียบจากราคาน้ำมันเบนซินหน้าโรงกลั่นด้วย ซึ่งหากมีการใช้สูตรราคาเอทานอลเท่ากับราคา 62.8% ของราคาน้ำมันเบนซินหน้าโรงกลั่นแล้ว คงไม่มีผู้ผลิตเอทานอลรายใดในประเทศสามารถผลิต เอทานอลมาขายในราคานี้ได้

โดยต้นทุนการผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล ซึ่งถือได้ว่ามีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ หากผู้ผลิตต้องซื้อกากน้ำตาลมาผลิตเป็นเอทานอลที่ราคา 4 บาท/กิโลกรัม จะทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนวัตถุดิบอยู่ที่ 16 บาท/ลิตร (คิดที่อัตราการใช้กากน้ำตาลต่อการผลิตเอทานอลที่ 4 กิโลกรัมต่อ 1 ลิตรเอทานอล) เมื่อใช้สูตรราคาเอทานอลตามค่าความร้อนที่ 62.8% ของราคาน้ำมันเบนซินหน้าโรงกลั่นที่ระดับประมาณ 26 บาท/ลิตร ในปัจจุบัน จะได้ราคาเอทานอลอยู่ที่ 16.32 บาท/ลิตร ซึ่งจะเห็นว่าราคาตามสูตรนี้ได้ราคาเอทานอลแค่เท่ากับต้นทุนวัตถุดิบเท่านั้นเอง ยังไม่รวมค่าต้นทุนผันแปร ต้นทุนคงที่ รวมถึงต้นทุนอื่นๆ โดยไม่ต้องพูดถึงผลกำไรของผู้ผลิตเอทานอลเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาต้นทุนของผู้ผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง ยิ่งจะเห็นว่าจะยิ่งลำบากกว่าผู้ผลิตจากกากน้ำตาล เพราะมีต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า

นอกจากนี้ กรณีนโยบายกำหนดราคาซื้อขายเอทานอลคงที่ ต้องเรียนให้ทราบว่า ราคาเอทานอลอ้างอิงในปัจจุบันถือเป็นราคาเฉลี่ยจากราคาเอทานอลซื้อขายจริงในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด ผู้ค้าน้ำมันจะซื้อขายเอทานอลในสองรูปแบบคือ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Future Buying) และการซื้อขายทันที (Spot Buying) โดยส่วนมากจะทำการซื้อขายล่วงหน้าเป็นส่วนใหญ่ เพื่อความมั่นคงในเรื่องการส่งมอบ โดยประเด็นการกำหนดราคาเอทานอลคงที่นั้น หากมีการกำหนดราคาสูงเกินไปจะทำให้เป็นภาระแก่ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และไม่สร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตเอทานอลในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเท่าที่ควร

ในทางกลับกัน หากตั้งราคาเอทานอลคงที่ไว้ต่ำเกินไป ผู้ผลิตเอทานอลจะไม่สามารถจำหน่ายเอทานอลได้ เนื่องจากไม่คุ้มค่าในการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานเอทานอลจากมันสำปะหลัง ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าโรงงานเอทานอลจากกากน้ำตาล และจะส่งผลกระทบไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใกล้เคียงโรงงานเอทานอลโดยตรง ซึ่งเมื่อโรงงานเอทานอลไม่คุ้มค่าในการดำเนินการผลิตและจะต้องหยุดตัวเองลง จะทำให้เอทานอลขาดแคลนฉับพลัน ส่งผลให้ประเทศอาจต้องสูญเสียเงินตรานำเข้าน้ำมันเบนซินมาเพิ่มเติม ดังนั้นหากจะกำหนดราคาเอทานอลคงที่ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อนโยบายส่งเสริมเอทานอลในภาพรวม

สำหรับการกำหนดราคาเอทานอลนั้น ส่วนหนึ่งอยากให้คำนึงถึงมูลค่า (Value) ของเอทานอลในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากมูลค่าตามค่าความร้อน เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเอทานอลเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio Fuel) ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการใช้น้ำมันเบนซินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม หรือในด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เนื่องจากเอทานอลสามารถผลิตได้ในประเทศ ทำให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ รวมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ มีการสร้างงานสร้างรายได้ทั้งจากการจ้างแรงงาน และเสริมสร้างเสถียรภาพทางราคาพืชพลการเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลอีกด้วย

สุดท้าย เมื่อพิจารณาราคาเอทานอลในปัจจุบันที่ระดับราคา 25 26 บาท/ลิตร ก็น่าจะเป็นราคาที่ไม่มากเกินไปสำหรับผู้บริโภคที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะ Climate Change ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงแบบประเมินค่ามิได้ต่อมวลมนุษยชาติ

อย่างไรก็ตาม สูตรการคำนวณราคาเอทานอล ควรจะอยู่ที่ระดับไหนถึงจะถือได้ว่าเหมาะสมนั้น ก็ยังเป็นสิ่งที่ภาครัฐยังต้องหาจุดที่สมดุลระหว่างประโยชน์ของผู้บริโภค ผู้ผลิตเอทานอล สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติโดยรวมเป็นสำคัญต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน